การเลือกตั้ง 69 ถือเป็นการเลือกตั้งที่มีการแข่งขันในเชิงนโยบายกันอย่างเข้มข้น โดยจะเห็นได้จากเอกสารที่ 51 พรรค ยื่นนโยบายพรรคการเมืองและการใช้งบประมาณ ต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560
มาตรา 57 และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พ.ศ. 2568 กำหนดให้พรรคการเมือง ต้องรายงานนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาต่อคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ก่อนวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปไม่น้อยกว่า 20 วัน
ทั้ง 51 พรรคการเมืองได้ยื่นนโยบายที่ต้องมีการใช้จ่ายเงินในการประกาศโฆษณา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบาย ที่ต้องใช้จ่ายเงิน แต่พบว่าพรรคการเมืองส่วนใหญ่ได้แจ้งการใช้งบประมาณจำนวนมากต่อการขับเคลื่อนนโนยบาย ขณะที่มาของงบประมาณยังคงมาจาก งบประมาณแผ่นดิน เป็นส่วนใหญ่
ทั้งนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวเปิดเผยข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับรายละเอียดนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง 51 พรรคสำหรับการเลือกตั้งปี 2569
5 พรรคการเมืองใช้เงินทำนโยบายสูงสุด
จากการเปิดเผยข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับรายละเอียดนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง 51 พรรคสำหรับการเลือกตั้งปี 2569 พบว่าพรรคการเมืองที่มีนโยบายหาเสียงที่ใช้งบประมาณสูงสุด 5 อันดับแรก
- อันดับ1 พรรคเศรษฐกิจใหม่ วงงบประมาณ 5,989,000 ล้านบาท
- อันดับ 2 พรรคท้องที่ไทย วงงบประมาณ 5,433,491 ล้านบาท
- อันดับ 3 พรรคพร้อม วงงบประมาณ 3,102,000 ล้านบาท
- อันดับ 4 พรรคกล้าธรรม วงงบประมาณ 2,272,230 ล้านบาท
- อันดับ 5 พรรค ประชาธิปัตย์ วงงบประมาณ 2,124,200 ล้าน
ขณะที่พรรคใหญ่ อย่างพรรคประชาชน อยู่อันดับที่ 15 ประชาชน ใช้งบประมาณ 741,835 ล้านบาท พรรคเพื่อไทย อันดับ ที่ 27 ใช้ งบประมาณ 243,300 ล้านบาท พรรคภูมิใจไทย อันดับที่ 37 ใช้เงินงบประมาณ 148,326 ล้านบาท

นโยบายหาเสียงพรรคการเมืองยังใช้เงินกับประชานิยม
เมื่อพิจารณานโยบายหาเสียงของ 51 พรรคการเมืองที่ใช้งบประมาณสูงสุด พบว่ามีรายละเอียดของนโยบายหาเสียง ,วงเงินที่ต้องใช้ ,ที่มาของเงิน ,ความคุ้มค่าในการดำเนินนโยบาย ,ประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย ,ผลกระทบ และความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย
แต่พบว่า หลายพรรคการคการเมืองไม่ได้นำเสนอนโยบายที่ใช้หาเสียงต่อ กกต. อย่างครบถ้วน หรือ ไม่มีการเสนอรายละเอียดของการดำเนินการนโยบายอย่างชัดเจน
ขณะที่การนำเสนอหลายนโยบายที่ใช้งบประมาณมาก แต่ยังไม่ได้ระบุวิธีคำนวณวงเงินที่ใช้โดยมีรายละเอียดที่เพียงพอ รวมไปถึงการมส่รายละเอียดงบประมาณยังขาดความถูกต้องถี่ถ้วน
ขณะที่การใช้เงินในนโยบายส่วนใหญ่ยังคงเป็นเรื่องของ การลงทุนโครงสร้างขนาดไหน และ นโยบายประชานิยม ด้านการเกษตร ประกันราคา การปรับเพิ่มค่าตอบแทนกำนันผู้ใหญ่บ้าน อาสา และการแก้หนี้
แม้จะระบุว่าสร้าง “สวัสดิการสังคม” แต่ยังขาดการออกแบบอย่างรอบคอบ หรือความเป็นไปได้อย่างรัดกุม และที่สำคัญคือความรับผิดชอบทางการคลังโดยจะเห็นได้จาก 3 อันดับ พรรคการเมืองที่ใช้เงินงบประมาณในการทำนโยบายมากที่สุด

ขณะที่ 3 พรรคที่ใช้เงินสูงสุดเป็นพรรค ขนาดเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่ใช้งบประมาณกับ โครงการขนาดใหญ่ และประชานิยม อาทิพรรคเศรษฐกิจใหม่ เสนอใช้งบประมาณ 5,989,000 ล้านบาทื โดยแบ่งเป็นโครงการทั้งหมด 4 กลุ่มนโยบาย
ยุทธศาสตร์ OCEAN LINK เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน วงเงินงบประมาณ 3.5 แสนล้าน ,โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Project Infrastructure ) เชื่อมไทยสู่ระเบียงเศรษฐกิจโลก โดยมีกาาจัดสร้างนิคมเศรษฐกิจต่างๆควบคู่กันไป วงเงิน 5.5 ล้านล้านบาท ,และโครงการคอร์รัปชั่นเป็นศูนย์ทุจริตเท่ากับประหาร วงเงิน 40,000 ล้านบาท ที่มางบประมาณรายปี และ 4 ปฏิรูประบบยุติธรรม งบ 90,000 ล้านบาท
พรรคท้องที่ไทย วงงบประมาณ 5,433,491 ล้านบาทใช้เงินในการดำเนินนโยบาย โครงการ เกษตรกรทุกประเภทจะต้องได้ราคาสินค้า ด้วยความเป็นธรรมและเหมาะสมจากโครงการชะลอการขาย ,โครงการชะลอการขายข้าว วงเงิน 20,000 ล้านบาท แก้ปัญหาที่ดินทำกิน วงเงินที่ต้องใช้ 37,500 ล้านบาท ต่อปี ,เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ จ่ายคนละ 1,200 บาท วงเงินที่ต้องใช้ 16,951,395,600 บาท การปรับเพิ่มค่าตอบแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ,ชรบ., วงเงิน 5,317,079,000,000 บาท เป็นต้น
พรรคพร้อม วงเงินต้องใช้ 3,102,000 ล้านบาท พรรคพร้อมเสนอทั้งหมด 16 นโยบาย อาทิ นโยบายค่าตอบแทนอาสากู้ภัย 9,000 บาทถ้วน ใช้เงิน 2 หมื่นล้านบาท/ปี การซื้อความมั่นคงสุขภาพ ,นโยบายเพิ่มค่าเยียวยา กรณีภัยพิบัติ15,000 บาท ใช้เงิน 2.7 แสนล้าน/ปี และ นโยบายสวัสดิการบำนาญประชาชน 3,000 บาท ใช้งบประมาณ 3.6 แสนล้านต่อปี ,นโยบาย 1 ทุน 1 เกษตรยุคใหม่ ใช้งบประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท/ปี

กกต.ตรวจนโยบายเสร็จภายใน 4 ก.พ
แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง และประธานคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง สส. ว่า การเลือกตั้ง69 มีพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร สส.จำนวน 60 พรรคการเมือง มี 51 พรรคการเมืองที่มีนโยบายใช้จ่ายเงินที่ต้องแจ้ง กกต. และพรรคการเมืองที่ไม่มีนโยบายที่ใช้จ่ายเงินจำนวน 9 พรรคการเมือง
ที่ผ่านมาได้พิจารณานโยบาย 5 พรรค และคณะกรรมการตรวจสอบมีมติให้พรรคชี้แจงข้อมูลและส่งเอกสารเพิ่มเติม ประกอบด้วย พรรคประชาชน จะต้องชี้เพิ่มเติม ได้แก่ นโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ นโยบายจัดการที่อยู่อาศัยทั้งระบบ นโยบายการแก้ปัญหาหนี้เกษตรกร โครงการเมกะโปรเจคยกระดับคุณภาพชีวิตทั่วไทย โครงการยกระดับ SMEs โดยการสร้างแต้มต่อด้วยคนละครึ่งและหวยใบเสร็จ รวมถึงโครงการนโยบายสินเชื่อสร้างตัว SMEs และกองเพิ่มผลิตคุณภาพ SMEs
พรรคประชากรไทย ต้องชี้แจงเพิ่มเติม ได้แก่ นโยบายสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้สูงอายุ 5,000 บาทต่อเดือน และผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง พรรคประชาไท ให้ชี้แจงนโยบายค่าตอบผู้สูงอายุเดือนละ 3,000 พรรคไทยธรรม ชี้แจงนโยบายสวัสดิการเบี้ยบำนาญอายุ 60 ปีขึ้นไป หรืออายุ 60 ปี เดือนละ 4,000 บาท ที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ และพรรคประชากรอาสาชาติ ชี้แจงเพิ่มเติมนโยบายให้ทุนการศึกษาเรียนฟรี ม.6 ถึงปริญญาตรี 1 หมู่บ้าน 1 บัณฑิต และในวันนี้จะพิจารณารวม 23 พรรคการเมืองและรอพิจารณา 28 พรรค
ทั้งนี้ คณะกรรมการชุดนี้จะมีการประชุมพิจารณาเพิ่มเติมในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 โดยทั้งหมดจะสามารถเสนอเข้าที่ประชุม กกต.ได้ภายในวันที่ 3-4 กุมภาพันธ์นี้

ทีดีอาร์ไอ วิเคราะห์นโยบาย 5 พรรคการเมืองใหญ่
เมื่อเจาะลงไปที่ 5 พรรคการเมืองใหญ่ใช้เงินทำนโยบายเท่าไหรและมีความคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน ทีมนักวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ได้ทำข้อสังเกต “ต้นทุนทางการเงินและที่มาของเงินจากนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง” วิเคราะห์จากเอกสารที่พรรคการเมืองยื่นเสนอต่อ กกต. ในการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2569
คณะผู้วิจัยได้นำเอาข้อมูลของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ที่มีโอกาสได้เสียงของส.ส.มากพอที่จะเข้าไปเป็นฝ่ายบริหารเพื่อกำหนดนโยบายของประเทศ ประกอบด้วยพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ (เรียงตามจำนวน สส. ที่มีอยู่ก่อนยุบสภา) มาวิเคราะห์ และตั้งข้อสังเกตต่อคุณภาพของข้อมูลที่พรรคการเมืองนำเสนอ เพื่อให้ประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ทราบและประเมินได้ว่าการจะได้สวัสดิการหรือประโยชน์จากนโยบายของพรรคการเมืองจะต้องแลกมาด้วยต้นทุนเท่าไร และจะทำให้เกิดผลกระทบตามมาอย่างไร
พรรคการเมืองใหญ่ 5 พรรคเสนอนโยบายที่จะใช้วงเงินในการดำเนินนโยบาย โดยมีวงเงินระหว่าง 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี ตามลำดับจากมากไปหาน้อยดังตารางที่ 1 หากประมาณการของพรรคการเมืองถูกต้อง วงเงินดังกล่าวจะยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของประเทศ 5 ปีย้อนหลัง (ประมาณ 7.6 แสนล้านบาทต่อปี) ทั้งนี้คณะผู้วิจัยจะตั้งข้อสังเกตต่อความถูกต้องของการประมาณการดังกล่าวต่อไป

พรรคประชาชน 18 นโยบาย วงเงิน 741,835 ล้านบาทต่อปี
พรรคประชาชนมีนโยบายจำนวนมากและมีถึง 18 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยในจำนวนนี้มีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี 2 นโยบายคือ นโยบาย “เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ” และ นโยบาย “เมกะโปรเจกต์ ยกระดับคุณภาพชีวิต”
พรรคประชาชนจะใช้งบประมาณเฉลี่ย 7.4 แสนล้านบาทต่อปี โดยจัดสรรลงไปในด้านสวัสดิการต่างๆ รวมทั้งสวัสดิการด้านสุขภาพประมาณครึ่งหนึ่งของวงเงินดังกล่าว จึงอาจเรียกได้ว่าพรรคประชาชนมุ่งเน้นที่จะสร้าง “รัฐสวัสดิการ”
พรรคประชาชน เสนอโยบายอย่างบูรณาการ โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยโดยลงทุนในโครงการ “เมกะโปรเจกต์” ในโครงสร้างพื้นฐาน 7 ระบบ ซึ่งใช้วงเงินเดียวกัน 1.3 แสนล้านบาทต่อปี ได้แก่ ระบบประปา ระบบจัดการขยะ ระบบจัดการน้ำเสียและสิ่งปฏิกูล ระบบการศึกษา ระบบสาธารณสุข ระบบไฟฟ้า และระบบขนส่งสาธารณะ
นโยบายของพรรคประชาชนที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี
| นโยบายหลัก | วงเงิน (ล้านบาท/ปี) | แหล่งที่มาหลักของเงิน |
| เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ | 190,000 | ลดงบฯ ที่ไม่จำเป็น-หารายได้เพิ่ม |
| เมกะโปรเจกต์ ยกระดับคุณภาพชีวิต | 130,000 | บริหารงบฯ แผ่นดินปกติ และ PPP |
| สนับสนุนการจัดการลุ่มน้ำย่อย | 60,000 | บริหารงบฯ แผ่นดินปกติ |
| ปรับโครงสร้างพลังงานที่เป็นธรรม | 51,000 | บริหารงบฯ ปกติ, PPP หรือออกพันธบัตร |
| เพิ่มศักยภาพการให้บริการสาธารณสุข | 45,000 | บริหารงบฯ ปกติ |
| สินเชื่อสร้างตัว/กองทุนเพิ่มผลิตภาพ SME | 45,000 | บริหารงบฯ ปกติ (ชดเชยตาม ม.28) |
| จัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน | 37,750 | บริหารงบฯ ปกติ และ PPP |
| ปฏิรูประบบให้บริการสุขภาพ | 35,500 | บริหารงบฯ ปกติ |
| เพิ่มเบี้ยคนพิการ | 34,000 | บริหารงบฯ ปกติ (เพิ่มงบฯ ของรัฐ) |
| จัดการที่อยู่อาศัยทั้งระบบ | 32,250 | บริหารงบฯ ปกติ (ชดเชยตาม ม.28) |
| เพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก | 27,000 | บริหารงบฯ ปกติ และปฏิรูปราชการ |
| ยกระดับ SME (“คนละครึ่ง”-“หวยใบเสร็จ”) | 24,000 | บริหารงบฯ ปกติ (ชดเชยตาม ม.28) |
| ลดต้นทุนการเกษตร | 21,000 | บริหารงบฯ ปกติ |
| ยกระดับทักษะ (คูปองยกระดับ) | 20,000 | บริหารงบฯ ปกติ |
| พัฒนาระบบคมนาคมทั่วถึง-ปลอดภัย | 19,400 | TFF, พันธบัตรรัฐบาล หรือแหล่งเงินอื่น |
| เรียนฟรี (เพิ่มงบฯ รายหัว ค่าอาหาร) | 16,000 | บริหารงบฯ ปกติ |
| พัฒนาและจัดการโรงเรียนทุกขนาด | 12,500 | บริหารงบฯ ปกติ |
| แจกคูปองการเรียนรู้ | 11,200 | บริหารงบฯ ปกติ |
3 นโยบายพรรคประชาชนที่ควรดำเนินการ
- นโยบาย “เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ” 1.9 แสนล้านบาทต่อปี และนโยบาย “เพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก” 2.7 หมื่นล้านบาทต่อปี เป็นนโยบาย “สวัสดิการถ้วนหน้า” ที่เหมาะสมแก่กลุ่มประชากร และจะช่วยลดการตกหล่นจากระบบสวัสดิการในปัจจุบัน
ทั้งนี้เห็นว่านโยบาย “เพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก” และการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กที่มีคุณภาพจะมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่สูงมาก ขณะที่ นโยบาย “เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ” จะสร้างภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามภาวะสังคมสูงวัย ซึ่งเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการคลังหากไม่สามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มได้ทันตามที่พรรคเองก็ยอมรับ จึงควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปแทนการเพิ่มเบี้ยเป็น 1,000-1,500 บาทต่อเดือนอย่างรวดเร็ว
- นโยบาย “แจกคูปองการเรียนรู้และพัฒนาแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน” และ นโยบาย “แจกคูปองยกระดับทักษะ” เพื่อยกระดับทักษะคนไทย เป็นนโยบายที่ดี อย่างไรก็ตามการดำเนินนโยบายเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาระบบนิเวศน์และกลไกต่างๆ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร
- นโยบาย “สร้างแต้มต่อให้แก่ SMEs” โดยมีมาตรการเพิ่มอัตราค้ำประกันสินเชื่อจาก 15% เป็น 30% เพื่อช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงแหล่งทุนได้จริง
นโยบาย “หวยใบเสร็จ” เพื่อชักจูงให้ SMEs ที่อยู่นอกระบบเข้าสู่ระบบมากขึ้น เป็นนโยบายที่คำนึงถึงกลไกตลาดและแรงจูงใจของฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากนำไปปฏิบัติอย่างเหมาะสม ก็จะเกิดผลในการยกขีดความสามารถของ SMEs ได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ทีดีอาร์ไอ ระบุพรรคประชาชน ไม่ได้มีปัญหาในเชิงแนวคิดและมาตรการที่เลือกใช้มากนัก แต่อาจจะมีปัญหาในการเข้าใจความซับซ้อนในการดำเนินนโยบายต่ำเกินไป และอาจยังประมาณการวงเงินที่น่าจะต่ำกว่าความเป็นจริง ในหลายนโยบาย
- นโยบายการ “จัดการที่ดินให้เป็นระบบเดียว” เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทับซ้อนด้วย One Map และ เร่งรัดออกโฉนดให้แก่ประชาชน แต่การพิสูจน์สิทธิเพื่อจัดการที่ดินให้เป็นระบบเดียวโดยไม่มีการทับซ้อนน่าจะต้องใช้เวลานานมากในการแก้ไขข้อพิพาทต่างๆ การเร่งรัดการออกโฉนดให้กับประชาชนจึงมีความเสี่ยงสูง
- นโยบาย “จัดการน้ำ” ซึ่งจะรวมศูนย์อำนาจกำกับดูแลให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พร้อมควบรวมหน่วยงานปฏิบัติการเป็นรายลุ่มน้ำเพื่อให้ทำงานอย่างบูรณาการ เป็นนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุที่มีการทำงานอย่างแยกส่วน แต่ลำพังการใช้ สทนช. ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับกรมน่าจะไม่เพียงพอที่จะสั่งการหน่วยงานในกระทรวงอื่นได้
ส่วนนโยบายที่อาจจะใช้งบประมาณต่ำเกินไป เช่น นโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ (ถ้วนหน้า) ซึ่งประมาณการไว้ที่ 1.9 แสนล้านบาท แต่ในบางกรณีอาจประมาณการต่ำเกินไป เช่น
- นโยบาย “เพิ่มเบี้ยคนพิการ” ซึ่งปัจจุบันมีผู้พิการ 2.28 ล้านคน (ผู้พิการรุนแรง 6.2 แสนคน และผู้พิการอื่น 1.66 ล้านคน) น่าจะต้องใช้เงินประมาณ 3.87 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งสูงกว่าที่พรรคประชาชนประมาณการไว้ที่ 3.4 หมื่นล้านบาทต่อปี
- นโยบายด้านพลังงาน (ระบบกักเก็บพลังงานระดับกริด โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ การอัปเกรดสถานีไฟฟ้า และอุปกรณ์รองรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย) ประมาณการต้นทุนเริ่มต้นที่ 1.3 หมื่นล้านบาทในปีแรก และเพิ่มขึ้นตามลำดับจนรวมเป็นประมาณ 9.6 หมื่นล้านบาทตลอด 4 ปี
คณะผู้วิจัยประมาณการว่าลำพังการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานระดับกริด (grid-scale battery storage) ขนาด 2,000–3,000 เมกะวัตต์ อาจต้องใช้งบประมาณถึง 2.5–5.0 หมื่นล้านบาท ขณะที่การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (smart grid) และการอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องอาจต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมอีกกว่า 5.0 หมื่นล้านบาท ดังนั้นพรรคประชาชนน่าจะประมาณการต้นทุนไว้ต่ำเกินไป
พรรคเพื่อไทย ใช้เงิน 2.4 แสนล้านบาทต่อปี
พรรคเพื่อไทย ยื่นรายละเอียดการใช้งบประมาณ 2.4 แสนล้านบาทต่อปี โดยมี 5 นโยบายที่มีวงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาท
นอกจากนโยบาย “คนไทยไร้จน” ที่ใช้วงเงินมากที่สุดแล้ว พรรคเพื่อไทยยังมีนโยบายจัดการหนี้สินของคนกลุ่มต่างๆ เช่น นโยบาย “พักหนี้เกษตรกร” (1.5 หมื่นล้านบาท) นโยบาย “ล้างหนี้นอกระบบ” (6 พันล้านบาท) นโยบาย “ล้างหนี้วัยเกษียณ” (4 พันล้านบาท) และนโยบาย “ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด” (3 หมื่นล้านบาท) นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยยังมีนโยบายด้านการเกษตรอีกหลายนโยบาย เช่น นโยบาย “ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%”
ทีดีอาร์ไอ วิเคราะห์เอกสารของพรรคเพื่อไทย มีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้
นโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี
| นโยบายหลัก | วงเงิน (ล้านบาท/ปี) | แหล่งที่มาหลักของเงิน |
| คนไทยไร้จน | 60,000 | บริหารงบประมาณ จัดเก็บรายได้ และบริหารระบบภาษี |
| ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% | 31,000 | บริหารงบประมาณ ใช้มาตรการกึ่งการคลัง จัดเก็บรายได้ และบริหารระบบภาษี |
| ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด | 30,000 | บริหารงบประมาณ ใช้มาตรการกึ่งการคลัง จัดเก็บรายได้ และบริหารระบบภาษี |
| จัดการน้ำทั้งระบบ ไม่ท่วม-ไม่แล้ง | 20,000 | บริหารงบประมาณ จัดเก็บรายได้ และบริหารระบบภาษี |
| “พักหนี้” เกษตรกร | 15,000 | บริหารงบประมาณ ใช้มาตรการกึ่งการคลัง จัดเก็บรายได้ และบริหารระบบภาษี |
5 นโยบายที่ควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล
- นโยบาย “สถาบันค้ำประกันสินเชื่อ” (NaCGA) ซึ่งมุ่งสร้างระบบค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs โดยเปลี่ยนระบบค้ำประกันเดิมเป็นระบบคิดราคาตามความเสี่ยง (risk-based pricing) ในทางปฏิบัติ
- นโยบาย “ปราบยาเสพติด ไม่จบไม่เลิก” และนโยบาย “ปราบสแกมเมอร์ ไม่จบไม่เลิก” พรรคเพื่อไทยยังจัดสรรงบประมาณในการดำเนินนโยบายทั้งสองไว้น้อยมากเพียง 500 ล้านบาทต่อปี และ 200 ล้านบาทต่อปี ตามลำดับ และที่สำคัญคือจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง
- นโยบาย “ยกเครื่องศูนย์กลางการบิน” ซึ่งจะใช้การบริหารจัดการและเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้สนามบินไม่มีความแออัด สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น พรรคระบุว่านโยบายนี้ไม่ใช้งบประมาณภาครัฐ แต่จะใช้การบริหารจัดการภายในของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งน่าจะต้องมีการลงทุนไม่น้อย แม้จะมีโอกาสคุ้มทุนสูง ก็ควรต้องทำการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ที่ได้มาตรฐานก่อน
- นโยบาย “ปลดล็อกพลังงานสะอาด” ซึ่งครอบคลุมการสนับสนุนการติดตั้ง solar rooftop การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (smart grid) และระบบกักเก็บพลังงาน (battery storage) โดยจะใช้งบประมาณ 1 พันล้านบาทต่อปี
นโยบายนี้จะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่ง” (catalyst) ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานมากกว่าเป็นแหล่งเงินลงทุนหลัก เพราะวงเงินที่กำหนดไว้น่าจะสามารถดำเนินการได้ในระดับโครงการนำร่องเท่านั้น
แนะเพื่อไทยทบทวน “เศรษฐีใหม่ 9 คนต่อวัน”
- นโยบาย “เศรษฐีใหม่ 9 คนต่อวัน” ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้หาเสียงต่อสาธารณะว่าจะแจกเงินผ่านระบบลอตเตอรี่รางวัลละ 1 ล้านบาท รวม 9 ล้านบาทต่อวัน
อย่างไรก็ตามนโยบายดังกล่าวไม่ปรากฏในเอกสารนโยบายที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอต่อ กกต. ทั้งที่ใช้เงินถึงปีละประมาณ 3.2 พันล้านบาท และจะไม่สามารถยกระดับรายได้ของประชาชนได้อย่างยั่งยืน เพราะต้องเก็บภาษีจากประชาชนมาดำเนินนโยบาย
- นโยบาย “คนไทยไร้จน” ซึ่งพรรคเพื่อไทยระบุว่าจะใช้เงิน 6 หมื่นล้านบาทต่อปี ไม่มีรายละเอียดว่าจะดำเนินการอย่างไร แม้ใช้งบประมาณสูงมาก และหากเป็นเพียงการ “แจกเงิน” ให้แก่ผู้ที่อยู่ภายใต้เส้นความยากจนไปทุกปี ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน
- นโยบาย “ล้างหนี้ประชาชน” และนโยบายจัดการหนี้อื่นๆ ใช้งบประมาณสูงมาก และอาจสร้างพฤติกรรมเสี่ยงเกินตัวโดยไม่ต้องรับผิดชอบ (moral hazard) เนื่องจากส่งสัญญาณให้ลูกหนี้ลดความพยายามในการจัดการหนี้ของตนเอง
- นโยบาย “ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%” ซึ่งจะใช้งบประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาทต่อปี จะสร้างปัญหามาก เนื่องจากบิดเบือนกลไกตลาดอย่างรุนแรง (มากกว่านโยบาย “จำนำข้าว” ของพรรคเพื่อไทยในอดีต ซึ่งประกันราคารับซื้อ)
นอกจากนี้ยังสร้างแรงจูงใจที่ผิดให้แก่เกษตรกร เพราะไม่ต้องสนใจเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหรือใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และทำให้แรงงานยังคงยึดติดอยู่กับภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำ แทนที่จะเกิดการปรับโครงสร้างออกจากภาคเกษตร
นอกจากนี้ หากสามารถดำเนินนโยบายนี้ได้ตามเป้าหมายคือประกันกำไรสินค้าเกษตรที่ 30% จริง ก็มีโอกาสมากที่งบที่ใช้จริงจะบานปลายไปกว่าที่ตั้งไว้ 3.1 หมื่นล้านบาทต่อปีมาก
- นโยบาย “ปลูกป่าด้วยต้นยางพารา 1 ล้านไร่” ซึ่งสนับสนุนกล้ายางให้แก่เกษตรกร และนโยบาย “คูปองซื้อปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์” มีลักษณะคล้ายกับนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ในอดีตที่เคยมีปัญหาทุจริตคอร์รัปชันจากการที่รัฐเข้าไปแทรกแซงการซื้อขายปัจจัยการผลิตโดยไม่เหมาะสมและดำเนินการอย่างไม่โปร่งใส จึงสมควรทบทวนนโยบายดังกล่าวไม่ให้ผิดพลาดซ้ำรอย
คณะผู้วิจัยเสนอว่า พรรคเพื่อไทยควรใช้งบประมาณด้านการเกษตรไปกับการพัฒนาระบบประกันความเสี่ยง เช่น การประกันน้ำท่วมหรือฝนแล้ง ซึ่งจะมีความสำคัญมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และควรเพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ด้านการเกษตร ตลอดจนการยกระดับให้เกษตรกรเป็น “เกษตรอัจฉริยะ” (smart farmer) ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งแก่ภาคเกษตรได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
- นโยบาย “AI For All” ซึ่งมุ่งให้ประชาชนมีความรู้ด้าน AI โดยได้สิทธิรับ token ฟรีเพื่อนำไปใช้ใน AI platform มีลักษณะคล้ายกับนโยบายของพรรคภูมิใจไทยในสมัยรัฐบาลอนุทิน ซึ่งเชื่อว่าปัญหาของประชาชนในการใช้ AI คือการมีค่าใช้จ่ายที่สูงในการซื้อ token เพื่อใช้ระบบ AI ทั้งที่มีระบบ AI ที่มีขีดความสามารถสูงที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอยู่แล้วจำนวนมาก
- นโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ซึ่งพรรคเพื่อไทยระบุว่าจะดำเนินการให้สำเร็จได้โดยการบริหารทรัพย์สินของรัฐและเอกชนให้มีประสิทธิภาพ จึงเสมือนไม่มีต้นทุนทางการคลัง
คณะผู้วิจัยพบว่านโยบายดังกล่าวน่าจะต้องใช้เงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี แม้การสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะในเมืองใหญ่จะเป็นนโยบายที่ควรดำเนินการ แต่ก็ต้องคำนึงถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ
- นโยบาย “ลดค่าไฟให้เหลือไม่เกิน 3.70 บาท” (ทุกหน่วย) เป็นนโยบายที่ระบุว่าจะไม่ใช้งบประมาณ แต่จะใช้ “การบริหารทิศทางและนโยบายทั้งบุคลากรและหน่วยงานภาครัฐ”
คณะผู้วิจัยพบว่า นโยบายนี้น่าจะต้องใช้เงินประมาณ 1.76 แสนล้านบาทต่อปี จากการชดเชยส่วนต่างจากต้นทุนจริงประมาณ 0.88 บาทต่อหน่วย
- นโยบาย “ซื้อสินค้า SMEs ลดหย่อนพิเศษ” ซึ่งให้บริษัทที่จัดซื้อสินค้าหรือบริการจาก SMEs สามารถหักลดหย่อนภาษีพิเศษได้ เป็นนโยบายที่พรรคระบุว่าสามารถดำเนินการได้จาก “การบริหารการจัดเก็บรายได้”
แต่ในความเป็นจริง นโยบายนี้จะสร้างภาระการคลังจากภาษีที่ต้องลดหย่อนตามขอบเขตในการดำเนินการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยไม่สามารถใช้เพียงการบริหารการจัดเก็บรายได้ตามที่ระบุ
- นโยบาย “เขตเศรษฐกิจพิเศษแบบดาวกระจาย” เพื่อสร้างเมืองอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจใหม่ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งพรรคระบุว่าจะใช้งบประมาณเพียง 2 พันล้านบาท คณะผู้วิจัยเห็นว่างบประมาณที่ระบุไว้ไม่น่าจะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เพราะโครงการในลักษณะดังกล่าวน่าจะต้องมีการลงทุนสูง ดังตัวอย่างการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ที่ผ่านมา
พรรคภูมิใจไทย 8 นโยบาย วงเงิน 1.48 แสนล้านบาท
พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่นำเสนอต่อ กกต. เพียง 8 นโยบาย โดยมียอดวงเงินที่แจ้งรวมทั้งสิ้น 1.48 แสนล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าหลายพรรคการเมือง โดยมี 4 นโยบายที่มีวงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาท
คณะผู้วิจัย ทีดีอาร์ไอ วิเคราะห์เอกสารของพรรคภูมิใจไทย เห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้
นโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี
| นโยบายหลัก | วงเงิน (ล้านบาท/ปี) | แหล่งที่มาหลักของเงิน |
| ลดค่าไฟฟ้า (หน่วยละ 3 บาท) | 63,360 | งบประมาณรายจ่ายประจำปี |
| คนละครึ่งพลัส (ระยะ 2) | 44,000 | งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 |
| ทหารอาสา (1 แสนคน) | 22,700 | ปรับลดงบทหารเกณฑ์/เกลี่ยงบกลาโหม |
| พยาบาลอาสา (7.5 แสนคน) | 13,500 | เกลี่ยงบจากกองทุนผู้สูงอายุ/สปสช. |
นโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล
- นโยบาย “รมต.มืออาชีพ” ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่ใช้งบประมาณ แต่ใช้การประกาศตัวบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นแนวทางที่ดีในการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองให้ประชาชนได้ทราบทีมที่จะเข้ามาบริหารประเทศล่วงหน้า
- นโยบาย “พยาบาลอาสา” ดูแลผู้สูงวัย (1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา) โดยจ้าง 15,000 บาทต่อเดือน สัญญาจ้าง 4 ปี ให้ทำงานใน 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ เป็นนโยบายที่ช่วยสร้างงาน ตอบโจทย์สังคมสูงอายุของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม
- การไม่สานต่อนโยบาย “แลนด์บริดจ์” ซึ่งเคยเป็นนโยบาย “เรือธง” ของพรรคในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 มีความเหมาะสม เนื่องจากโครงการดังกล่าวไม่มีความคุ้มค่าจากผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสภาพัฒน์
แนะภูมิใจไทย ทบทวน นโยบายจ้างทหารอาสา
- นโยบายจ้างทหารอาสาจำนวน 100,000 คน โดยให้รายได้ 12,000 บาทต่อเดือน และสวัสดิการอีกประมาณ 6,900 บาทต่อคนต่อเดือน โดยมีระยะเวลาประจำการ 4 ปี ใช้งบประมาณ 2.27 หมื่นล้านบาทต่อปี
แม้นโยบายการเลิกการเกณฑ์ทหารและเปลี่ยนไปสู่ทหารอาสาเป็นแนวคิดที่ดีก็ตาม จำนวนทหารอาสาตามข้อเสนอของพรรคสูงกว่าจำนวนทหารเกณฑ์ในปัจจุบัน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 85,000 คน
และมีผู้สมัครใจเป็นทหารเกณฑ์อยู่แล้วประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าว นโยบายของพรรคจึงมีผลดึงแรงงานชายออกจากตลาดแรงงาน มีผลในการลดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนทำให้รัฐเสียค่าใช้จ่ายสูงเกินไป
- นโยบาย “ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท” (สำหรับ 300 ยูนิตแรก) ซึ่งพรรคประมาณการว่าจะใช้เงิน 6.3 หมื่นล้านบาท น่าจะต่ำเกินไป เพราะตั้งอยู่บนฐานราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่ผู้บริโภคจ่ายที่ 4.20 บาทต่อหน่วย
เมื่อประเมินเทียบกับต้นทุนที่แท้จริงของระบบที่ 4.58 บาทต่อหน่วย (แบ่งเป็นค่าไฟฟ้าฐานประมาณ 3.78 บาท และค่า Ft ที่ควรเรียกเก็บจริงประมาณ 79.75 สตางค์) ภาระทางการคลังที่เกิดขึ้นจริงจะสูงขึ้นเป็น 7.5 หมื่นล้านบาทต่อปี
- นโยบาย “คนละครึ่งพลัส” เป็นมาตรการระยะสั้นที่ไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้างในระยะยาว ในขณะที่ต้องใช้งบประมาณมาก ในส่วน ‘พลัส’ คือการเพิ่มทักษะให้กับร้านค้าที่เข้าร่วม เป็นส่วนที่อาจมีผลดีในระยะยาว แต่ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า สามารถเพิ่มทักษะได้มากน้อยเพียงใด
- นโยบาย “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” แม้จะเป็นนโยบายที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ แต่หากระบบการจัดเก็บเงินผ่อน (300 บาท/เดือน) ไม่ดีพอ ก็จะเกิดปัญหาหนี้สินเพิ่มขึ้นอีก
- นโยบาย “สร้างกำแพงชายแดน ป้องกันภัยรุกราน” อาจช่วยป้องกันปัญหาการข้ามแดนของแรงงานเถื่อนการลักลอบสินค้าผิดกฎหมายและยาเสพติดได้ แต่อาจมีความเสี่ยงต่อการสร้างความขัดแย้งเพิ่มเติมหากสร้างในพื้นที่พิพาท
พรรคกล้าธรรม 14 นโยบายวงเงินเกิน1 หมื่นล้านบาทต่อปี
พรรคกล้าธรรมมีนโยบายจำนวนมาก และมีถึง 14 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยในจำนวนนี้มีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปีจำนวน 3 นโยบาย
นอกจากนโยบายด้านเกษตรจำนวนมาก เช่น นโยบาย “ที่ไหนมีที่ดินทำกิน ที่นั่นต้องมีน้ำ” นโยบาย“ปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง” นโยบาย “พลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกร/ประมง” และนโยบาย “แก้หนี้เกษตรกร ฟื้นชีวิตใหม่”
พรรคกล้าธรรมยังมีนโยบายอีก 11 นโยบายเกี่ยวกับกรุงเทพฯ (เช่น “Bangkok Shield” เพื่อลดความเสียหายน้ำท่วมกรุงเทพ) “Bangkok Green” (จัดการขยะ) “Bangkok Gem” (ยกระดับการท่องเที่ยว) และ “Bangkok Earn” (ช่วยเหลือแรงงานนอกระบบเช่น ฟรีแลนซ์และลูกจ้างรายวัน) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีนโยบาย “ปราบทุนเทา ทลาย Corruption” โดยเสนอที่จะแก้กฎหมายให้ชัดเจนและเป็นธรรม
นโยบายของพรรคกล้าธรรมที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี
| นโยบายหลัก | วงเงิน (ล้านบาท/ปี) | แหล่งที่มาหลักของเงิน |
| SMEs เข้มแข็ง สร้างงานในถิ่น | 120,000-150,000 | บูรณาการงบ SMEs และกลไกสินเชื่อรัฐคู่เอกชน |
| ที่ไหนมีที่ดินทำกิน ที่นั่นต้องมีน้ำ | 100,000-137,500 | งบลงทุน กองทุนสิ่งแวดล้อม และ PPP |
| พลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกร/ประมง | 90,000-130,000 | กองทุนน้ำมันและ Green Finance |
| Agriculture Pillar (เกษตร 4 มิติ) | 87,500 | งบบูรณาการ 4 กระทรวง |
| Bangkok Shield (Mega Project) | 85,000 | งบผูกพันรัฐบาล และ PPP |
| แก้หนี้เกษตรกร ฟื้นชีวิตใหม่ | 60,000-90,000 | ปรับโครงสร้างงบแก้หนี้เดิม และธนาคารของรัฐ |
| สนับสนุนนิคมเกษตรอุตสาหกรรม | 20,000-30,000 | งบบูรณาการและเงินร่วมลงทุนจากต่างประเทศ |
| ปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง | 35,000-40,000 | ปรับโครงสร้างงบอุดหนุนและเยียวยาเดิม |
| มิติเยียวยา Fast Track | 25,000-35,000 | งบกลางรายการภัยพิบัติ และงบดิจิทัลภาครัฐ |
| ประกันรายได้ประชาชน | 17,500 | งบบูรณาการ 3 กระทรวง |
| Educational Pillar (แก้หนี้ครู) | 15,000 | งบบูรณาการ 3 กระทรวง |
| เศรษฐกิจชุมชนฐานราก | 15,000 | งบบูรณาการ 3 กระทรวง |
คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน ดังนี้
- โครงการ “พลังงานจากขยะ” (Waste-to-Energy) ในนโยบาย “Bangkok Green” น่าจะสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะ ลดการฝังกลบ และบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในเมืองใหญ่ได้
แต่นโยบายนี้ใช้งบประมาณสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาทในระยะเวลา 4 ปี เพื่อผลิตไฟฟ้าเพียง 90–140 เมกะวัตต์ ซึ่งนับว่ามีต้นทุนต่อหน่วยสูงและเสี่ยงที่จะสร้างภาระทางการคลังในระยะยาว จึงควรศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ของโครงการอย่างรัดกุมก่อนดำเนินการ ในขณะที่โครงการ Solar Rooftop ในนโยบายเดียวกันใช้งบเพียงประมาณ 1,000 ล้านบาท และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 22–28 เมกะวัตต์ จึงมีความเหมาะสมทางการคลังมากกว่าอย่างชัดเจน
นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน
- นโยบาย “พลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกร/ประมง” เสี่ยงต่อการสร้างกลุ่มผลประโยชน์ที่กดดันให้ภาครัฐคงราคาพลังงานให้อยู่ในระดับต่ำต่อไปโดยในระยะยาว นโยบายนี้ใช้วงเงินสูงถึง 9-13 หมื่นล้านบาทต่อปี ทำให้โครงการดังกล่าวมีภาระทางการคลังลดลง และน่าจะไม่สามารถใช้กลไก Green Finance ได้ เพราะไม่ทำให้เกิดการประหยัดพลังงาน
- นโยบาย “ประกันรายได้ประชาชน” ซึ่งใช้งบประมาณสูงถึง 1.75 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยเน้นการประกันรายได้ของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ เป็นนโยบายที่น่าจะก่อให้เกิดปัญหา เพราะสร้างแรงจูงใจที่ผิดให้แก่เกษตรกร
- โครงการเกี่ยวกับกรุงเทพฯ จำนวนมาก เช่น Bangkok Fix (งานซ่อมเมือง) และ Bangkok Green (โรงกำจัดขยะ) น่าจะเป็นงานของ กทม. ไม่ใช่งานของรัฐบาลกลาง
- นโยบาย “Banking for Thais” (ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและแก้ปัญหาหนี้สินประชาชน) ซึ่งใช้วงเงินประมาณ 7.5 พันล้านบาทต่อปีเพื่อ “แก้หนี้ประชาชนแบบยั่งยืนผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ” น่าจะไม่มีความยั่งยืนเพราะไม่ได้แก้ปัญหาหนี้ที่ต้นเหตุ
พรรคประชาธิปัตย์ 10 นโยบายวงเงินเกินหมื่นล้านต่อปี
พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบาย 10 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยในจำนวนนี้มีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปีจำนวน 1 นโยบายคือ นโยบาย “เบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาท ถ้วนหน้า”
พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอนโยบายที่ผสมผสานระหว่าง “นโยบายเรือธงเดิม” คือการประกันรายได้ โดยระบุราคาประกันตามชนิดของพืช กับ “นโยบายสวัสดิการและโครงสร้างพื้นฐานใหม่” ที่กระจายสู่ภูมิภาค เช่น สนามบินอันดามัน สนามบินล้านนา และสะพานข้ามเกาะสมุย
คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้
นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี
| นโยบายหลัก | วงเงิน (ล้านบาท/ปี) | แหล่งที่มาหลักของเงิน |
| เบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาท ถ้วนหน้า | 168,000 | งบประมาณแผ่นดิน |
| ประกันรายได้เกษตรกร (5 พืชหลัก) | 90,000 | งบประมาณแผ่นดิน |
| ลดค่าเดินทางและค่าขนส่งขนาดใหญ่ | 70,000 | งบประมาณแผ่นดิน |
| สวัสดิการแม่และเด็ก (โอบอุ้มคุณแม่ฯ) | 36,000 | งบประมาณแผ่นดิน |
| ประกันรายได้ผู้ใช้แรงงาน | 30,000 | งบประมาณแผ่นดิน |
| เรียนฟรี / อาหารเช้า / รถรับส่ง | 21,600 | งบประมาณแผ่นดิน |
| เบี้ยคนพิการคูณสอง | 20,500 | งบประมาณแผ่นดิน |
| ซื้อหนี้คืนให้เกษตรกร (กองทุนฟื้นฟูฯ) | 20,000 | งบประมาณแผ่นดิน |
| คมนาคมเชื่อมโลก | 12,500 | งบประมาณแผ่นดิน / ร่วมลงทุน (PPP) |
| รถไฟฟ้า-รถเมล์ 30 บาท ตลอดสาย | 12,500 | งบประมาณแผ่นดิน |
นโยบายที่ควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล
- นโยบาย “พระราชบัญญัติติการปรับปรุงและยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น พ.ศ….” ซึ่งมุ่งลดการทุจริตของเจ้าหน้าที่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เป็นนโยบายที่ตรงกับปัญหาการประกอบอาชีพของประชาชนและใช้งบประมาณน้อยมาก
แต่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ระบุแนวทางในการดำเนินการ คณะผู้วิจัยจึงเสนอให้ดำเนินการโดยต่อยอดแนวคิด Regulatory Guillotine ทั้งนี้หัวใจของการดำเนินการดังกล่าวให้สำเร็จคือ การมีหน่วยงานกลางที่มีอำนาจในการทบทวนกฎระเบียบ และการที่ฝ่ายการเมืองให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่
- โครงการจ่ายเงินชดเชยทันทีแก่เกษตรกรเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “ประกันรายได้” เป็นนโยบายที่ดีที่จะช่วยลดความเสี่ยงที่เกษตรกรควบคุมไม่ได้
นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน
- พรรคประชาธิปัตย์เสนอโครงการ “เมกะโปรเจกต์” พร้อมกันหลายโครงการ ทั้งการสร้างรถไฟความเร็วสูง สนามบินใหม่ 2 แห่ง สะพานข้ามเกาะและคลองสายใหม่ (แม่น้ำชัยนาท-ป่าสัก) แม้หลายโครงการอาจมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่า แต่ควรเริ่มต้นจากการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) รวมถึงเตรียมความพร้อมของโครงการ เช่น เวนคืนที่ดิน ซึ่งน่าจะใช้เวลาดำเนินการนานกว่า 4 ปี ทำให้เกินกว่ากรอบเวลาและงบประมาณที่เสนอ
- โครงการ “ประกันรายได้พืชผลทางการเกษตร” ซึ่งเป็นส่วนหลักของนโยบาย “ประกันรายได้” ที่จะใช้วงเงิน 8 หมื่นล้านบาทต่อปี เป็นนโยบายที่น่าจะก่อให้เกิดปัญหา เพราะแม้จะจำกัดการชดเชยให้แต่ละครัวเรือน ก็ยังจะสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรผลิตสินค้าออกมาสู่ตลาดมากเกินไปเช่นเดียวกับในอดีต และทำให้แรงงานยังคงยึดติดอยู่กับภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำ แทนที่จะเกิดการปรับโครงสร้างออกจากภาคเกษตร
- นโยบาย “ค่าไฟฟ้า 3.50 บาท” (ทุกหน่วย) ซึ่งระบุว่าจะใช้การ “ปรับแผนพลังงานแห่งชาติใหม่” ให้ “รัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้าต้องปรับตัว” โดยไม่ใช้งบประมาณ น่าจะไม่สามารถดำเนินการได้จริง การประมาณการของทีดีอาร์ไอพบว่า นโยบายดังกล่าวน่าจะต้องใช้เงินประมาณถึง 2.16 แสนล้านบาทต่อปี จากการชดเชยส่วนต่างจากต้นทุนจริงประมาณ 1.08 บาทต่อหน่วย
- นโยบาย “ประกันรายได้ผู้ใช้แรงงาน-รัฐจ่ายส่วนต่าง” ซึ่งรัฐจะจ่ายส่วนต่างระหว่าง ‘ค่าครองชีพรายจังหวัด’ กับ ‘ค่าจ้างขั้นต่ำรายจังหวัด’ โดยไม่ผลักภาระไปที่นายจ้างเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ เป็นนโยบายที่แทรกแซงกลไกตลาดแรงงานอย่างมาก และอาจส่งผลให้นายจ้างไม่ขึ้นค่าแรงให้แรงงาน เพราะรัฐจะจ่ายส่วนต่างให้อยู่แล้ว นอกจากนี้นโยบายนี้จะทำให้แรงงานขาดแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะ เพราะมีหลักประกันรายได้อยู่แล้ว และไม่สามารถป้องกันเงินเฟ้อได้ เพราะจะทำให้มีเม็ดเงินเพิ่มในระบบเศรษฐกิจที่จะสร้าง “เงินเฟ้อด้านอุปสงค์” แม้จะลด “เงินเฟ้อด้านอุปทาน” จากการที่นายจ้างขึ้นราคาสินค้าก็ตาม
ในภาพรวม นโยบายต่างๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ก่อให้เกิดภาระงบประมาณที่สูงมากกว่า 5.2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังอย่างมาก หากไม่สามารถหารายได้ใหม่มาทดแทนได้เพียงพอ ดังที่พรรคได้ระบุความเสี่ยงนี้ไว้ในหลายนโยบาย
5 พรรคการเมืองใหญ่ ยังเน้นประชานิยม ใช้เงินสูง
คณะผู้วิจัยทีดีอาร์ไอ มีข้อสังเกตต่อนโยบายของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ในภาพรวม 4 ประการดังนี้ ประการที่หนึ่ง แม้วงเงินที่ 5 พรรคการเมืองใหญ่จะใช้ในการดำเนินนโยบายอยู่ในระดับประมาณ 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี แม้ยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของประเทศไทย 5 ปีย้อนหลังก็ตาม
แต่ในความเป็นจริง วงเงินที่ใช้อาจสูงกว่าที่คาดการณ์มากด้วยสาเหตุดังต่อไปนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเกิด “รัฐบาลผสม” หลังการเลือกตั้ง ขณะที่หลายพรรคการเมืองได้ประมาณการต้นทุนในการดำเนินนโยบายไว้ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก
นอกจากนี้ หลายพรรคการเมืองยังมีมุมมองว่าการใช้ “เงินนอกงบประมาณ” โดยให้หน่วยงานของรัฐเช่น รัฐวิสาหกิจหรือธนาคารของรัฐ หรือ “กองทุน” ต่างๆ เช่น กองทุนพลังงานและกองทุนสิ่งแวดล้อม
ดังจะเห็นได้ว่าหลายพรรคการเมืองไม่ได้ระบุภาระที่จะเกิดขึ้นตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ดังนั้น ภาระการคลังที่เกิดขึ้นจริงจึงน่าจะสูงกว่าการประมาณการมาก และทำให้เกิดปัญหาความยั่งยืนทางการคลัง
นโยบายจำนวนมากของหลายพรรคการเมือง ยังเน้น“ประชานิยม” ที่ออกแบบมาอย่างผิวเผิน ไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ที่เหมาะสม และไม่มีความรับผิดชอบทางการ
พรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อนโยบายการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงานหรือการปฏิรูปภาครัฐ เพราะแม้จะมีนโยบายในด้านดังกล่าวอยู่บ้าง ก็ได้รับการจัดสรรเงินค่อนข้างน้อย
หลายพรรคการเมืองมีนโยบายที่นอกจากจะสร้างภาระทางการคลังในระดับสูงแล้ว ยังทำลายกลไกตลาด เช่น นโยบายแก้หนี้โดยไม่ระมัดระวัง ตลอดจนนโยบายประกันกำไรหรือประกันรายได้ของเกษตรกร ซึ่งล้วนทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงเกินตัวโดยไม่ต้องรับผิดชอบ ในขณะเดียวกัน นโยบายลดค่าไฟฟ้าและราคาพลังงานให้ต่ำกว่าต้นทุน ก็ไม่ทำให้เกิดการประหยัดพลังงาน และทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ “เศรษฐกิจสีเขียว” ได้ยากขึ้น
แนะ กกต. ปรับปรุงแนวทางในการกำหนดให้พรรคการเมือง
การมีบทบัญญัติทางกฎหมายให้พรรคการเมืองต้องส่งข้อมูลด้านนโยบายที่ใช้หาเสียงเลือกตั้งให้แก่ กกต. ทั้งวงเงินที่ต้องใช้และที่มาของเงิน ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย ตลอดจนผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย แต่พบว่า พรรคการเมืองใหญ่บางพรรคไม่ได้นำเสนอนโยบายที่ใช้หาเสียงต่อ กกต. อย่างครบถ้วน ยังไม่ได้ระบุวิธีคำนวณวงเงินที่ใช้โดยมีรายละเอียดที่เพียงพอพรรคการเมืองยังไม่ได้คำนึงถึงข้อจำกัดด้านการคลังอย่างเพียงพอ
กกต. จึงควรปรับปรุงแนวทางในการกำหนดให้พรรคการเมืองส่งข้อมูลด้านนโยบายที่ใช้หาเสียงเลือกตั้ง ดังต่อไปนี้ ประการแรก ควรให้พรรคการเมืองระบุวิธีคำนวณงบประมาณที่ใช้แต่ละด้านมาโดยมีรายละเอียดเพียงพอ ให้พรรคการเมืองระบุว่างบประมาณในภาพรวมจะมาจากแหล่งใดในสัดส่วนเท่าไรและ ให้พรรคการเมืองส่งข้อมูลมาอย่างน้อย 30 วันก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้ กกต. มีเวลาตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูลและเปิดเผยต่อประชาชนได้อย่างน้อย 15 วันก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดการถกอภิปรายสาธารณะอย่างมีความหมาย
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:
- การเมืองเสี่ยง ฉุดเศรษฐกิจไทย คาดได้รัฐบาลใหม่ พ.ค.69
- 5 โจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่ต้องแก้ เพื่อทางออกประเทศ
- สำรวจนโยบายสิทธิ-สวัสดิการสตรี ก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง 8 กุมภาฯ





