การชุมนุมให้มีการนับคะแนนใหม่ในหลายพื้นที่ ทั้ง ปทุมธานี ,ชลบุรี , มหาสารคาม รวมถึง ขอนแก่น กำลังสั่นสะเทือนความเชื่อมั่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ในการจัดเลือกตั้ง 69
Policy Watch Thai PBS รวบรวมปัญหาในการจัดการเลือกตั้ง ที่พบความผิดปกติในหลายประเด็น โดยเฉพาะปัญหาในกระบวนการนับคะแนน หลังจากปิดหีบเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 69
1. ระบบรายงานผลคะแนน ผิดปกติส่อไม่โปร่งใส
ความผิดปกติในการรายงานผลคะแนนเกิดขึ้นตั้งแต่คืนวันที่ 8 ก.พ. 69 หลังปิดหีบเลือกตั้งแล้วนับคะแนน ได้เกิดปัญหาความล่าช้าและระบบรายงานผลคะแนน (ECT Report) หยุดชะงัก ไปประมาณ 2-3 ชั่วโมง จนทำให้ประชาชนและสื่อมวลชนไม่สามารถติดตามผลคะแนนได้อย่างต่อเนื่อง
ปัญหาดังกล่าว ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของระบบรายงานผลคะแนนว่า ระบบที่ควรจะเป็น (ในอุดมคติ) ในระบบที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ การนับและรายงานคะแนนควรเป็นเส้นตรง คือ นับหน้าหน่วย เปิดหีบ 17.00 น. นับโชว์ประชาชนที่หน้าหน่วย ห้ามย้ายหีบ และส่งตรงไม่ผ่านคนกลาง เมื่อนับเสร็จ เจ้าหน้าที่กรอกคะแนนส่งเข้าระบบส่วนกลางทันที โดยต้องรู้ผลไวข้อมูลต้องไหลสู่สื่อและประชาชนแบบ Real-time ซึ่ง เวลา 19.30 น. คือช่วงพีคที่คะแนนส่วนใหญ่ต้องเข้า และ เวลา 21.00-22.00 น. ต้องรู้ผลอย่างไม่เป็นทางการครบถ้วน
แต่ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในวันเลือกตั้ง 2569 คือ ไม่ใช่แค่ระบบล่ม แต่คือความผิดปกติเชิงโครงสร้าง เพราะ มีตัวกลางคั่น คือ มีการปรับระบบใหม่ไม่ได้ส่งคะแนนตรงสู่สาธารณะ แต่ส่งเข้าสู่ห้องติดตามผล หรือที่ iLaw เรียกว่า ‘ห้องแห่งความลับ’ ก่อน ซึ่งมีคนกลุ่มหนึ่งสามารถตรวจสอบและจัดการคะแนนได้ก่อนปล่อยออกมา
มีปัญหาคะแนนค้างช่วง Prime Time หรือในช่วงเวลาสำคัญ (19.30-20.30 น.) คะแนนกลับค้างอยู่ที่ 18% เป็นชั่วโมง ทั้งที่เป็นช่วงที่คนดูเยอะที่สุด
ระบบรายงาการเลือกปฏิบัติในการปล่อยคะแนน iLaw ตั้งข้อสังเกต คือ พื้นที่ที่ภูมิใจไทยชนะ เช่น บุรีรัมย์ คะแนนถูกปล่อยออกมาเร็วมาก ส่วนพื้นที่ที่พรรคประชาชนคาดว่าจะชนะ เช่น กทม., สมุทรปราการ คะแนนถูกดึงไว้รายงานออกมาช้ามาก ไม่ถึง 10% สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ภาพบนจอกลายเป็น ‘สีน้ำเงิน’ ทั้งแผ่นดิน สร้างความรับรู้ว่าภูมิใจไทยชนะขาดลอยตั้งแต่หัวค่ำ
อีกประเด็นสำคัญคือ คะแนนลดลงได้ โดยพบว่าระหว่างการรายงานคะแนน เช่น อยุธยา เขต 4, เชียงใหม่ เขต 1 ซึ่งตามหลักความเป็นจริง คะแนนที่ทยอยส่งเข้ามาต้องมีแต่เพิ่มขึ้นเท่านั้น การที่คะแนนลดลงแปลว่ามีการเข้าไปแก้ไขตัวเลขในระบบ
ส่วนการรายงานผลอย่างเป็นทางการ ผ่านมากกว่า 9 วัน จากวันที่ 8 ก.พ ถึง 16 ก.พ ยังไม่มีการรายงานผลแบบ 100 % ทำให้ iLaw ตั้งข้อสังเกตว่า การที่ กกต. หยุดรายงานผลที่ 94% ทั้งที่นับเสร็จหมดแล้ว โดยอ้างกฎหมาย มาตรา 127 สามารถทำได้นั้น ทำให้เกิดคำถามว่าการรายงานแค่ 94% นั้น เลือกทิ้งคะแนนส่วนไหนไว้ และทำไมบางเขตที่คะแนนสูสีหรือฝ่ายค้านชนะถึงถูกดองคะแนน หรือไม่
