
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 ในคดีบาร์โค้ดและ QR code บนบัตรเลือกตั้งทำให้เกิดการอภิปรายในวงกว้างเกี่ยวกับหลักการลงคะแนนโดยลับ จึงทำให้ผู้เขียนสนใจศึกษาค้นคว้าบรรทัดฐานและกรณีศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ในต่างประเทศ

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แถลงความคืบหน้าคดีฮั้ว สว. ในวันที่ 14 ก.ย. 69 ว่ามีผู้ที่ถูกดำเนินคดี จำนวน 77 คน มี สว. (ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง) 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน บุคคลอื่น 15 คน โดยไม่สั่งฟ้อง สว. สำรอง และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย สส. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

เปิดคำต่อคำ "นครินทร์ เมฆไตรรัตน์" อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ บรรยายวิชาการหัวข้อ “การเมืองและสังคมไทยสำหรับอนาคต” โดยวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 เมื่อ 7 ก.ย. 69 โดยระบุว่า อนาคตการเมืองไทยยังพร่ามัว อยู่ในภาวะอิหลักอิเหลื่อ "ถอยหลังไม่ได้ เดินหน้าก็ไม่ได้"

การเลือกตั้งใหญ่ในแต่ละครั้ง รวมถึงเลือกตั้ง 69 ที่เพิ่งผ่านมา ได้เกิดคำถามที่ว่า “เมื่อไหร่การเลือกตั้งจะสะท้อนเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง” หากแต่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

ผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 ถูกประกาศอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความโปร่งใสเที่ยงธรรม ตั้งแต่กระบวนการจัดการเลือกตั้งไปจนถึงการนับคะแนนของ กกต. ซึ่งเต็มไปด้วยพิรุธ ที่ประชาชนยังคงทวงถามความจริง โดยเฉพาะปมเรื่องการจัดการเลือกตั้งเป็นไปโดยตรงและลับหรือไม่

การเลือกตั้งที่เสรีและเที่ยงธรรมคือรากฐานสําคัญของการธำรงรักษาระบอบประชาธิปไตย องค์กรจัดการเลือกตั้งจึงเป็นกลไกที่มีความสำคัญที่จะสามารถสร้างหลักประกันได้ว่าการเลือกตั้งจะเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรมหรือไม่

หากต้องการเข้าใจวิกฤตความเชื่อใจ (trust) หรือ ความเชื่อมั่นต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่ เราต้องย้อนกลับไปดูถึงจุดกำเนิดของกกต.ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ในอดีต ก็จะเข้าใจว่ากกต.เกี่ยวพันอย่างไรกับอนาคตประชาธิปไตยไทย

ขณะที่ประชาชนและพรรคการเมืองพยายามตรวจสอบการนับผลคะแนนเลือกตั้ง-ประชามติ ที่มีข้อกังขาถึงความถูกต้อง สุจริต ยุติธรรม แต่ในวันที่ 25 ก.พ. 69 กกต. ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต 396 คน จาก 400 เขต และดำเนินการฟ้องร้องประชาชน และพรรคการเมืองที่พยายามเข้ามาตรวจสอบ

หลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 ผ่านไปกว่า 10 วัน กกต. เปิดผลเลือกตั้ง 69 เป็นทางการ 400 เขต บนเว็บไซต์ พร้อมระบุบางหน่วย ยังไม่ครบเหตุต้องนับใหม่-ลงคะแนนใหม่ จะแจ้งลงคะแนนเลือกตั้ง-ประชามติ-นับคะแนนใหม่ วันที่ 22 ก.พ.นี้ในกทม. คันนายาว หน่วย 9,10 และ "น่าน-อุดรธานี"

ความโปร่งใสในบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง 69 กลายเป็นประเด็นร้อนสังคม หลังกกต.ยอมรับว่าโยงถึงต้นขั้วได้ แต่ถูกแยกเก็บและเป็นความลับ และไม่อาจสืบย้อนกลับถึงคนลงคะแนนได้ ขณะที่นักวิชาการและนักกฎหมายต่างตีความหลักการรัฐธรรมนูญ การออกเสียง “โดยตรงและลับ” ต้องเป็นระบบปิดสนิทชนิดที่ใครก็รู้ไม่ได้

วิกฤตศรัทธาต่อ กกต.ในการการเลือกตั้ง 69 กำลังขยายวงมากขึ้น เมื่อภาคประชาชน พรรคการเมือง นักศึกษาแนักวิชาการ รวมยื่นฟ้อง 3 ศาล คือ ศาลปกครอง ,ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ปม“บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด”บนบัตรเลือกตั้ง โดยแต่ละศาลมีอำนาจตัดสินคดีต่างกัน

สารพัดปัญหาและเงื่อนงำความผิดปกติในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา ทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง รวมทั้งถูกยื่นเรื่องเอาผิดกับการทำหน้าที่ที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างสุจริตเที่ยงธรรม ภายใต้กรอบกฎหมาย

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังถูกสังคมตรวจสอบอย่างหนักหน่วงจาก สารพัดปัญหาในการจัดการเลือกตั้ง 69 ที่ใช้งบประมาณถึง 7,824,040,100 บาท แต่เต็มไปด้วยข้อสงสัย ความผิดพลาด ประสิทธิภาพ ความไม่โปร่งใส จนอาจนำไปสู่่วิกฤตศรัทธาความเชื่อมั้่นต่อ กกต.

จากกรณี “คิวอาร์โค้ด” และ “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้งปี 69 กำลังกลายเป็นประเด็นสั่นคลอนความเชื่อถือต่อการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างรุนแรง ในขณะที่กกต.พยายามแถลงชี้แจงตามประเด็นข้อสงสัยในสังคมที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน แต่การชี้แจงก็ยิ่งเพิ่มความสงสัยยิ่งขึ้นไปอีก

จับตาประเด็นร้อน "บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด" บนบัตรเลือกตั้ง ที่สามารถตรวจสอบผู้ลงคะแนนเลือกตั้ง ซึ่งอาจจะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ อาจส่งผลให้การเลือกตั้ง 69 เสี่ยงโมฆะ เช่นเดียวกับการเลือกตั้ง 49

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ "ปิยะพงษ์ บุษบงก์" นักวิเคราะห์และออกแบบนโยบายสาธารณะ มองว่าไม่ใช่เรื่องผลการนับคะแนน หรือขั้นตอนทางเทคนิคของการเลือกตั้ง แต่เป็นเรื่อง "ความเชื่อมั่นของสาธารณะ" ซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล เพราะ "รัฐบาลที่ดีคือรัฐบาลที่วางใจได้"

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คือองค์กรอิสระทำหน้าที่ควบคุมจัดการการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ให้สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นกลไกพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย กกต. จึงเป็นอีกผู้เล่นสำคัญของระบอบการปกครองนี้

จากความผิดพลาดเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และมักจะเกิดขึ้น "ซ้ำซาก" ซึ่ง "กานต์รวี วิชัยปะ" เสนอในบทความชื่อว่า "จากความผิดพลาดของมนุษย์ (Human error) สู่การปฏิรูปทุนมนุษย์ภาครัฐ: วาระเชิงนโยบายเพื่อเพิ่มทักษะของประเทศ" เสนอว่าต้องพัฒนาทุนมนุษย์ภาครัฐแก้ปัญหา

ในช่วงเวลาหาเสียงเลือกตั้งใหญ่ การแก้ปัญหาการทุจริตซื้อสิทธิขายเสียงกลับมาเป็นเรื่องที่ทุกคนสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ นักเรียน-นักศึกษา ที่ต้องการมีส่วนสำคัญในแก้ปัญหา และอยากเสนอไอเดียหาทางออกไปด้วยกัน

วิเคราะห์นโยบาย 51 พรรคการเมือง เลือกตั้ง 69 พรรคไหนใช้เงินมากสุด ขณะที่ทีดีอาร์ไอ ระบุ นโยบาย 5 พรรคการเมืองใหญ่ ที่มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล ยังคงเน้นการใช้เงินจำนวนมาก ในการช่วยเหลือประชาชนในลักษณะ “ประชานิยม” แต่ยังไม่ชัดเจนเรื่องการจัดสวัสดิการสังคมและรักษาวินัยการเงินการคลัง

ประชาชนอาจต้องพึ่งตัวเองในการตรวจสอบนโยบายพรรคการเมือง “หาเสียง –ขายฝันประชานิยมหรือไม่ “ เนื่องจากประกาศกกต. หวังคุมนโยบายพรรคการเมือง แต่อาจเป็นได้แค่พิธีกรรม ที่กำกับควบคุมไม่ได้จริง เพราะไม่มีบทลงโทษ

“ความสุจริตเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง” คืออะไร และเหตุใดจึงสำคัญกว่าการมองเพียงแค่เรื่อง “การทุจริต” หรือ “การซื้อเสียง” ซึ่งการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมจึงไม่เพียงรับรองความถูกต้องตามกฎหมาย หากยังเป็นหลักศีลธรรมทางการเมืองที่ค้ำจุนความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตย

กติกาเลือกสว. แม้จะมีเจตนาเพื่อต้องการให้เกิดความอิสระและปลอดอิทธิพลพรรคการเมือง แต่กลับสร้างความสับสนและความไม่เชื่อมั่นต่อระบบเลือกตั้ง นักวิชาการไม่เชื่อสว.ใหม่เปลี่ยนบ้านเมืองได้ ด้านภาคประชาชนกังวลมีช่องโหว่เสี่ยงฮั้วกัน เปิดทางให้เทคะแนนโหวตเพื่อบล็อกคู่แข่ง