ที่ผ่านมาประเด็นเรื่อง “สิทธิบัตรทอง” มักถูกตั้งคำถามและถกเถียงในสังคมมาโดยตลอด ทั้งในมิติความยั่งยืนว่ากองทุนจะล้มหรือไม่ จนนำไปสู่ข้อเสนอให้มีการปฏิรูปและแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
หลักการสำคัญของสิทธิบัตรทอง หรือ สิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค คือ การสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้คนไทยทุกคนที่มีสัญชาติไทย มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และไม่มีสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลอื่นจากรัฐ (เช่น สิทธิข้าราชการ หรือสิทธิประกันสังคม) สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการแพทย์ได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่ให้ความเจ็บป่วยกลายเป็นภาระทางการเงินหรือทำให้บุคคลล้มละลาย
แต่คำถามคือ จะสร้างความมั่นคงของระบบให้ยั่งยืนและจะสร้างความสมดุลระหว่าง 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ สปสช. (ผู้จัดซื้อบริการ), โรงพยาบาลหรือคลินิก (ผู้ให้บริการ) และประชาชน (ผู้รับบริการ)อย่างไร
“Policy Watch Thai PBS “ส่องสถานะงบประมาณบัตรทองย้อนหลังไป จากจุดเริ่มต้นกองทุนในปี 2545 ด้วยงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวเพียง 1,202 บาท/คน/ปี คิดเป็นงบภาพรวมราว 56,000 ล้านบาท ผ่านมาจนถึงปี 2569 งบเหมาจ่ายรายหัวพุ่งสูงขึ้นถึง 4,173.04 บาท/คน/ปี ขณะที่งบกองทุนรวมทะยานสู่ 265,295 ล้านบาท

สิทธิประโยชน์ที่มาพร้อมการเมือง?
การเติบโตของงบประมาณกว่า 4.7 เท่าตลอด 24 ปี แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่ารัฐบาลชุดใดจะเข้ามาบริหารประเทศ งบบัตรทองยังคงได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้นเสมอ ขณะที่สิทธิประโยชน์ ก็เพิ่มขึ้นตามทิศทางทางการเมือง ผ่านนโยบายของรัฐบาลแต่ละยุค
- พ.ศ. 2544–2549 (ยุคทักษิณ ชินวัตร) จุดเริ่มต้นนโยบายประวัติศาสตร์ “30 บาทรักษาทุกโรค” วางรากฐานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
- พ.ศ. 2551–2554 (ยุคอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ประกาศยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียม 30 บาท ปรับเป็น “รักษาฟรี” เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
- พ.ศ. 2554–2557 (ยุคยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ริเริ่มนโยบาย UCEP (Universal Coverage for Emergency Patients) เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิรับการรักษาฟรีในโรงพยาบาลทุกแห่งใน 72 ชั่วโมงแรก
- พ.ศ. 2557–2566 (ยุค คสช. / พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ขยายสิทธิครอบคลุมโรคร้ายแรง เช่น นโยบาย Cancer Anywhere โรคมะเร็งไปรับบริการที่ไหนก็ได้ที่พร้อม
- พ.ศ. 2562–2566 (ยุคประยุทธ์ / อนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สธ.) ปลดล็อกข้อยกเว้นสำคัญด้วยนโยบาย “ฟอกไตฟรี” ครอบคลุมการล้างไตผ่านทางหน้าท้องและการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
- พ.ศ. 2566–2568 (ยุคเศรษฐา ทวีสิน – แพทองธาร ชินวัตร) ต่อยอดสู่ “30 บาทรักษาทุกที่” เชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบดิจิทัล ดึงหน่วยนวัตกรรม (ร้านยา คลินิกการพยาบาล คลินิกกายภาพบำบัด ฯลฯ) ร่วมให้บริการ
- พ.ศ. 2568–ปัจจุบัน (ยุคอนุทิน ชาญวีรกูล) เพิ่มสิทธิเฉพาะกลุ่มและเชิงป้องกัน เช่น ฮอร์โมนข้ามเพศ (นโยบายต่อเนื่องจากยุคแพทองธาร และวัคซีนเด็ก PCV (ผลักดันสำเร็จยุค พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สธ.)

สังคมสูงวัย -โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โจทย์ใหญ่งบบัตรทอง
ขณะที่โครงสร้างประชากรที่เข้าสูงสังคมสูงวัย ที่มาพร้อมกับการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ก็กำลังกลายเป็นความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของความยั่งยืนทางการเงินในระบบบัตรทอง โดยในปี 2569 ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปในระบบบัตรทอง มีสัดส่วนทะลุ 21.2% ของประชากรผู้ใช้สิทธิทั้งหมด (คิดเป็นมากกว่า 1 ใน 5 คน) ซึ่งกลุ่มผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และมีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่าประชากรวัยทำงานหลายเท่า
เมื่อวิเคราะห์งบประมาณย้อนหลัง 5 ปี (2565–2569) พบว่า งบกองทุนบัตรทองภาพรวม เติบโตขึ้น +25.7% ขณะที่ค่าใช้จ่ายในกลุ่มโรคเรื้อรัง/ซับซ้อน (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดัน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง กลับเติบโตสูงถึง +47.2% คิดเป็นเงินกว่า 1.06 แสนล้านบาทในปี 2569
อัตราการเติบโตของค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคเรื้อรัง เพิ่มรวดเร็วกว่างบประมาณรวมถึง 2 เท่า สัดส่วนค่ายาและเทคโนโลยีการรักษา NCDs จึงขยับขึ้นมากินงบประมาณของกองทุนบัตรทองไปมากถึง 42.5% เลยทีเดียว

คำถามที่ว่า “งบบัตรทอง มั่นคงแค่ไหน?” อาจไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลขงบประมาณที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี แต่เป็นโจทย์ทางโครงสร้างว่า ระบบจะสามารถบริหารจัดการความตึงเครียดทางการเงินระหว่าง สปสช. กับ โรงพยาบาลผู้ให้บริการเพื่อให้ประชาชนยังคงได้รับการรักษาที่มีคุณภาพได้อย่างไร
แม้งบบัตรทองจะเติบโตขึ้น แต่หากต้นทุนสุขภาพและความต้องการใช้บริการเติบโตเร็วกว่างบประมาณ ระบบจะยังรักษาสมดุลระหว่าง “สิทธิที่ประชาชนได้รับ” กับ “ความสามารถในการจ่ายของกองทุน” และ “ความอยู่รอดของหน่วยบริการ” ได้อย่างไร
พูดง่าย ๆ คือ งบเพิ่มขึ้น ไม่ได้แปลว่าระบบมั่นคงขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะสิ่งที่ต้องดูควบคู่กันคือ “งบโตเร็วแค่ไหน” เมื่อเทียบกับ “ภาระสุขภาพและต้นทุนการรักษาโตเร็วแค่ไหน” นี่จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของบัตรทองในวันที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ
ในบทความตอนถัดไป จะพาไปเจาะลึกมิติ “ต้นทุนและค่ารักษาที่เพิ่มขึ้น” ว่าเหตุใดงบบัตรทองที่เติบโตขึ้นทุกปี จึงยังโตไม่ทันกับอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์และเทคโนโลยีการรักษาใหม่ๆ
บทความที่เกี่ยวข้อง;




