ตามข้อมูลขององค์การการค้าและการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNCTAD) ประชากรครึ่งหนึ่งของโลกกำลังได้รับผลกระทบจากภาระหนี้อันหนักหน่วงที่รัฐบาลก่อไว้กับสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ทั้งธนาคารโลก และ IMF รวมถึงประเทศไทยด้วย
ประเทศที่เป็นลูกหนี้ IMF และธนาคารโลกต้องใช้เงินชำระหนี้มากกว่างบประมาณที่จัดสรรให้สวัสดิการสาธารณะและระบบหลักประกันทางสังคม และใช้มาตรการรัดเข็มขัดด้วยการลดทอนสวัสดิการสาธารณะและหลักประกันทางสังคมอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันประเทศลูกหนี้ยังถูกบีบให้เดินตามแนวทางเศรษฐกิจตลาดเสรี พร้อมกันก็ผลักดันการแปรรูปกิจการของรัฐให้เป็นของเอกชน การลดกฎระเบียบกำกับดูแล และการลดหรือถอนการลงทุนของรัฐ
นโยบายเหล่านี้สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชนชั้นแรงงานทั้งในชนบทและในเมือง ซึ่งต้องแบกรับปัญหาเงินเฟ้อและราคาอาหาร เชื้อเพลิง และปุ๋ยที่สูงขึ้นอยู่แล้ว อีกทั้งยังถูกซ้ำเติมด้วยความปั่นป่วนจากสงครามที่ไม่สิ้นสุดและภัยพิบัติจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้ระดับหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น ติดอยู่ในวงจรหนี้ที่ยืดเยื้อ
6 ข้อเสนอ สมัชชาคนจน-ลาเวียคัมเปซินา
สมัชชาคนจน ได้จัดเวทีเสวนา “ชะตากรรมของคนจน ชนบทล่มสลาย ภายใต้อุ้งมือ World Bank และ IMF” เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 69 เพื่อนำเสนอข้อกังวลของชุมชนชนบททั่วโลกต่อการขยายอำนาจของทุนและกลไกทางการเงินในระบบเศรษฐกิจ (financialization) และนโยบายเสรีนิยมใหม่ที่ธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ผลักดัน พร้อมประกาศข้อเรียกร้อง เพื่อยุติวิกฤตหนี้และสร้างอธิปไตยทางอาหาร

จากงานเสวนามีข้อเรียกร้องหลัก 6 ประการได้แก่
- ยกเลิกหนี้
ร้อยละ 60 ของประเทศรายได้ต่ำ และร้อยละ 30 ของประเทศรายได้ปานกลาง เผชิญภาวะหนี้วิกฤต ทำให้มีทรัพยากรจำกัดในการลงทุนเพื่อสร้างอธิปไตยทางอาหารและจัดบริการสังคม ทั้งยังซ้ำเติมความหิวโหยและความเหลื่อมล้ำ การยกเลิกหนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อหยุดวงจรนี้
- ให้ประชาชนตรวจสอบหนี้ต่างประเทศ
ในหลายประเทศ ชาวนาและแรงงานยังไม่รู้ว่ารัฐก่อหนี้ต่างประเทศไปเพื่ออะไร นำเงินไปใช้อย่างไร และใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์ ดังนั้นควรเรียกร้องให้มีกระบวนการตรวจสอบหนี้ต่างประเทศของตนโดยภาคประชาชน และติดตามให้ผู้ตัดสินใจต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่สร้างความเสียหายแก่ชุมชน
- ยุติการอุดหนุนบรรษัท แล้วนำงบประมาณมาสนับสนุนเกษตรนิเวศ
ปรับทิศทางเงินทุนด้านอาหาร เกษตรกรรม และสภาพภูมิอากาศ ทั้งจากแหล่งทุนภายในประเทศและกลไกพหุภาคี ให้เลิกสนับสนุนระบบอาหารและห่วงโซ่มูลค่าแบบอุตสาหกรรมที่บรรษัทครอบงำ แล้วหันมาสนับสนุนอธิปไตยทางอาหารและเกษตรนิเวศ ยุติการอุดหนุนมหาศาลที่ธุรกิจเกษตรได้รับทั้งทางตรงและทางอ้อม และนำเงินส่วนนี้มาสร้างอธิปไตยทางอาหาร
- เพิ่มรายได้รัฐด้วยภาษีบรรษัทและภาษีความมั่งคั่ง
รัฐสามารถเพิ่มรายได้ด้วยระบบภาษีแบบก้าวหน้า รวมถึงการเก็บภาษีกำไรของบรรษัทในอัตราที่เหมาะสม และจัดเก็บภาษีความมั่งคั่งจากมหาเศรษฐี
- ทำให้ธนาคารกลางเป็นประชาธิปไตย
ธนาคารกลางต้องโปร่งใสมากขึ้น ตรวจสอบได้ และมีความรับผิดชอบต่อประชาชน โดยต้องมีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของคนทำงาน แทนการรับใช้ผลประโยชน์ของทุนใหญ่
- ให้ประชาชนและโลกเป็นหัวใจของนโยบายเศรษฐกิจ
การประเมินการปฏิรูปเศรษฐกิจต้องไม่ดูเพียงดุลงบประมาณหรือตัวชี้วัดตลาด แต่ต้องพิจารณาด้วยว่านโยบายเหล่านั้นส่งผลอย่างไรต่อความหิวโหย การดำรงชีพของคนในชนบท ความสามารถของระบบนิเวศในการรับมือและฟื้นตัวจากความเปลี่ยนแปลง ความเหลื่อมล้ำ และอำนาจของประชาชนในการกำหนดและควบคุมระบบอาหารของตนเอง
ยิ่งชาวนาปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อการส่งออก ชาวนายิ่งจนลง
ไพฑูรย์ สร้อยสด เลขาธิการสมัชชาคนจน ประเทศไทย กล่าวย้อนกลับไปถึงปัญหาเกษตรกรที่ต้องเผชิญมายาวนานหลายทศวรรษจากนโยบายการส่งออกของภาครัฐ
ในอดีตก่อนปี พ.ศ. 2500 ชุมชนชนบทไทย โดยเฉพาะในภาคอีสาน เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ ดำเนินชีวิตด้วยระบบเศรษฐกิจแบบพอยังชีพ พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันโดยไม่มีภาระหนี้สินผูกพัน แต่จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเกิดขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2504 เมื่อรัฐบาลเริ่มดำเนินนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทางที่ธนาคารโลกแนะนำ โดยปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตของชาวนาจากการปลูกเพื่อกินไปสู่การผลิตพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว เพื่อป้อนตลาดส่งออก เช่น ปอแก้ว ฝ้าย และมันสำปะหลัง
การขยายตัวของการปลูกพืชเศรษฐกิจผลักดันให้ชาวนาต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตสมัยใหม่จากภายนอกที่ไม่สามารถผลิตเองได้ เช่น ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และการจ้างแรงงาน ทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อชาวนาขาดแคลนทุนหมุนเวียน กลไกการเงินนอกระบบจึงเข้ามาควบคุมผ่าน “พ่อค้าคนกลาง” หรือ “เถ้าแก่” ในรูปแบบของ “การตกเขียว” ซึ่งเป็นการกู้ยืมเงินหรือปัจจัยการผลิตล่วงหน้า แล้วนำผลผลิตไปชดใช้หนี้ แม้ในระยะแรกจะดูเหมือนสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่เมื่อราคาพืชผลในตลาดตกต่ำหรือประสบภัยแล้ง ผลกำไรที่คาดหวังกลับกลายเป็นภาวะขาดทุนเรื้อรัง จนนำไปสู่วงจรหนี้สินสะสม ดอกเบี้ยทบต้น และการถูกยึดหรือบังคับขายที่ดินทำกินในที่สุด
ผลสืบเนื่องทางสังคมที่ร้ายแรงที่สุดจากการสูญเสียที่ดินทำกินและภาระหนี้สิน คือการที่โครงสร้างครอบครัวและชุมชนชนบทพังทลายลง ชาวบ้านในวัยแรงงานจำเป็นต้องละทิ้งถิ่นฐาน อพยพเข้าสู่เมืองหลวง เพื่อขายแรงงานหารายได้ส่งกลับมาใช้หนี้และไถ่ถอนที่ดิน
นอกจากนี้ ไพฑูรย์ สร้อยสด ยังกล่าวถึงผลกระทบต่อวิถีชีวิตในหมู่บ้านชนบทที่ได้กลายสภาพเสมือน “หมู่บ้านร้าง” เหลือเพียงผู้สูงอายุและเด็กเล็ก เกิดความสัมพันธ์แบบปัจเจกนิยม การแก่งแย่ง และการสูญเสียระบบความเอื้ออาทรดั้งเดิม จนเกิดสำนวนที่สะท้อนความเจ็บปวดในภาษาถิ่นอีสานว่า “ลูกกำพร้า พ่อแม่ยังเบิ่ด” เด็กกลายเป็นเด็กกำพร้าทั้งที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่สามารถอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวได้
และจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 ได้นำไปสู่การบังคับใช้เงื่อนไขเงินกู้ของ IMF ซึ่งกำหนดให้รัฐบาลไทยต้องนำระบบการศึกษาออกนอกระบบราชการ นโยบายนี้ทำให้ต้นทุนและค่าใช้จ่ายทางการศึกษาสูงขึ้นเกินกว่าที่บุตรหลานของเกษตรกรและคนยากจนจะแบกรับได้ ส่งผลให้เด็กในชนบทต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา ขาดโอกาสในการเลื่อนชั้นทางสังคม และจำต้องตกอยู่ในวงจรความยากจนข้ามรุ่นอย่างต่อเนื่อง
ไพฑูรย์ สร้อยสด ย้ำว่า ตราบใดที่รัฐบาลไทยยังดำเนินนโยบายตามกรอบ “เสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism)” ที่มีธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟอยู่เบื้องหลัง อนาคตของลูกหลานเกษตรกรก็ยังคงมืดมนและไร้ทางออก
วาทกรรมการพัฒนาของรัฐและธนาคารโลกทำลายความมั่นคงทางอาหาร
ทรรศมัย หวังผล ตัวแทนสมัชชาคนจน เขื่อนปากมูล ได้สะท้อนประสบการณ์ชีวิตของลูกหลานชาวประมงพื้นบ้านชุมชนบ้านหัวเห่ว ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ที่ต้องเผชิญกับโครงการก่อสร้างเขื่อนปากมูลตั้งแต่ปี 2534 ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากธนาคารโลก
เดิมลำน้ำมูลคือแหล่งความมั่นคงทางอาหารที่เปรียบเสมือน “หม้อข้าวหม้อแกง” หรืออู่ข้าวอู่น้ำของชุมชน การทำประมงพื้นบ้านเคยสร้างทั้งรายได้หลักจากการขายปลาเศรษฐกิจราคาแพงและการแปรรูปเป็นปลาร้า ปลาแห้ง ปลาส้ม เพื่อนำไปแลกเปลี่ยนข้าวสารและพืชผลการเกษตรกับชุมชนบนที่ดอนตามระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบดั้งเดิม
แต่เมื่อการก่อสร้างเริ่มต้นขึ้น มีการระเบิดแก่งหินตลอดแนวลำน้ำมูลระยะทางกว่ากิโลเมตรตั้งแต่เขตอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะจนถึงหน้าเขื่อน ทำลายระบบนิเวศแก่งหินอันเป็นแหล่งวางไข่และที่อยู่อาศัยของพันธุ์ปลาอย่างถาวร ส่งผลให้วิถีประมงล่มสลายจนชาวบ้านต้องซื้ออาหารและเครื่องยังชีพทุกชนิดด้วยเงินสด
