จากกรณีบัตรเลือกตั้งปี 2569 ที่มีการพิมพ์บาร์โค้ด (Bar Code) และคิวอาร์โค้ด (QR Code) บนบัตรเลือก สส. แบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ ยกเว้นบัตรคำถามประชามติ จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงว่าเป็นการลงคะแนนเสียง “โดยตรงและลับ”ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงว่าบัตรเลือกตั้งจัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการตรวจสอบการเลือกตั้งให้โปร่งใสและยุติธรรม แต่มีการตรวจสอบว่ามีการใช้รหัสกำกับเอาไว้ด้วย และหลังมีผู้ทดลองสแกนบาร์โค้ด ก็จะปรากฏชุดรหัส ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ถึงผู้ลงคะแนนเสียง
จากกระเด็นดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลว่าอาจสามารถตรวจสอบย้อนกลับหรือเชื่อมโยงกับข้อมูลผู้มีสิทธิลงคะแนน ซึ่งอาจกระทบต่อหลักการลงคะแนน “โดยลับ” ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน
ประเด็น “บัตรลงคะแนน” เคยมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 ที่วินิจฉัยว่าเพียงแค่อยู่ในวิสัยที่สามารถล่วงรู้ได้ถึงการลงคะแนนเสียงได้นั้น ก็ย่อมทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับและขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแล้ว ย่อมส่งผลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ โดยไม่จำเป็นต้องมีการกระทำจริงหริอไม่ เพียงแต่มีช่องทางสามารถเข้าถึงได้ ก็ถือว่าไม่เป็นความลับ
กกต.ชี้แจงว่าอย่างไร
ภายหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์ต่อกรณีการพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เร่งจัดแถลงข่าวชี้แจงต่อสาธารณชนในทันที โดยมีการชี้แจงรวม 2 รอบ
เมื่อ 12 ก.พ. 69 กกต.ชี้แจงประเด็นข้อกังวลเรื่องบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เป็นมาตรการด้านความปลอดภัย เพื่อป้องกันการปลอมแปลงและให้รู้ว่าเป็นบัตรรอบไหน พิมพ์เมื่อไร แจกจ่ายไปที่เขตไหน และของหน่วยไหน ถือเป็นมาตรการควบคุม จึงไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าเป็นข้อมูลของหน่วยไหนหรือบ่งบอกได้ว่าใครเลือกพรรคไหน แต่ไม่ได้ชี้แจงว่า “บาร์โค้ด” สามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ลงคะแนนได้
เมื่อ 13 ก.พ. 69 กกต.ชี้แจงเกี่ยวกับ “บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด”ว่ากกต.มีขั้นตอนความรักษาความรับ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายเพื่อป้องกันการปลอมแปลงและใช้ควบคุมบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพ บริสุทธิ์และเที่ยงธรรม อีกทั้งป้องกันบัตรเขย่ง
แต่รอบนี้ กกต. ยอมรับว่าบาร์โค้ดสามารถโยงถึงกับต้นขั้วได้ แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร เพราะต้นขั้วและหีบบัตร ถูกแยกเก็บ อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ไม่มีใครมีอำนาจเปิดได้ แม้แต่ กกต. ดังนั้นกระบวนการเหล่านี้เป็นตัวบอกว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญ
ชำแหละหลักการลงคะแนน “โดยตรงและลับ”
สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ระบุว่า บัตรเลือกตั้งมีมาตรฐาน (Spec) ในการพิมพ์สูงมาก เช่น ต้องมีการออกแบบลวดลาย มีลายน้ำพิเศษที่ต้องใช้แสงอัลตราไวโอเลต (Ultra Violet) ส่องจึงจะเห็น และมีตัวหนังสือขนาดจิ๋ว (Micro Text) ซ่อนอยู่ที่ต้องใช้แว่นขยายส่องจึงเห็น ทั้งหมดนี้ คือ รหัสลับที่สร้างเพื่อความปลอดภัยจากการปลอมแปลงบัตร
โดยสอดคล้องระเบียบการเลือกตั้ง สส. ข้อ 129 ที่ระบุว่า “คณะกรรมการอาจกำหนดให้มีรหัส หรือ เครื่องหมาย หรือ ข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษในบัตรเลือกตั้งโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง” เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร แต่ไม่ใช่เพื่อตรวจสอบย้อนหลัง (tracking) ว่าบัตรใบนี้มาจากเล่มไหน เลขที่เท่าไร เป็นคนเลือกตั้งลำดับที่เท่าไร ตรงกับลายเซ็นในต้นขั้วบัตร ที่ย้อนไปเทียบกับลายเซ็นในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่มีการบันทึกลำดับที่ ซึ่งตรงกับลำดับที่บันทึกในบัตร ถ้าบัตรกาแต่ละใบมีรหัสตรวจสอบย้อนหลังไปถึงเล่มที่ เลขที่ได้ ก็รู้ว่าใครเลือกใครทันที
นอกจากนี้มาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญ ระบุให้การเลือกตั้ง สส. ให้ใช้วิธีการออกเสียงโดยตรงและ “ลับ” งานจะงอกหรือไม่ หรือจะเป็นอีกเรื่องที่ได้ย้ายที่นอน
มานิตย์ จุมปา อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่าคำว่า “ลับ” ในทางรัฐธรรมนูญนั้น หมายถึงต้องเป็นความลับตลอดไปหรือความลับนิรันดร์ แม้ในทางปฏิบัติจะมีการแยกเก็บบัตรลงคะแนนไว้ 3 แห่ง เพื่อป้องกันการตรวจสอบย้อนกลับ แต่หากตัวระบบสามารถทำให้เกิดการแทรกกิ้ง หรือติดตามได้ว่าบัตรใบนั้นเป็นของใครและลงคะแนนให้ใคร ย่อมเป็นการฝ่าฝืนหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญที่กระทบต่อเสรีภาพในการออกเสียงและความเป็นความลับของการเลือกตั้ง
ธงทอง จันทรางศุ กรรมการกฤษฎีกา อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุผ่านเฟซบุ๊ก ว่า เมื่อตอนเป็นนิสิตปีหนึ่งของคณะนิติศาสตร์จุฬาฯ ในปี 2516 ได้เรียนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ และวิชากฎหมายเลือกตั้ง กับ ศ. สมภพ โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในเวลานั้น ทำให้ตนมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้พอสมควร เช่น การใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้ออกเสียงลงคะแนนต้องเป็นไปโดย “ลับ” อันมีความหมายว่าผู้จัดการเลือกตั้งต้องวางระบบด้วยความรอบคอบ รัดกุม ไม่ให้มีใครรู้ได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนแต่ละคนได้ใช้สิทธิของตนอย่างไร แม้กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ในกระบวนการเลือกตั้งเองก็รู้ไม่ได้ ระบบต้องปิดสนิท ไม่เฉพาะแต่ในวันออกเสียงลงคะแนนเท่านั้น แม้แต่จะเป็นวันไหนในอนาคตก็ตามจะต้องไม่มีใครรู้ หรือสืบค้นได้เลยว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนอย่างไร
เชาว์ มีขวด ทนายความ และอดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุผ่านเฟซบุ๊กว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 85 บัญญัติชัดว่า การเลือกตั้งต้องเป็น “การออกเสียงโดยตรงและลับ” คำว่า “ลับ” ตามเจตนารมณ์ ไม่ได้หมายถึง “เปิดได้ แต่เปิดยาก” หรือ “เปิดได้ แต่เปิดเฉพาะบางคน” แต่หมายถึงต้องไม่มีใครสามารถเชื่อมโยงได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร ความลับของบัตรเลือกตั้งจึงต้องเป็น “ความลับโดยโครงสร้าง” ไม่ใช่ “ความลับที่ต้องอาศัยความเชื่อใจ” ต่อให้ต้องผ่านหลายขั้นตอน ต่อให้ต้องมีมติ กกต. ต่อให้บุคคลทั่วไปเข้าไม่ถึง ตราบใดที่ระบบถูกออกแบบให้ “สามารถเชื่อมโยงกลับไปยังตัวบุคคลได้” หลักการความลับของการลงคะแนนก็ถูกสั่นคลอนตั้งแต่ต้นทางแล้ว
ตามระเบียบ ข้อ 129 เป็นกฎหมายลำดับรอง ไม่อาจขยายอำนาจไปกระทบสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดได้ การป้องกันบัตรปลอมเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่อาจแลกกับหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้ง มีวิธีป้องกันบัตรปลอมอีกมากที่ไม่ต้องทำให้ “ความลับ” ในการลงคะแนนตกไปอยู่ในมือของ กกต. เพราะหากบัตรเลือกตั้งสามารถย้อนกลับไปหาตัวผู้ลงคะแนนได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การเลือกตั้งนั้นก็ย่อมขัดกับหลัก “ออกเสียงโดยตรงและลับ” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 85 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และด้วยเหตุนี้บัตรเลือกตั้งติดรหัสอาจทำให้การเลือกตั้งติดล็อกและเรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ
นรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 ได้วางบรรทัดฐานที่น่าสนใจไว้ดังนี้
1. การลงคะแนนโดยลับ คือ ต้องลับสำหรับทุกคน (ไม่เว้นแม้แต่กรรมการ) การลงคะแนนที่เป็นความลับ จะอ้างว่า “คนอื่นไม่เห็น เห็นแค่กรรมการเลือกตั้ง” แบบนี้ไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะตามหลักสากลแล้ว คำว่าลับหมายถึงต้องไม่มีใครทราบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ใคร หากกรรมการสามารถมองเห็นหรือตรวจสอบได้ ก็ถือว่าขัดต่อหลักการลงคะแนนลับทันที
2. ศาลวินิจฉัยว่าการจะดูว่าลับหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามีคนเห็นจริงหรือไม่ หากลักษณะบัตรเลือกตั้งอยู่ใน “วิสัย” ที่ผู้อื่นอาจจะมองเห็นการลงคะแนนได้ ก็ไม่ถือเป็นการลงคะแนนเสียงโดยลับ
ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวต่อว่า หลักการที่กำหนดให้การลงคะแนนเป็นความลับ เพื่อให้เจตจำนงของประชาชนเป็นอิสระจากการกดดันหรือเกรงใจต่อบุคคลใดนั่นเอง
ในเมื่อหลักการเลือกตั้ง สส. ที่กำหนดให้ใช้วิธี “ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ” ถูกบัญญัติไว้ใน “รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน” แต่เหตุใดการตีความระหว่าง กกต. กับนักวิชาการและนักกฎหมาย ถึงแตกต่างกันออกไปคนละทาง?
การวินิจฉัยการเลือกตั้งครั้งนี้ “โดยตรงและลับ” หรือไม่? ต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการยื่นคำร้อง และการวินัยฉัยของรัฐธรรมนูญจะมีความสำคัญ เพราะจะผูกพันไปทุกองค์กร
เนื้อหาอื่นเพิ่มเติม:



