แม้ “สไตล์” รวมไปถึงความอื้อฉาวของทรัมป์จะเป็นพาดหัวข่าวบ่อยครั้ง แต่อุดมการณ์ทางการเมืองของนักธุรกิจซึ่งผันตัวมาเป็นนักการเมืองท่านนี้ รวมจนกระแส Make America Great Again หรือชื่อเล่นว่า MAGA นั้นยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน เนื่องจากลำพังการเรียกกระแสดังกล่าวว่า “ฝ่ายขวา” ยังไม่เพียงพอต่อการอธิบายฐานอุดมการณ์ทางการเมืองซึ่งมีมิติทางประวัติศาสตร์ รวมไปถึงมีความสัมพันธ์อันซับซ้อนต่ออุดมการณ์ทางเศรษฐกิจเช่นกัน
บทความนี้จึงชวนผู้อ่านมาสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างขบวนการขวาจัดและการเข้าสู่การเมืองทางการของขบวนดังกล่าวผ่านมุมมองทางประวัติศาสตร์
1. จากตำรวจสู่มาเฟีย?
ไตรมาสแรกของปีนี้ชวนให้เรานึกถึงเส้นแบ่งอันพร่าเลือนระหว่างการเมืองระดับชาติและการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในแง่ของบรรทัดฐานทางการเมือง แม้ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาสมัยที่สอง กล่าวไว้ในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วระหว่างการเยี่ยมเยือนตะวันออกกลาง ว่ารัฐบาลของเขาไม่มีเจตนาใด ๆ ที่จะสั่งสอนประเทศอื่นๆว่าควรมีครรลองในการดำเนินชีวิตอย่างไร
แต่ข้อความระหว่างบรรทัดอันชัดแจ้งคือการปฏิเสธตำแหน่งผู้พิทักษ์เสรีนิยมประชาธิปไตย ซึ่งสหรัฐอเมริกาครอบครองมาอย่างยาวนานหลังการสิ้นสุดลงของสงครามเย็น ในการเมืองระดับประเทศ การใช้กำลังทางการทหารบุกโจมตีทั้งเวเนซุเอลาและอิหร่านโดยไม่ผ่านสภาคองเกรส รวมไปถึงการใช้อำนาจประธานาธิบดีในการอภัยโทษ (เช่น ในกรณีของ Henry Cuellar สส. เดโมแครตจากรัฐเท็กซัสซึ่งได้รับการอภัยโทษจากทรัมป์ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว) และการแต่งตั้งศาลโดยหวังผลทางการเมือง ก็แสดงให้เห็นว่าทรัมป์ไม่มีความสนใจที่จะธำรงรักษาคุณค่าทางการเมืองแบบเสรีนิยมแต่อย่างใด
ในภาพรวม นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่าบรรทัดฐานทางการเมืองแบบเสรีนิยมประชาธิปไตย ซึ่งแม้จะห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบนั้นกำลังจะถูกแทนที่ กระแสประชาธิปไตยถดถอย ซึ่งปรากฏในรูปแบบต่าง ๆ ดังที่กล่าวมา นับว่าเป้นแนวโน้มที่น่ากังวลอันปรากฏไม่เพียงในสหรัฐอเมริกา แต่รวมไปถึงประเทศอื่นๆทั่วโลกเช่น โปแลนด์ บราซิล อินเดีย รวมไปถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน
2. ประชาธิปไตยถดถอยสองแบบ
เราอาจเข้าใจปรากฏการณ์ประชาธิปไตยถดถอยได้ในสองลักษณะ แบบแรกได้แก่ประชาธิปไตยถดถอยที่การเลือกตั้งค่อยๆหมดความหมายลง (electoral backsliding) ผ่านการทำลายความยุติธรรมในการแข่งขัน เช่น การที่ผู้ที่เคยอยู่ในอำนาจใช้กลไกการโยกย้ายแต่งตั้งตำแหน่งในระบบราชการเพื่อเอื้อให้เกิดความได้เปรียบในการจัดการเลือกตั้ง ในกรณีดังกล่าว สถาบันประชาธิปไตยต่างๆ รวมไปถึงเสรีภาพของพลเมือง อาจยังคงมีอยู่ แม้จะไม่ได้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์
นอกจากนี้ ยังมีปรากฏการณ์ประชาธิปไตยถดถอยอีกรูปแบบได้แก่ แบบที่ค่อยๆทำลายการควบคุมกำกับอำนาจรัฐผ่านกลไกทางรัฐสภาและอำนาจศาล (liberal backsliding) ซึ่งมุ่งเน้นจำกัดการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ และอาจเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการขยายตัวของอำนาจบริหาร (the expansion of executive power) เช่นในกรณีของสหรัฐอเมริกาภายใต้รัฐบาลทรัมป์สมัยที่สอง
คำถามสำคัญท่ามกลางปรากฏการณ์นี้ คือความสัมพันธ์ระหว่างอุดมการณ์ทางการเมืองและปรากฏการณ์ประชาธิปไตยถดถอย แม้การเมืองฝ่ายขวาไม่จำเป็นต้องเป็นปฏิปักษ์กับการเมืองในระบบรัฐสภาเสมอไป การขึ้นมาของฝ่ายขวาจัด (radical right) เชื่อมโยงอย่างมีนัยยะสำคัญกับการทำลายกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล อย่างไรก็ตาม มิติที่ขาดหายไปซึ่งอาจสามารถมาเติมเต็มคำอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้คือมิติทางประวัติศาสตร์
3. มุมมองทางประวัติศาสตร์
มูลนิธิ Roxa Luxemburg เผยแพร่บทความวิจัยเกี่ยวกับกระแสขาวจัดในอเมริกาโดยอธิบายว่า MAGA ไม่ได้เป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองเดียวที่ประสบความสำเร็จในการใช้กลไกรัฐร่วมกับการใช้ความรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองแบบเหยียดเชื้อชาติ
ในอเมริกาศตวรรษที่ 19 ฝ่าย Redemption ซึ่งมุ่งตอบโต้ความพยายามในการขยายพื้นที่ทางการเมืองและทางเศรษฐกิจให้แก่ชาวอเมริกันผิวดำที่ถูกปลดปล่อยจากการเป็นทาสนั้นวางอยู่บนฐานคิดแบบ White Supremacy ซึ่งไม่ลังเลที่จะบรรลุเป้าหมายทางการเมืองโดยการใช้ทั้งเครื่องมือทางกฎหมาย (เช่น กฎหมาย Jim Crow) และความรุนแรงโดยกองกำลังไม่เป็นทางการ ในทัศนะของนักเคลื่อนไหวเช่น Malcom X ความสำเร็จในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในระดับมลรัฐ (states) ให้ปราศจากอคติทางเชื้อชาติของฝ่าย Reconstruction จึงเป็นความสำเร็จที่ได้มาผ่านทั้งกลไกการเลือกตั้งและการโต้ตอบด้วยความรุนแรง (ballots and bullets)
ประวัติศาสตร์ศตวรรษที่สิบเก้าแสดงให้เห็นว่า ระบอบการเมืองอเมริกันไม่ได้มีภูมิต้านทานต่อพลังทางการเมืองแบบขวาจัดเสมอไป และการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองนั้นไม่มีวันสิ้นสุดเนื่องจากทุกอุดมการณ์ทางการเมืองล้วนมีพลวัตรในตนเอง ดังที่จะเห็นว่าอุดมการณ์ฝ่ายขวาเองก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญในศตวรรษที่ยี่สิบด้วยเช่นกัน
คริสตทศวรรษที่ 1960 เป็นต้นมา ฝ่ายขวาในอเมริกาเป็นพันธมิตรกับอุตสาหกรรมน้ำมัน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ กลุ่มทางการเมืองกลุ่มนี้เองที่เป็นส่วนหนึ่งของฐานที่สำคัญเสียงให้กับประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ต้นคริสตทศวรรษที่ 1990 กลุ่มกองกำลังติดอาวุธฝ่ายขวาเริ่มขึ้นมามีบทบาทสูง โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ก่อการร้ายที่เมืองโอกลาโฮม่าในปี ค.ศ. 1995 ช่วงนี้เองที่พลังทางการเมืองแบบขวาจัดเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับพรรคริพับลิกัน
ความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนไหวทางการเมืองของฝ่ายขวาและพรรครีพับลิกันตกผลึกในรูปแบบของขบวนการต่อต้านนโยบายของรัฐบาลโอบามา ความสำเร็จของกลุ่ม Tea Party และกลุ่ม Birther (ซึ่งวิจารณ์ความ “ไม่เป็นอเมริกัน” ของโอบามา) ในการเข้าไปมีบทบาทในพรรครีพับลิกันนี้ นับเป็นปฐมบทของขบวนการ MAGA ในเวลาต่อมา
4. ความไร้น้ำยาของเหล่า Centrists
ความไม่พอใจในนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลโอบามา รวมไปถึงคุณค่าทางการเมืองที่เขายึดถือ ประกอบกับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี ค.ศ. 2008 ทำให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลดังกล่าวในวงกว้าง
การทำความเข้าใจขบวนการทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ดังกล่าวจำเป็นต้องกล่าวถึงเสรีนิยมใหม่ (neoliberalism) ในฐานะอุดมการณ์ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าของรัฐให้มีบทบาทหลักคือการกดปราบผู้ตั้งคำถามต่อตรรกะของระบบทุนนิยมและอำนวยความสะดวกให้กับทุน จนกระทั่งบทบาทของรัฐในการกระจายทรัพยากรและอำนวยโครงข่ายรองรับทางสังคม (social safety net) ให้กับประชาชนค่อยๆหมดความสำคัญลง
ในแง่นี้ เสรีนิยมใหม่ทำให้ขอบเขตความเป็นไปได้ของคำวิจารณ์ทางเศรษฐกิจและทางการเมืองหดแคบลง
นอกจากนี้ แม้แต่ฝ่ายขวาเองก็มีปฏิกิริยาต่อเสรีนิยมใหม่แตกต่างกัน และขวาโปรเสรีนิยมใหม่จะเห็นด้วยกับบทบาทในการกดปราบของรัฐ อีกส่วนหนึ่งของฝ่ายขวาต่อต้านกระบวนการโลกาภิวัตน์ (เช่น ในรูปแบบของการเปิดเสรีพรมแดน) ซึ่งเขาเหล่านั้นมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงต่อชาตินิยมอเมริกัน
ความขัดแย้งระหว่าง neoliberal right และ nativist right นี้จะยังไม่เป็นปัญหาตราบเท่าที่ฝ่ายขวายังมีแพะรับบาปอย่างประเด็นเรื่องผู้อพยพให้กล่าวโทษอยู่ แต่ความไม่ลงรอยนี้ก็เป็นระเบิดเวลาที่อาจส่งผลต่อความแตกแยกภายในฝ่ายขวาเองในอนาคต
ผลกระทบของนโยบาย privatization และความเปราะบางทางชีวิตและทรัพย์สินตลอดจนเสรีภาพทางการเมืองที่ถูกบั่นทอนภายใต้การกดปราบของรัฐบาลใต้อุดมการณ์เสรีนิยมใหม่นี้ มักไม่สามารถถูกอธิบายและโต้ตอบได้อย่างน่าพอใจโดยพรรคกาเรมืองดั้งเดิมซึ่งส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยพวกกลางขวาและกลางซ้าย (centrist left and centrist right)
เมื่อพรรคการเมืองเหล่านั้นพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการหันไปพยักเพยิดกับฝ่ายขวาจัดโดยหวังว่าจะช่วยกอบกู้คะแนนเสียงของพวกเขาได้ การเมืองในภาพรวมจึงพร้อมใจกันหันขวา
ในกรณีของอเมริกา ปรากฏการณ์นี้ถูกเร่งรัดด้วยระบบการเมืองแบบสองพรรค ซึ่งบังคับให้ MAGA ใช้พรรครีพับลิกันเป็นร่างทรงเพื่อเข้ามาสู่การเมืองในระบบ แตกต่างจากในกรณีประเทศการเมืองระบบหลายพรรคซึ่งทำให้เกิดพรรคขวาจัดเกิดใหม่เช่น Alternative fuer Deutschland ในเยอรมัน
5. บทสรุป
การปรากฏขึ้นของรัฐบาลขวาจัดในประเทศต่างๆของโลกมีปัจจัยต่างกันไป ในกรณีของอเมริกา กระบวนการฝ่ายขวาซึ่งผสานการใช้กระบวนการเคลื่อนไหวในภาคประชาสังคม กองกำลังไม่เป็นทางการรวมไปถึงเครื่องมือทางกฎหมายนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่
นอกจากนี้ ระบบการเมืองแบบสองพรรคซึ่งไม่เอื้ออำนวยให้อุดมการณ์ทางการเมืองทางเลือกแปรสภาพไปเป็นพรรคการเมืองยังส่งผลให้พลังทางการเมืองแบบขวาจัดเข้าสู่การเมืองทางการผ่านพรรคดั้งเดิมอย่างพรรครีพับลิกัน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์อันแตกต่างหลากหลายนี้ ปรากฏการณ์รัฐบาลขวาจัดทั่วโลกเกิดร่วมกับความไร้ความสามารถในการอธิบายและตอบโต้กับปัญหาทางเศรษฐกิจอันเป็นผลพวงของเสรีนิยมใหม่โดยรัฐบาลพรรคการเมืองทั้งกลางขวาและกลางซ้าย
การหวังจะกอบกู้คะแนนความนิยมชั่วคราวของบรรดาพรรคการเมืองต่างๆด้วยการโอบรับตรรกะทางการเมืองแบบขวาจัด เช่น นโยบายต่อต้านผู้อพยพ จึงเป็นการขุดหลุมศพให้กับตัวเอง ในกรณีระบบการเมืองหลายพรรค ผู้คนหันไปเลือกพรรคขวาจัดซึ่งดูจะเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลกว่า และในกรณีระบบการเมืองแบบสองพรรค กลุ่มขวาจัดไฮแจ็คพรรคจากภายในและเปลี่ยนดีเอ็นเอของพรรคนั้น ๆไปอย่างสิ้นเชิงเช่นกรณีพรรครีพับลิกันภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์
อ้างอิง:
Bermeo, Nancy. “On Democratic Backsliding.” Journal of Democracy 27, no. 1 (2016): 5-19. https://dx.doi.org/10.1353/jod.2016.0012.
Rosa Luxemburg Foundation. “MAGA, Trump, and the Question of American Fascism.” Rosa Luxemburg Foundation. August 27, 2025. https://www.rosalux.de/en/news/id/53586/maga-trump-and-the-question-of-american-fascism (accessed March 12, 2026).
Thomas Carothers and Brendan Hartnett, “Misunderstanding Democratic Backsliding,” Journal of Democracy 35, no. 3 (July 2024): 24–37.