แม้รัฐและธนาคารโลกจะสร้าง “บันไดปลาโจน” เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน แต่แท้จริงแล้วเป็นสิ่งลวงตาทางวิศวกรรมที่ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมทางชีววิทยาของสัตว์น้ำ บันไดดังกล่าวชันเกินกว่าที่ปลาจะกระโดดข้ามได้ และแม้แต่มนุษย์ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรงก็ยังเดินขึ้นได้ยาก ขณะที่มาตรการเปิดประตูเขื่อนปีละ 4 เดือนเพื่อให้ปลาขึ้นมาวางไข่ก็ไร้ผล เนื่องจากระบบนิเวศแก่งหินและวังน้ำลึกถูกทำลายไปจนหมดสิ้น สัตว์น้ำจึงไม่หวนกลับมาอีก
ร้ายไปกว่านั้น กระบวนการเยียวยาของรัฐถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการบ่อนทำลายความเป็นปึกแผ่นของชุมชน รัฐจ่ายเงินชดเชยค่าสูญเสียอาชีพ 3 ปี วงเงินรวม 90,000 บาทต่อครอบครัว โดยแบ่งจ่ายเป็นเงินสดเพียง 30,000 บาท ส่วนอีก 60,000 บาท ถูกบังคับให้นำไปลงทุนในรูปหุ้นของ “สหกรณ์” ที่รัฐจัดตั้งขึ้น กลไกสหกรณ์ดังกล่าวมีโครงสร้างจากภาครัฐเข้ามาแทรกแซงจนเกิดความขัดแย้ง ความไม่ไว้วางใจ และการถอนหุ้นจนสหกรณ์ล่มสลาย นำไปสู่การแตกแยกทางสังคมภายในหมู่บ้านออกเป็นหลายฝักหลายฝ่าย ทำลายทุนทางสังคมและความสัมพันธ์เครือญาติดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง
“ธนาคารโลกในฐานะผู้สนับสนุนงบประมาณและจุดประกายโครงการจะต้องร่วมรับผิดชอบต่อความวิบัติที่เกิดขึ้น โดยข้อเรียกร้องหลักของชาวบ้านคือการจัดสรรที่ดินทำกินทดแทนครอบครัวละ 15 ไร่ หรือหากจัดหาที่ดินไม่ได้ รัฐและธนาคารโลกจะต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นตัวเงินตามราคาประเมินที่ดินในปัจจุบัน” ทรรศมัย หวังผล กล่าว
เกษตรกรไทย-อินโด ใต้พิมพ์เขียวธนาคารโลกและ IMF
Zainal Arifin Fuat กรรมการประสานงานระหว่างประเทศของลาเวียคัมเปซินา สมาชิก Serikat Petani Indonesia (สหภาพชาวนาอินโดนีเซีย) กล่าวถึงสถานการณ์ภาคเกษตรกรรมในอินโดนีเซียและอีกหลายประเทศในเอเชียที่กำลังเผชิญปัญหาคล้ายคลึงไทย เพราะถูกขับเคลื่อนภายใต้พิมพ์เขียวนโยบายเดียวกันของธนาคารโลกและ IMF
เนื่องจากธนาคารโลกผลักดันนโยบายการปฏิวัติเขียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงอินโดนีเซีย และขยายไปยังทวีปแอฟริกา นโยบายนี้บังคับให้เกษตรกรต้องใช้สารเคมีและปัจจัยการผลิตทางการเกษตรราคาแพง ที่ต้องซื้อจากบรรษัทข้ามชาติ
แต่เมื่อผลผลิตออกสู่ตลาด ราคากลับตกต่ำและถูกควบคุม เกษตรกรจึงตกอยู่ใน “กับดักหนี้สิน” ซึ่งในกรณีรุนแรง เช่น ประเทศอินเดีย หนี้สินจากการเกษตรเคมีได้บีบคั้นให้เกษตรกรฆ่าตัวตายหลายแสนคน
นโยบายการปฏิรูปที่ดินของธนาคารโลกที่ใช้กลไกตลาด หรือโครงการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งไม่ใช่การกระจายกรรมสิทธิ์การถือครองที่ดินที่แท้จริงให้แก่เกษตรกรรายย่อย แต่เป็นการแปรสภาพที่ดินให้กลายเป็น “สินค้าในระบบตลาด”
เมื่อเกษตรกรเผชิญภาวะขาดทุนและหนี้สิน ที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์จะถูกบังคับขายหรือถูกยึด และตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนและบรรษัทขนาดใหญ่
นับตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้งปี 1997 (พ.ศ. 2540) ที่ลุกลามจากไทยไปยังอินโดนีเซีย IMF และธนาคารโลกได้ฉวยใช้วิกฤตนี้เป็นช่องทางในการบังคับใช้นโยบาย 3 ประการ ได้แก่ ตลาดเปิดเสรี (Open/Free Market), การแปรรูปรัฐวิสาหกิจและทรัพยากรเป็นของเอกชน (Privatization) และการยกเลิกกฎระเบียบควบคุมของรัฐ (Deregulation)
นโยบายนี้ทำให้โครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรธรรมชาติ และสาธารณูปโภค เช่น แหล่งน้ำและพลังงาน ถูกแปรรูปไปเป็นธุรกิจของบรรษัทเอกชน ดังเช่นโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ในเกาะชวา อินโดนีเซีย ที่ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมการขับไล่และการสูญเสียชีวิตของประชาชน หรือการสร้างเขื่อนและทะเลสาบเพื่อผลิตไฟฟ้าขายให้ประเทศเพื่อนบ้านในลาว
ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน และความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน วิกฤตการณ์พลังงาน วิกฤตอาหาร และวิกฤตปุ๋ยเคมีได้ถูกซ้ำเติมด้วยการเก็งกำไรราคาในตลาดโลก จากข้อมูลจากดัชนีราคาอาหารของ FAO ชี้ให้เห็นว่าราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ประเทศในเอเชียอย่างศรีลังกาและปากีสถาน รวมถึงหลายประเทศในแอฟริกา เช่น อียิปต์ แอฟริกาใต้ ไนจีเรีย แอลจีเรีย และโมร็อกโก กำลังติดหล่มวิกฤตหนี้สินรุนแรงจนต้องพึ่งพาเงินกู้เงื่อนไขเข้มงวดจาก IMF และธนาคารโลกอีกระลอก Zainal Arifin Fuat ยืนยันว่า
ทางรอดเดียวคือการต่อสู้เพื่อ “การปฏิรูปที่ดินที่แท้จริง” (Genuine Agrarian Reform) ซึ่งหมายถึงการคืนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่เกษตรกรรายย่อย ชุมชนท้องถิ่น และชนพื้นเมือง เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตอาหารและอธิปไตยทางอาหาร มิใช่การปฏิรูปที่ดินจอมปลอมที่รับใช้กลไกตลาดของธนาคารโลก
การล่าอาณานิคมยุคใหม่ และการขูดรีดทรัพยากรในละตินอเมริกา
Nury Martinez กรรมการประสานงานระหว่างประเทศของลาเวียคัมเปซินา สมาชิกสหภาพแรงงานเกษตรและชาวนาโคลอมเบีย (FENSUAGRO) เผยให้เห็นว่า ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างประเทศลูกหนี้ในละตินอเมริกากับสถาบันการเงินระหว่างประเทศอย่าง IMF และ World Bank ไม่ได้ดำเนินไปในฐานะความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อการพัฒนา หากแต่เป็นเครื่องมือในการสถาปนาระเบียบการพึ่งพิงและการล่าอาณานิคมยุคใหม่
ประเทศส่วนใหญ่ในละตินอเมริกาตกอยู่ภายใต้พันธนาการของหนี้สินสาธารณะ โดยมีข้อยกเว้นเพียงไม่กี่ประเทศ เช่น นิการากัว คิวบา และเวเนซุเอลาที่เคยปลอดหนี้จนกระทั่งปีที่ผ่านมา ภาระหนี้สินนี้ส่งผลให้เด็กทุกคนที่เกิดมาในละตินอเมริกาต้องแบกรับหนี้สินติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด
ยิ่งไปกว่านั้น เงินงบประมาณมหาศาลที่รัฐบาลจ่ายคืนในแต่ละปีนั้นไม่ได้ตัดทอนเงินต้นเลยแม้แต่น้อย แต่ถูกใช้ไปเพียงเพื่อการชำระ “ดอกเบี้ย” เท่านั้น
ทุกครั้งที่มีคนเกิดมาในละตินอเมริกา พวกเขาก็มีหนี้ก้อนมหึมาต่อธนาคารโลกติดตัวมาแล้ว ทั้งที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ด้วยเลย และการจ่ายเงินนั้นไม่ใช่การชำระหนี้ หากแต่เป็นการจ่ายเพียงดอกเบี้ยของหนี้เท่านั้น
อีกทั้ง เพื่อรับประกันว่ารัฐจะมีเงินมาชำระดอกเบี้ยหนี้ IMF และธนาคารโลก จึงได้ตั้งเงื่อนไขบังคับให้ประเทศต่างๆ ตัดลดงบประมาณการลงทุนทางสังคมอย่างรุนแรง บีบให้รัฐต้องปฏิรูปกฎหมายแรงงาน ระบบบำนาญ การศึกษา และระบบสาธารณสุขให้ถดถอยลง
ภาระหนี้สินจึงถูกผลักไปให้ประชาชนทั้งในชนบทและคนยากจนในเมืองต้องแบกรับ ผ่านการเข้าถึงบริการสาธารณะที่ลดลง การต้องทำงานจนอายุมากขึ้นเพื่อแลกกับบำนาญที่น้อยลง และการผลักดันให้คนหนุ่มสาวต้องอพยพละทิ้งถิ่นฐานเพราะขาดแคลนที่ดินทำกินและไร้อนาคต
ขณะเดียวกันสถาบันการเงินระหว่างประเทศก็แทรกแซงประเทศลูกหนี้ให้ผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่อเปิดทางให้บรรษัทข้ามชาติเข้ามาตักตวงผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและที่ดินในชนบท กระบวนการนี้ก่อให้เกิดการช่วงชิงที่ดิน ส่งผลให้ละตินอเมริกากลายเป็นทวีปที่มีความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินสูงที่สุดในโลก
นอกจากนี้ ข้อตกลงการค้าเสรี (FTAs) ยังบังคับให้เปิดตลาดสินค้าเกษตรและนำเข้าเมล็ดพันธุ์ดัดแปลงพันธุกรรม มาทำลายล้างการผลิตของเกษตรกรรายย่อยและความอธิปไตยทางอาหาร
ลาเวียคัมเปซินาคือใคร
เวทีเสวนาในครั้งนี้ สมัชชาคนจน จัดในนามของสมาชิกลาเวียคัมเปซินา
ลาเวียคัมเปซินา (La Via Campesina: LVC) เป็นหนึ่งในขบวนการชาวนา แรงงานไร้ที่ดิน ชนเผ่าพื้นเมือง และผู้ผลิตอาหารรายย่อยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อตั้งขึ้นในปี 2536 ที่เชื่อมร้อยการต่อสู้ของชาวนาและเกษตรกรทั่วโลกให้เป็นพลังเดียวกัน
ขบวนการนี้มีบทบาทสำคัญในการนำปัญหาที่ชุมชนชาวนาเผชิญในชีวิตประจำวันเข้าสู่เวทีกำหนดนโยบายระหว่างประเทศ ทั้งองค์การสหประชาชาติ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และเวทีอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันมีองค์กรสมาชิก 180 องค์กรใน 80 ประเทศ
สำหรับประเทศไทยเอง มีองค์กรที่เป็นสมาชิกของลาเวียคัมเปซินา ได้แก่ สมัชชาคนจนและสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ
ในเดือนตุลาคมนี้ องค์กรสมาชิกของลาเวียคัมเปซินาจากเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และทวีปอเมริกา ก็ได้เดินทางมาร่วมการประชุมกลางวาระที่กรุงเทพมหานครด้วยเช่นกัน เพื่อทบทวนแผนงานและยุทธศาสตร์ของขบวนการระดับโลก รวมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและถกเถียงถึงทิศทางการทำงาน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ ธนาคารโลกและ IMF จัดการประชุมประจำปีที่กรุงเทพฯ วันที่ 12 – 18 ตุลาคม
อธิปไตยทางอาหารคืออะไร
และเนื่องในวันอาหารโลกของสหประชาชาติที่จะมาถึง (16 ต.ค. 69) สมัชชาคนจน ร่วมกับสมาชิกลาเวียคัมเปซินาและเครือข่ายอื่น ๆ จากหลายประเทศ จึงได้นัดเดินขบวนในกรุงเทพฯ เพื่อย้ำข้อเรียกร้อง 6 ประการ และมุ่งสร้างอธิปไตยทางการเงิน และสร้างหลักประกันว่าประชาชนจะมีอธิปไตยทางอาหารโดยมีเส้นทางเดินขบวน จากสวนสาธารณะสวนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า ไปยังศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
อธิปไตยทางอาหาร (Food Sovereignty) เป็นแนวคิดที่ลาเวียคัมเปซินานำเสนอในปี 1996 (พ.ศ. 2539) และถือว่าเป็นกลุ่มแรกที่นำเสนอประเด็นนี้ ซึ่งมุ่งให้ความสำคัญกับสิทธิของประชาชนและชุมชนท้องถิ่น ในการกำหนดระบบอาหารและการเกษตรของตนเอง โดยไม่พึ่งพากลไกตลาดเสรีและอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ และให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคอาหารมีสิทธิและอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ใช่ให้เป็นไปตามความต้องการของบรรษัทข้ามชาติ
อธิปไตยทางอาหาร จึงเป็นการคืนอำนาจให้แก่ผู้ผลิตในท้องถิ่นและผู้บริโภคในการกำหนดกระบวนการผลิตและบริโภคอาหารที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมของตนเอง จากเดิมที่เป็นการรวมศูนย์อำนาจที่พ่อค้าคนกลางหรือกลไกตลาดโลก เพราะอาหารไม่ใช่สินค้าเพื่อการค้าและแสวงหากำไร แต่ถือว่าเป็นรากฐานของชีวิตและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม
แนวคิด อธิปไตยทางอาหาร ของลาเวียคัมเปซินาจึงมุ่งประเด็นปกป้องสิทธิของเกษตรกรรายย่อย ชาวประมงพื้นบ้าน และกลุ่มชาติพันธุ์ ให้สามารถเข้าถึงและควบคุมทรัพยากรที่จำเป็นต่อการผลิตได้ เช่นที่ดิน แหล่งน้ำ และเมล็ดพันธุ์ รวมทั้งสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติและปรับตัวกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้เอง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- ต้นทุนภาคเกษตรพุ่ง: เมื่อสงครามตะวันออกกลาง ลามถึงจานอาหาร
- นโยบายแก้จน ต้องไม่ใช่แค่หวังผลสำเร็จทางเศรษฐกิจ
- ธนาคารโลกชี้คนไทยเจอวิกฤตหนี้ แต่ค่าจ้างแท้จริงไม่ขยับ




