แม้จะมีการรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เฉพาะแบบแบ่งเขตไปแล้ว 396 คน แต่ดูเหมือนว่าข้อพิพาททางกฎหมายที่ก่อตัวขึ้นภายหลังการสังเกตการณ์การเลือกตั้งของประชาชนที่มีต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะยังไม่จบลงง่าย ๆ เมื่อประชาชนได้ใช้สิทธิฟ้องรัฐอย่าง กกต. ด้วยเหตุ การจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 ไม่โปร่งใส ไม่บริสุทธิ์ และไม่ยุติธรรม
การสังเกตการณ์การเลือกตั้งดังกล่าว ได้นำมาสู่คดีความที่ประชาชนเป็นผู้ฟ้องร้องหลายกรณี โดยเฉพาะกรณี “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง ประชาชน นักวิชาการ พรรคการเมือง ได้ยื่นฟ้องไปแล้ว 3 ศาล คือ ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง รวมแล้วมากกว่า 10 ราย ที่ยื่นฟ้องร้องต่อ กกต.
ขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์ กกต. ฟ้องประชาชนก็เกิดขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นการฟ้องประชาชนที่เข้าร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง หลายคดีไม่ใช่การทำผิดกฎหมายเลือกตั้งโดนตรง โดยเริ่มต้นตั้งแต่ 11 ก.พ. 69 ที่ ประยูร วัฒนศิริบรรจง ในนาม ผอ.การเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชลบุรี ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชลบุรี กรณีที่ประชาชนออกมาเรียกร้องให้มีการนับคะแนนผลการเลือกตั้งใหม่ในเขต โดยดำเนินคดีประชาชนรวม 3 คน ได้แก่
- กนกวรรณ สร้อยสน และ มนัสนันท์ กรเกษม ฐานบุกรุก ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงาน และเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยกล่าวหาว่าเข้าไปยังสถานที่รวมคะแนนการเลือกตั้ง และร่วมกดดันเอาใบรวมคะแนนดิบของหน่วยเลือกตั้งที่ 15 ไปจากครอบครอง ทำให้ผู้แจ้งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่
- เบญจพร สุขสว่างในความผิดฐานบุกรุก และเปิดหีบเลือกตั้งหรือเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561
อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 คน ยืนยันความบริสุทธิ์ใจ พร้อมต่อสู้คดี และยังแจ้งความกลับต่อผู้กล่าวหา
ต่อมา ในวันที่ 26 ก.พ. 69 กกต. มอบหมายให้ ครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการฯ กกต. เข้าแจ้งความกองปราบปราบ ให้ดำเนินคดีกับ 6 บุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง ทั้งแบบเขตและเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด ในการออกเสียงลงคะแนนใหม่ 22 ก.พ. ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว ได้แก่
- ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม
- ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain
- ชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ “ครูชัย” เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In Black
- สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.
- พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน
- ทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพ spacebar
โดยให้ดำเนินคดีในความผิดตามกฎหมายได้แก่
- พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 มาตรา 66 วรรคสอง ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ของ กกต. โดยใช้กําลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะประทุษร้าย หรือเพื่อให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่ง 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือการปกครองประเทศโดยใช้กำลังความรุนแรง หรือกระทำการใด ๆ ในการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือให้เกิดการแตกแยกในหมู่ประชาชน หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 ความผิดฐานเป็น “อั้งยี่” บัญญัติว่า ผู้ใดเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายทำผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322 ผู้ใดเปิดผนึก หรือ เอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใด ๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารเช่นว่า นั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ว่าด้วยการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ บิดเบือน หรือความมั่นคงสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ส่งผลเสียหายต่อประชาชน ความมั่นคง มีโทษหนักสูงสุดจำคุก 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
หากมองว่านี่เป็นการโต้กลับของ กกต. คงไม่ผิดนัก หลังจากที่ กกต. ถูกตั้งคำถามจากประชาชนหลายกลุ่ม นำมาซึ่งการรวมกลุ่มชุมนุมทำกิจกรรมหลายครั้ง รวมทั้งแคมเปญล่า 50,000 รายชื่อ ถอดถอน กกต. เนื่องจากการจัดการและนับคะแนนเลือกตั้ง-ประชามติ ที่เต็มไปด้วยปัญหาและข้อกังขาของสาธารณชน
อีกครั้งที่ภาครัฐฟ้องปิดปากประชาชน
การแจ้งความดำเนินคดีของ กกต. กับประชาชน นักการเมือง และช่างภาพสื่อมวลชน รวมทั้งหมด 9 คน ถูกมองว่าเป็นการกีดกันการมีส่วนร่วม กีดกันเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นเครื่องมือขัดขวางการตรวจสอบหรือปกป้องสาธารณประโยชน์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็น “การฟ้องปิดปาก”
“การฟ้องปิดปาก” หรือ “การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ” (Strategic Lawsuits Against Public Participation – SLAPP) นั่นก็คือ การฟ้องคดีที่มุ่งขัดขวางการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องสาธารณะหรือภาครัฐ เพื่อสร้างภาระให้กับบุคคลที่ออกมาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ เช่น การแสดงความคิดเห็นต่อโครงการพัฒนาของรัฐ และการทำงานของภาครัฐ
การฟ้องปิดปากจึงเป็นการฟ้องคดีไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้รับความยุติธรรมตามกฎหมาย หรือผลแพ้ชนะคดีในชั้นศาล แต่เป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดบรรยากาศความหวาดกลัว เป็นการใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือในการทำให้การใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนเกิดความยากลำบาก ผู้ถูกฟ้องต้องเสียค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย เสียค่าใช้จ่ายแฝงจากการถูกดำเนินคดี เสียเวลา เสียสุขภาพจิต ทำให้คนธรรมดาล้มเลิกการใช้สิทธิ์ และบั่นทอนแรงจูงใจที่จะรักษาสิทธิ์เพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะ
การฟ้องปิดปากจึงเป็นอีกการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานและเสรีภาพในการแสดงออก แทนที่จะแสวงหาความยุติธรรมจริง ๆ และให้ภาคธุรกิจ ภาครัฐร่วมกันหาความจริงและแก้ปัญหาจากต้นเหตุ ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลขององค์กร Protection International (PI) คดี SLAPP หลังการรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 57 จนถึงเดือน ก.พ. 68 พบคดีฟ้องปิดปาก 595 คดี เป็นตัวเลขที่มากที่สุดในอาเซียน
และจากรายงานข้อเสนอแนะต่อการคุ้มครองผู้ใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อการมีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะจากการถูกฟ้องคดีโดย สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน พบว่า ข้อมูลสถิติคดีการฟ้องปิดปากในประเทศไทยระหว่าง พ.ศ. 2540-2562 มีจำนวนทั้งหมด 212 คดี แบ่งออกเป็น และคดีที่มีมากที่สุดคือคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและความชอบธรรมของรัฐบาล ซึ่งมีมากถึง 39.13%
ในกรณี กกต. ฟ้องร้องเอาผิดประชาชนและสื่อมวลชน โคทม อารียา อดีต กกต. ชุดแรกของไทย กล่าวกับ Thai PBS ว่า เป็นการฟ้องร้องเอาผิดเพื่อให้เกิดความหวาดกลัว แต่ในเมื่อประชาชนทำหน้าที่ของตนเอง ต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเอง ต่อสู้ในทางที่ถูกต้อง ไม่ได้ใช้ความรุนแรง ก็ไม่ต้องกลัวอะไร กลับกัน กลายเป็นรัฐที่กำลังใช้ความรุนแรง ซึ่งเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ใช้นิติศาสตร์เชิงอำนาจ ใช้กฎหมายตอบโต้
โคทม มองว่าหาก กกต. จัดการการเลือกตั้งและนับคะแนนอย่างถูกต้องโปร่งใสบริสุทธิ์ยุติธรรม ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวที่จะเปิดเผยข้อมูล พร้อมเรียกร้อง กกต. ให้ชี้แจงด้วยเหตุผล สร้างความกระจ่างให้กับข้อเรียกร้อง การชี้แจงข้อมูลคือสิ่งสำคัญสำหรับประชาชน และเปิดพื้นที่เพื่อการสื่อสารทำความเข้าใจ และหาทางออกร่วมกันว่าจะป้องกันปัญหาอย่างไร
ความคืบหน้าล่าสุดของกฎหมายป้องกันฟ้องปิดปาก
อย่างไรก็ตาม กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้ร่าง พ.ร.บ. ป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน พ.ศ. …. (ร่างกฎหมายป้องกันฟ้องปิดปากฯ) เพื่อให้การฟ้องร้องปิดปากประชาชนทำได้ยากมากขึ้นและยุติได้เร็วขึ้น ในกรณีที่ผู้ถูกฟ้อง ใช้เสรีภาพในการแสดงออก ใช้สิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อรัฐ ใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ และออกมาพูดในเรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะ
หากร่างกฎหมายนี้ผ่าน กฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องจะต้องได้รับการแก้ไข ซึ่งมีทั้งหมด 4 ฉบับด้วยกัน คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
โดยจะเพิ่มคำว่า “เรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ” ในการพิจารณาคดี หากสิ่งที่พูดหรือเผยแพร่ไม่เป็นความจริง แต่เป็นประโยชน์สาธารณะ ให้ถือว่าไม่เท่ากับหมิ่นประมาทและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยความเสียหาย และในกระบวนการพิจารณาคดี ไม่ว่าในชั้นสอบสวน ชั้นอัยการ ชั้นศาล หากพิจารณาแล้วพบว่าเป็นการฟ้องปิดปาก สามารถยุติคดีได้ทันที
ความคืบหน้าล่าสุดของร่างกฎหมายนี้ ยังคงอยู่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะ โดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งมีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงบทนิยามให้ชัดเจนและครอบคลุมมากขึ้น เช่น การกำหนดนิยาม “นักปกป้องสิทธิมนุษยชน”
และขยายความคำว่า “ประโยชน์สาธารณะ” ให้ครอบคลุมถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การตรวจสอบการทุจริตและการประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ตลอดจนเสนอให้ปรับใช้ถ้อยคำว่า “ขัดขวางหรือยับยั้ง” แทนคำว่า “ระงับ” เพื่อให้สะท้อนเจตนารมณ์ของการฟ้องกลั่นแกล้งได้ตรงจุดยิ่งขึ้น
รวมทั้งมีข้อเสนอแนะให้กฎหมายครอบคลุมไปถึงการใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคง อาทิ กฎอัยการศึก และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ความผิดฐานยุยงปลุกปั่น ซึ่งกระบวนการรับฟังความคิดเห็นนี้จัดขึ้นวันที่ 11 ก.พ. 69 ตรงกับวันที่ กกต. เริ่มแจ้งความให้ดำเนินคดีกับประชาชน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ยื่น 3 ศาลฟ้องกกต. ปม “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” บัตรเลือกตั้ง 69
ทำความรู้จักโครงสร้างการทำงาน กกต.
5 ประเด็นปัญหาเลือกตั้ง69 วิกฤตความเชื่อมั่น กกต.




