สำนักงานประกันสังคม(สปส.) กำลังถูกสังคมตั้งคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใสของการบริหารเงินกองทุนประกันสังคม ที่มีสินทรัพย์มูลค่ากว่า 2.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่บังคับเก็บจากรายได้ของผู้ประกันตนกับนายจ้างฝ่ายละครึ่ง และรัฐบาลสมทบเพิ่มให้บางส่วน
แต่ตลอดระยะที่ผ่านมา สำนักงานประกันสังคมยังเคยไม่เปิดเผยข้อมูลรายละเอียดต่อผู้ประกันตนว่าเงินกองทุนจำนวนมหาศาลถูกนำไปใช้ในด้านใดบ้าง
จนกระทั่งในปี 66 มีการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) เป็นครั้งแรก โดยทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้รับเลือกเป็นกรรมการฝ่ายผู้แทนลูกจ้าง และได้เริ่มเปิดเผยข้อมูลการบริหารงานของสำนักงานประกันสังคมต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก ซึ่งมีพบว่าหลายเรื่องที่ก่อให้เกิดความน่าสงสัย ขณะที่คำชี้แจงจากสำนักงานประกันสังคมต่อประเด็นต่าง ๆ กลับดูสวนทางกับความคาดหวังสังคม

ปฏิทิน 8 ปี 450 ล้านบาท
เริ่มจาก “ปฏิทิน” มีการเปิดเผยโดยทีมประกันสังคมก้าวหน้า พบว่าสำนักงานประกันสังคม ได้ใช้เงินกองทุนราว 450 ล้านบาท จัดทำปฏิทินในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยปีละ 50-70 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำไปแจกเกษตรกร
พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในขณะนั้นชี้แจงเหตุผลว่า มีความจำเป็นต้องทำปฏิทิน เพราะใส่รายละเอียดข้อมูลผู้ประกันตนในปฏิทิน และเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์กับประชาชนให้รู้จักประกันสังคม ส่วนการนำไปแจกเกษตรกรนั้น เพื่อให้จูงใจเกษตรกรเข้ามาสมัครเป็นผู้ประกันตน มาตรา 40 กลุ่มอาชีพอิสระ
ในขณะที่ผู้ประกันตนหลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ยังไม่เคยได้รับปฏิทินของประกันสังคมสักเล่มเดียว ทั้งที่ใช้เงินกองทุนที่ผู้ประกันตนโดนบังคับหักเงินเดือนทุกเดือนจ่ายสมทบเข้ากองทุนนี้
“สกายไนน์” 7 พันล้านบาท แพงกว่าตลาด
อาคาร “สกายไนน์ เซ็นเตอร์” (SKYY9 Centre) ย่านพระราม 9 เดิมเป็นตึกร้างตั้งแต่ยุควิกฤตต้มยำกุ้ง จนกระทั่งมีการเปิดเผยข้อมูลว่า สำนักงานประกันสังคม ได้เข้าซื้ออาคารดังกล่าวในราคาประมาณ 7,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดที่ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ประเมินไว้อยู่ที่ 3,000 ล้านบาท แต่คำชี้แจงสำนักงานประกันสังคม ยืนยันว่าไม่แพง โดยต่ำกว่าราคา 8,000 ล้านบาท ที่ประเมินจากบริษัทเอกชน 2 ราย โดยพิจารณาจากรายได้ประมาณ 7,300 ล้านบาท ต้นทุนประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งสำนักงานประกันสังคมได้เข้าลงทุนจริงที่ราคาต่ำกว่านั้นในราคา 6,900 ล้านบาท ผ่านกองทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน (PE Trust) และเชื่อมั่นว่าจะได้ผลตอบแทนสูงในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ผลสอบกระทรวงมหาดไทย พบว่า อาคาร SKYY9 มีมูลค่าจริง 3,428 – 3,863 ล้านบาท ต่ำกว่าที่สำนักงานประกันสังคมซื้อสองเท่า และได้ส่งผลสอบให้กระทรวงแรงงานดำเนินการต่อ แต่กลับยังไม่มีความคืบหน้า แม้ผ่านแล้วเกือบ 4 เดือน นับตั้งแต่ ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สั่งให้เร่งสอบวินัยเมื่อเดือน ต.ต. 68