ประเด็นดังกล่าว ณัฐวัฒน์ เสงี่ยมศักดิ์ รองเลขาธิการ กกต. คณะกรรมการการเลือกตั้ง ออกมาชี้แจงในประเด็นดังกล่าวว่า ระบบรายงานผลการเลือกตั้งผ่านแดชบอร์ดของ กกต. ว่าเกิดข้อขัดข้องทางเทคนิคที่เกิดจากความล่าช้าของระบบสารสนเทศ การรวบรวมข้อมูลจากพื้นที่ห่างไกลที่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่เสถียร และมีข้อมูลจำนวนมากที่ต้องประมวลผลพร้อมกันในช่วงเวลาสั้น เป็นอุปสรรคที่สามารถเกิดขึ้นได้ในการเลือกตั้งขนาดใหญ่ แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความถูกต้องของผลการนับคะแนนในระดับหน่วยเลือกตั้ง
iLaw เรียกร้อง กกต.แจง 5 ประเด็น
แม้ กกต. จะออกมาชี้แจงว่าเป็นปัญหาทางเทคนิค แต่ iLaw ยังเห็นว่าความผิดปกติดังกล่าว เกิดจากระบบไร้ประสิทธิภาพและไม่โปร่งใส จึงเสนอให้ประชาชนช่วยกันทวงถามใน 5 ข้อ ดังนี้
1. ยอดผู้ใช้สิทธิต่ำผิดปกติหรือไม่ ตัวเลขเบื้องต้นผู้มาใช้สิทธิต่ำมาก ประมาณ 60% กว่า ซึ่งหายไปกว่า 3 ล้านคนเมื่อเทียบกับปี 66 ให้ตรวจสอบเทียบกับใบขีดคะแนนหน้าหน่วย (สส. 5/18) ว่าตรงกันหรือไม่
2. เปิดคะแนน 100% โดยเร็ว เลิกกั๊กที่ 94% เพื่อดูว่าคะแนนที่เหลือจะพลิกผลหรือไม่
3. เปิดภาพถ่ายใบรายงานผล (สส. 5/18) กกต. ต้องอัปโหลดภาพถ่ายใบขีดคะแนนจากหน้าหน่วยทุกใบขึ้นเว็บทันที เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบคะแนนดิบ
4. เปิดตัวคนใน ‘ห้องแห่งความลับ’ ใครคือคนที่นั่งอยู่ในห้อง War Room ที่มีอำนาจแก้คะแนน มีอำนาจตามกฎหมายข้อไหน
5. อธิบายทุกครั้งที่คะแนนมีการเปลี่ยนแปลง หากมีการแก้ตัวเลข การอ้างว่าแก้ Human Error ต้องมีคำอธิบายทุกจุดว่าแก้เพราะอะไร ไม่ใช่แก้เงียบ ๆ
2. บัตรเขย่ง – ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง- สส. แบบแบ่งเขต-ปาร์ตี้ลิสต์ ไม่เท่ากัน
ไม่เพียงระบบรายงานคะแนนอาจจะไม่มีประสิทธิภาพ และขาดความโปร่งใส แต่ ภาคประชาชน นักวิชาการจำนวนมากได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึง ปัญหา “บัตรเขย่ง” ทั้งจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง, สส.แบบแบ่งเขต และ แบบบัญชีรายชื่อ หรือ ปาร์ตี้ลิสต์มีจำนวนไม่เท่ากันในหลายเขต
ทั้ง ๆ ที่จำนวนบัตร 2 ประเภทนี้ควรเท่ากัน เนื่องจากผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งต้องรับบัตร 2 ใบนี้พร้อมกัน เข้าคูหาพร้อมกัน และหย่อนบัตรพร้อม ๆ กัน เช่นจังหวัดแพร่ เขต 3 มีจำนวนบัตรบัญชีรายชื่อน้อยกว่าบัตรแบบแบ่งเขตถึง 11,036 ใบ แม้ว่าทั้งสองประเภทบัตรควรจะถูกมอบให้กับผู้มาใช้สิทธิพร้อมกันในขณะที่มารับบัตรลงคะแนน
ข้อมูลจาก Rocket Media Lab ได้เปิดเผยตัวเลขผู้มาใช้สิทธิ์เลือก สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อว่าที่แตกต่างกันอย่างผิดปกติดังนี้
มีผู้มาใช้สิทธิ (รวมบัตรดี บัตรเสีย และบัตรไม่เลือกใคร) เลือก สส.เขต จำนวน 34,541,594 คน และใช้สิทธิเลือก สส.บัญชีรายชื่อ จำนวน 34,481,478 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่างกัน 60,116 คน โดยมีจำนวนคนเลือก สส.เขต มากกว่าและมีค่าเฉลี่ยผลต่างอยู่ที่ 2,722 คนต่อจังหวัด มีเพียง 10 เขต จาก 8 จังหวัด เท่านั้น ที่มีเลขจำนวนผู้มาใช้สิทธิ สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ เท่ากัน
ขณะที่Vote62 ระบุว่า เว็บไซต์ของ กกต. ระบุว่ามีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งลงคะแนน สส.แบบแบ่งเขต 34,632,581 คน แต่มีผู้มาใช้สิทธิลงคะแนน สส.บัญชีรายชื่อ 34,565,642 คน ซึ่งต่างกันอยู่ถึง 66,939 เสียง
Vote62 การตรวจสอบ พบว่า เขตเลือกตั้งที่จำนวนผู้มาใช้สิทธิ สส.เขต สูงกว่า สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่มีจำนวนบัตรห่างกันมากที่สุด คือ
เขต 3 จ.แพร่ ที่บัตร สส.บัญชีรายชื่อ น้อยกว่าบัตร สส.เขต 11,036 ใบ
เขต 6 จ.ศรีสะเกษ ที่จำนวนบัตรห่างกัน 10,408 ใบ
เขต 2 จ.น่าน ที่ห่างกันที่ 8,806 ใบ
ส่วนเขตเลือกตั้งที่จำนวนผู้มาใช้สิทธิ สส. บัญชีรายชื่อ สูงกว่าผู้มาใช้สิทธิเลือก สส.เขต เช่น
เขต 5 จ.ร้อยเอ็ด มีจำนวนบัตรห่างกันมากที่สุดที่ 8,233 ใบ
เขต 10 จ.อุบลราชธานี มีจำนวนบัตรห่างกัน 7,857 ใบ
Vote62 ระบุด้วยว่าเขตเลือกตั้งที่ไม่พบปัญหานี้เลย โดยมีจำนวนผู้มาใช้สิทธิของบัตรทั้งสองประเภทเท่า ๆ กันมีอยู่เพียง 10 เขตเลือกตั้ง จาก 400 เขตทั่วประเทศ
เช่นเดียวกับ ครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย (We Watch) รายงานปัญหาบัตรเขย่ง ในหลายหน่วย เลือกตั้งดังนี้
- พิจิตร เขต 1 จำนวนผู้มีสิทธิ 145,512 คน ผู้มาใช้สิทธิ 100,830 คน แต่ผลคะแนนรวม 13,175 คะแนน
- ขอนแก่น เขต 11 ระบุบัตรดี 74,696 ใบ แต่ผลคะแนนรวมมีถึง 97,904 คะแนน
- บุรีรัมย์ เขต 1 ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 123,156 คน ผู้มาใช้สิทธิ 80,457 คน แต่ผลคะแนนรวม 86,162 คะแนน
- แพร่ เขต 2 ที่ผลการนับคะแนนมีคะแนนรวมทั้งหมดสูงถึง 82,693 คะแนน แต่จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งที่ลงชื่อในบัญชีมีเพียง 76,409 คนเท่านั้น มีส่วนต่างของบัตรที่ไม่สามารถอธิบายได้ถึง 6,284 ใบ
- จังหวัดเชียงใหม่ เขต 1 ซึ่งเป็นพื้นที่เมืองใหญ่ที่มีระบบการจัดการเลือกตั้งที่ควรจะมีมาตรฐานสูง ก็ยังพบความผิดปกติเช่นกัน โดยมีคะแนนรวม 93,571 คะแนน จากผู้มาใช้สิทธิเพียง 89,928 คน ส่งผลให้มีส่วนต่าง 3,643 ใบ
- นครสวรรค์ เขต 1 สถานการณ์ก็ไม่แตกต่างกันมากนัก โดยพบคะแนนรวมทั้งหมด 89,280 คะแนน แต่ในบัญชีรายชื่อระบุจำนวนผู้มาใช้สิทธิเพียง 86,040 คน ทำให้มีส่วนต่างอยู่ที่ 3,240 ใบ
ขณะที่ สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าตัวเลขที่ต่างกันของบัตรเลือกตั้งระหว่าง สส. แบบแบ่งเขต-ปาร์ตี้ลิสต์ ว่าไม่สมเหตุสมผล เพราะผู้มีสิทธิจะได้รับบัตรเลือกตั้งสองใบเมื่อเดินเข้าคูหา แม้เจ้าหน้าที่อาจผิดพลาดให้ไปเพียงใบเดียวบ้าง “แต่ความเป็นไปได้น้อยมาก ๆ และผู้มีสิทธิน่าจะทักท้วงถ้าได้ไม่ครบสองใบ” เพราะเมื่อลงเสียงเสร็จและนำไปหย่อนก็จะถูกนับอยู่ในตัวเลขผู้มาใช้สิทธิ ไม่ว่าจะเป็นบัตรดี บัตรเสีย หรืองดออกเสียง
เธอบอกด้วยว่า ตัวเลข “จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือก ส.ส.” จึงควรเท่ากับ “จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือก บัญชีรายชื่อ” เสมอ ตั้งแต่ระดับหน่วยเลือกตั้งทุกหน่วยกว่าแสนหน่วยทั่วประเทศ ถ้าคลาดเคลื่อนเพราะ human error (แบบที่ กกต. ชอบอ้าง) ความผิดพลาดนี้จะต้องเป็นจำนวนที่น้อยมาก ๆ เช่น หลักหน่วยจากบัตรเลือกตั้งหลายล้านใบทั่วประเทศ ไม่ใช่เขย่งเขตละหลายสิบ ร้อย พัน จนถึงหลักหมื่นในบางจังหวัด
ส่วนการออกเสียงเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร เธอ บอกว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ให้ข้อมูลว่า ผู้ออกเสียงเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรราว 100,000 คน อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้ เพราะผู้มีสิทธิอาจส่งบัตรเลือกตั้งกลับมาไม่ครบ แต่เธอก็บอกว่านั่นก็น่าจะเป็นกรณีที่น้อยมาก
อีกหนึ่งเหตุผลที่อาจทำให้เกิดตัวเลขไม่เท่ากัน คือผู้มาใช้สิทธิบางคนอาจมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่ครบ 90 วัน จึงไม่ได้เลือก ส.ส. เขต แต่นั่นก็จะทำให้เกิดกรณี “จำนวนผู้มีสิทธิเลือก สส. จะต้อง น้อยกว่า จำนวนผู้มีสิทธิเลือก บัญชีรายชื่อ” เท่านั้น
กกต.แจง “สส. แบบแบ่งเขต-ปาร์ตี้ลิสต์” ไม่เท่ากัน เพราะคะแนนไม่เป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าว กกต. ชี้แจงว่า สาเหตุความแตกต่างของจำนวนบัตรสองประเภท ที่แสดงบนเว็บไซต์ของ กกต. อาจมีความคลาดเคลื่อน เนื่องจากเป็นการรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการ
“สิ่งที่อยู่ในเว็บไซต์มันเป็นการรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการ เพราะฉะนั้นการคาดเคลื่อนของการคีย์คะแนนของกรรมการประจำหน่วยมีโอกาสผิดพลาดคาดเคลื่อนได้… รายงานผลอย่างไม่เป็นทางการเป็นการรายงานผลเพียง 95% เพราะฉะนั้นตรงนี้อาจทำให้ตัวเลขมีการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อมีกระบวนการในการรายงานครบ 100%”
3. บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง เข้าข่ายเลือกตั้งไม่ลับ
ประเด็นที่ถือเป็นประเด็นร้อน ที่สังคมออกมาวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด คือ “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้งทุกใบที่นำเข้าคูหาสามารถสแกนเลขที่บัตร จนสามารถระบุตัวผู้ลงคะแนน ว่าเลือกพรรคไหนได้ อาจเข้าข่าย “การออกเสียงไม่เป็นความลับ” เสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ และกฎหมายเลือกตั้ง และอาจนำไปสู่ การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้
ทั้งนี้ บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งสีชมพูแบบบัญชีรายชื่อ ก็รู้ว่าต้องไปค้นสมุดเลือกตั้งเล่มไหนเพื่อหาต้นขั้ว ซึ่งจะนำไปสู่ข้อมูลผู้กาบัตรเลือกตั้งใบนั้น หรือผู้ลงคะแนนได้ ขณะที่ คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งแบบ สส.เขต สีเขียว อาจจะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่าที่จะหาข้อมูลผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้
“การเลือกตั้ง 69”เสี่ยงโมฆะ หากพิสูจน์ว่า “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้งระบุตัวผู้ลงคะแนน จนอาจไม่เป็นความลับ เนื่องจากบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ 60 มาตรา 58 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เขตละหนึ่งคน และผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งได้คนละหนึ่งคะแนน โดยจะลงคะแนนเลือกผู้สมัคร รับเลือกตั้งผู้ใด หรือจะลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเลยก็ได้
ขณะที่บทบัญญัติ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. มาตรา 96 ห้ามมิให้ผู้ใดจงใจทําเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม กกต. ออกมาชี้แจงและยอมรับว่า ได้อธิบายเมื่อวันที่ 12 ก.พ. 69 ว่า บาร์โค้ดดังกล่าวไม่ได้มีวัตถุประสงค์หรือความสามารถในการระบุตัวตนของผู้ใช้สิทธิแต่อย่างใด แต่เป็น “มาตรการรักษาความปลอดภัยชั้นดีที่จะควบคุมและติดตามได้เลยว่าบัตรแต่ละชุดมีที่มาที่ไปอยู่ที่ไหนอย่างไร”
นอกจากนี้ยังยอมรับว่า บาร์โค้ด สามารถสแกนไปยังต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และผู้ลงคะแนนเลือกตั้งได้ แต่ มีความเป็นไม่ได้ที่จะทราบได้ เนื่องจากมีกระบวนการเก็บที่ปลอดภัย แยกจนต้นขั้วและตัวบัตรลงคะแนนเก็บคนละที่จนไม่สามารถจะทราบได้ถึงผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้
4. ผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งน้อย-จำนวนบัตรเสียมาก ผิดปกติ
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องจองจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งน้อย โดยมีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยเป็นประวัติการณ์ คือ 52,922,923 คน หรือ 65.07% ของผู้ใช้สิทธิ์ เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 66 ที่มีผู้มาใช้สิทธิประมาณ 75.71% ทั้ง ๆ ที่จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง
ยังพบว่า มีบัตรเสียเป็นจำนวนมากถึง 2,778,868 ใบ (แบบแบ่งเขต 1,228,683 ใบ และแบบบัญชีรายชื่อ 1,550,185 ใบ) ซึ่งจำนวนบัตรเสียที่มากเกินไป จนถูกประชาชนตั้งข้อสงสัยว่า เป็นการ “นับคะแนนผิด” โดยนับคะแนนบัตรดีให้เป็นบัตรเสียหรือไม่
ทั้งนี้ พบว่า การวินิจฉัยบัตรดีให้เป็นบัตรเสีย ในหลายหน่วยเลือกตั้ง เช่น นนทบุรี เขต 1 บัตรออกเสียงประชามติที่มีกาในช่องเห็นชอบมีเส้นที่บวมตรงกลางเล็กน้อย ถูกวินิจฉัยว่าบัตรเสีย แม้มีการทักท้วงแต่เจ้าหน้าที่นับคะแนนก็ไม่เปลี่ยนคำวินิจฉัย และในสงขลา เขต 2 ที่มีบัตรเสียจำนวนมากจากปัญหาทางเทคนิค เช่น หมึกซึมเมื่อพับบัตร
5. เจ้าหน้าที่ กปน.ขาดความเข้าใจ “การเลือกตั้ง” ?
ปัญหาการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ถือเป็นอีกประเด็นที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ กกต.ที่ไม่สามารถอบรมให้ กปน.มีประสิทธิภาพในการดูแลการเลือกตั้งที่ดีเพียงพอ เพราะเจ้าหน้าที่มีความเข้าใจผิด ในหลายหน่วยเลือกตั้ง
จากการสังเกตการณ์ของ We Watch ที่ได้ระดมอาสาสมัครกว่า 16,360 คน ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ พบความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของ กปน. และข้อกังวลของการปฏิบัติงานในหลายพื้นที่ เช่น
- จังหวัดร้อยเอ็ด เขต 6 มีเจ้าหน้าที่ยืนคุมการลงคะแนนของผู้มาใช้สิทธิ์
- จังหวัดพะเยา เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 6 จได้แสดงตนแทนผู้มีสิทธิเลือกตั้งและฉีกบัตรเลือกตั้ง จำนวน 7 ใบ ก่อนเข้าไปภายในคูหาเพื่อทำเครื่องหมายลงคะแนน
กปน. ยังมีปัญหาการลงคะแนน นับคะแนน อย่างในกรณีเจ้าหน้าที่ในหน่วยเลือกตั้งที่สุพรรณบุรี ใช้วิธีหยิบบัตรลงคะแนนแล้วก้มอ่านเอง ไม่ยกบัตรแสดงให้ผู้สังเกตการณ์เห็น ในการขานและบันทึกคะแนนบางหน่วย กปน. ไม่หันกระดานคะแนนให้ผู้สังเกตการณ์
นอกจากนี้ยังพบว่า กปน. ฉีกบัตรตามรอยพับแทนรอยปรุ ที่จังหวัดน่าน ทำให้ต้องยุติการนับคะแนน ซึ่งในกรณีที่บัตรเลือกตั้งถูก กปน.ฉีก ทาง กกต. จึงได้แก้ปัญหาด้วยการจัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 22 ก.พ. 69 ได้แก่
- จังหวัดน่าน เขต 1 หน่วยที่ 3 ปัญหาที่เกิดขึ้นมีลักษณะที่ร้ายแรงกว่าและเป็นความผิดพลาดที่มาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่โดยตรง โดยพบว่ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ได้ฉีกบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตในลักษณะที่คร่อมหรือทับหมายเลขของผู้สมัคร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ใช้ในการระบุตัวผู้สมัครที่ผู้มาใช้สิทธิต้องการเลือก ทำให้บัตรเสียหายและไม่สามารถวินิจฉัยได้อย่างชัดเจนว่าเป็นบัตรดีหรือบัตรเสีย
- จังหวัดอุดรธานี เขต 6 หน่วยที่ 4 พบกรณีที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ที่ กปน. ฉีกบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อในลักษณะที่คร่อมหรือทับหมายเลขของพรรคการเมือง จนไม่สามารถนับเป็นคะแนนได้
กกต.บกพร่อง -ผิดปกติ ผลพวงวิกฤตความเชื่อมั่น
ควาบกพร่อง ของ กกต. และผิดปรกติในการเลือกตั้ง 69 ลุกลาม จนกลายเป็รวิกฆตความเชื่่อมั่นที่ลุกลาม โดยเริ่มมีประชาชานรวมกลุ่มเรียกร้องให้นับคะนนใหม่ #นับใหม่ทั้งประเทศ เช่น จังหวัดมหาสารคาม เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดจันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดสมุทรปราการ เขตเลือกตั้งที่ 3 กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ 9 จังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ 2
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวถึงกรณีประชาชนในพื้นที่เลือกตั้งชลบุรี เขต 1 ปักหลักประท้วงและร่วมกันเฝ้าหีบบัตรเลือกตั้งเพื่อรอ กกต. มีมติให้นับคะแนนใหม่ว่า
ตาม พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 มาตรา 124 เมื่อมีการรายงานผลการนับคะแนนไปที่ กกต.แล้ว หากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า “การเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม” หรือ “การนับคะแนนเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง” กกต.มีอำนาจที่จะจัดให้มี “การเลือกตั้งใหม่” หรือ “นับคะแนนใหม่” โดยจะดำเนินการแค่หน่วยเลือกตั้งใดหน่วยเลือกตั้งหนึ่งหรือทุกหน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นก็ได้
การจัดการเลือกตั้ง ที่มีข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใส และสารพัดปัญหาที่ กกต.ต้องชี้แจง กำลังกลายเป็นวิกฤตศรัทธา ที่ทำให้ประชาชนตั้งคำถามว่าการจัดการเลือกตั้งที่ใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชนจำนวนมหาศาล แต่ กกต.ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งสมกับความไว้วางใจที่สังคมมอบให้ได้เลยหรือไม่
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- ปฏิรูป กกต. ฟื้นวิกฤตความเชื่อมั่น
- เลือกตั้งล่วงหน้าผิดพลาดซ้ำซาก ถึงเวลาปฏิรูปทุนมนุษย์ภาครัฐ
- ถ้าไม่เกิดความเชื่อมั่นสาธารณะในวันนี้ ก็ยากจะคาดหวังความสำเร็จ ในนโยบายสาธารณะในวันหน้า