โรงอาหาร 12 ล้านบาทในกระทรวงแรงงาน
สำนักงานประกันสังคม ได้ปรับปรุงโรงอาหารกระทรวงแรงงาน ใช้เงินกองทุน 12 ล้านบาท โดยในภายหลัง มีการชี้แจงว่า เป็นการปรับปรุงโรงอาหารของสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 3 ภายในพื้นที่ของกระทรวงแรงงาน
สำนักงานประกันสังคมระบุว่าโครงการนี้ทำตามระเบียบถูกต้อง โดยสาเหตุที่ต้องปรับปรุงนั้น เนื่องจากสำนักงานประกันสังคมพื้นที่นี้มีผู้มาใช้บริการเฉลี่ย 300–400 คนต่อวัน อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นที่ตั้งของหน่วยงานอื่นในสังกัดกระทรวงแรงงาน แต่ยังไม่มีโรงอาหารหรือสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานรองรับผู้มาติดต่อจำนวนมาก จึงต้องปรับปรุงเพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพในการ เพื่อให้บริการแก่ประชาชนและแรงงานที่มาติดต่อราชการโดยตรง ขณะเดียวกันโรงอาหารดังกล่าวเป็นสวัสดิการสาธารณะในลักษณะไม่แสวงหากำไร
TU Dome ร้าง 800 ล้านบาท
โครงการ ยู โดม เรสซิเดนท์เชียล คอมเพล็กซ์ (TU Dome Residential Complex)เป็นที่พักอาศัยและคอมมูนิตี้มอลล์ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยสำนักงานประกันสังคม ได้เข้าลงทุนอสังหาริมทย์ทรัพย์นี้ ผ่านกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ที ยู โดม “TU-PF” เป็นหน่วยลงทุนที่ลงทุนในสิทธิการเช่าในโครงการดังกล่าว จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระยะเวลา 30 ปี ประกอบด้วยอาคารอพาร์ตเม้นต์ 10 ชั้น (1 อาคาร) อาคารหอพัก 9 ชั้น (3 อาคาร) และพื้นที่ส่วนพลาซ่า ปัจจุบัน มี บลจ.ยูโอบี เป็นผู้จัดการกองทุน ส่วนผู้บริหารทรัพย์สิน เป็นสำนักงานจัดการทรัพย์สิน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ บจก. ทองหล่อ เมเนจเม้นท์
ทั้งนี้สำนักงานประกันสังคมได้เริ่มลงทุนเมื่อปลายปี 2549 เป็นเงิน 800 ล้านบาท ปัจจุบัน ได้รับเงินคืนจากการลงทุนมาแล้วรวม 159 ล้านบาท แต่มูลค่าตลาด เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น โดยมีอุปทานใหม่จากภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2568 โครงการมีอัตราการเช่าในส่วนของหอพักอยู่ที่ 89% อพาร์ตเม้นต์อยู่ที่ 80% และพลาซ่าอยู่ที่ 55% ซึ่งปรับตัวดีขึ้นกว่าปีก่อนหน้า และมีกำไรจากจากการดำเนินงานโดยมีการจ่ายเงินคืนให้สำนักงานเป็นเงิน 8 ล้านบาท
ชุดสูท 35 ล้านบาท สร้างอัตลักษณ์องค์กร
โครงการซื้อชุดสูทเจ้าหน้าจำนวน 7,000 ชุด วงเงิน 35 ล้านบาท นิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ระบุเหตุผลการทำโครงการดังกล่าว เพื่อให้เป็นยูนิฟอร์มที่แสดงสัญลักษณ์ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ประกันสังคมในการสื่อสารกับผู้ประกันตนเมื่อออกนอกสถานที่ ซึ่งเงินที่ใช้มาจากแหล่งค่าบริหารงานที่หักออกมาจากกองทุน 2-3% ต่อปี ซึ่งตามระเบียบหักได้สูงสุด 10% และเงินในกองทุนก็ไม่ได้จากผู้ประกันตนเพียงฝ่ายเดียว แต่มาจากนายจ้างและรัฐบาลช่วยสมทบเพิ่ม
การจัดซื้อใช้วิธีเจาะจงตามกฎหมายที่เปิดช่องให้เฉพาะจัดซื้อระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ซึ่งผู้ที่ได้รับจัดซื้อจัดจ้างคือ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยสำนักงานกิจการโรงงานในอารักษ์ (ขายปลีก, บริการ, ผู้ผลิต)
ระบบไอที 850 ล้านบาท ล่มทั้งประเทศ
ระบบไอทีใหม่ประกันสังคม SSO Plus วงเงิน 850 ล้านบาท เหตุผลความจำเป็นในการเปลี่ยนระบบครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี เพราะระบบเดิมใช้มานานตั้งแต่ปี 2534 ซึ่งล้าสมัย มีความเสี่ยงที่ระบบจะหยุดทำงานและยากต่อการบำรุงรักษา อย่างไรก็ตาม ระบบมีปัญหาตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเปลี่ยนเป็นระบบใหม่ทั่วประเทศ เนื่องจากแสดงผลข้อมูลไม่ครบ แม้เจ้าหน้าที่จะแก้ไขแล้ว แต่ปัจจุบันยังคงมีปัญหาเข้าใช้งานเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น ส่งผลกระทบต่อการใช้สิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนและการให้บริการของเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ
สำนักงานประกันสังคม ชี้แจงสาเหตุที่ระบบล่มเกิดจากมีผู้เข้าใช้งานเป็นจำนวนมาก โดยขอเวลาแก้ไข พร้อมระดมกำลังเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางกว่า 100 คน ช่วยบันทึกข้อมูลเข้าระบบให้เป็นปัจจุบัน และทยอยอนุมัติจ่าย
ถือหุ้น EA – STARK สูญเงินหลายร้อยล้าน
กองทุนประกันสังคม มีการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หนึ่งในนั้นคือบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ที่ประกอบธุรกิจพลังงานสะอาด ซึ่งในอดีตหุ้นเคยมีราคาสูงสุดที่ 93.50 บาทต่อหุ้น
แต่บริษัทประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับลดลงมาอย่างมาก โดยประกันสังคม เคยถือหุ้น EA จำนวน 13,275,000 หุ้น ราคา 40.57 บาท คิดเป็นมูลค่า 866 ล้านบาท ( ณ มี.ค. 2021) แต่ล่าสุดเหลือหุ้นจำนวน 5,664,900 หุ้น มูลค่าประมาณ 15 ล้านบาท ในราคาปัจจุบัน 2.74 บาทต่อหุ้น (ณ วันที่ 30 ม.ค. 68)
นอกจากนี้ประกันสังคัม มีการลงทุนหุ้นในบริษัท สตาร์ค คอเปอร์เรชัน หรือ STAR จำนวน 14,417,900 หุ้น โดยหุ้นนี้เคยมีราคาสูงถึง 5.45 บาทต่อหุ้น เมื่อเทียบกับจำนวนหุ้นที่ประกันสังคมถือจะเท่ากับประมาณกว่า 70 ล้านบาท แต่ภายหลัง STARK เกิดการทุจริตปลอมแปลงบัญชีสร้างความเสียหายหลายหมื่นล้านบาทให้กับนักลงทุน จนถูกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถอดออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียน ขณะที่มูลค่าหุ้นลดลงเหลือเพียง 0.18 บาทต่อหุ้น ดังนั้นมูลค่าหุ้นที่ประกันสังถืออยู่จะเหลือเพียง 2,595,222 ล้านบาท
การลงทุนหุ้นทั้ง 2 บริษัทนี้ ยังไม่มีคำชี้แจงใด ๆ จากสำนักงานประกันสังคม ถึงเหตุผลที่เข้าไปลงทุน และเหตุผลที่ยังไม่ขายออกไปในตอนที่ราคาหุ้นลดลงในช่วงแรกเพื่อลดความเสี่ยงขาดทุนหนัก โดยระบุเพียงว่ากำลังตรวจสอบ
อย่างไรก็ตาม แม้สำนักงานประกันสังคมจะออกมาชี้แจงข้อมูลที่ถูกเปิดเผยในบางประเด็นแล้ว พร้อมยืนยันว่าไม่ผิดและ “ทำถูกต้องตามระเบียบ” แต่ก็ยังไม่สามารถคลายข้อสงสัยและความกังวลผู้ประกันตนได้ เพราะเหตุผลที่ชี้แจงออกมานั้น ดูไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง ขณะเดียวกันยังคงมีข้อมูลอีกจำนวนมากเกี่ยวกับการบริหารงานของสำนักงานประกันสังคม ที่กำลังรอถูกเปิดเผยต่อสาธาณชนเป็นครั้งแรก ท่ามกลางการจับตาและติดตามอย่างใกล้ชิดของสังคม ซึ่งสะท้อนวิกฤตความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ที่สำนักงานประกันสังคมควรจะต้องเร่งแก้ไข ก่อนที่วิกฤตกองทุนนี้จะทวีความรุนแรงและขยับเวลาเข้ามาเร็วขึ้น
บทความที่เกี่ยวข้อง:




