งบประมาณล้างไตของประเทศในปี 2567 อยู่ที่กว่า 30,000 ล้านบาท และคาดว่าจะทะลุ 40,000 ล้านบาทภายในไม่กี่ปี หากไม่มีทางเลือกอื่น ซึ่งนับว่าเป็นภาระหนักต่อระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ตั้งเป้าควบคุมสัดส่วนงบค่าบริการโรคไตไม่เกิน 12% ของงบบัตรทองทั้งหมด
ขณะที่ “นโยบายปลูกถ่ายไต” หรือผ่าตัดเปลี่ยนไตใหม่ ของกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องการเพิ่มจำนวนการปลูกถ่ายไตเป็น 3,000-5,000 คน ภายใน 3-5 ปี ถูกคาดหวังว่าจะเป็นทางออกที่ช่วยเพิ่มทั้งคุณภาพชีวิตผู้ป่วยไตวาย และคุมงบประมาณไปพร้อมๆกัน
“ปลูกถ่ายไต” ทางออกที่ดีที่สุดแต่ยังไกลเกินเอื้อม ?
เช้าวันอาทิตย์ที่ 4 ม.ค. 2569 ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ชายวัย 45 ปีคนหนึ่งเพิ่งสิ้นใจลง แต่ด้วยน้ำใจอันประเสริฐของเขา ไต 2 ข้าง ดวงตา 2 ดวง และอวัยวะอื่นๆ ของชายคนนี้จะถูกส่งต่อไปยังศูนย์รับบริจาคสภากาชาดไทย เพื่อมอบโอกาสในการมีชีวิตต่อให้แก่ผู้ป่วยที่กำลังรอคอย
นี่เป็นเพียงหนึ่งในจำนวนเพียงไม่กี่ร้อยคน ต่อปีที่ผู้บริจาคสมองตายช่วยชีวิตผู้ป่วยในประเทศไทย ท่ามกลางวิกฤตไตวายเรื้อรังที่กำลังกลายเป็นภาระหนักของระบบสาธารณสุขไทย และนโยบายปลูกถ่ายไต ของกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องการเพิ่มจำนวนการปลูกถ่ายไต หรือผ่าตัดเปลี่ยนไตเป็น 3,000-5,000 รายภายใน 3-5 ปี
จากมุมมองทางการแพทย์ การปลูกถ่ายไตถือเป็น “gold standard” ของการรักษาไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย เพราะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าทั้งในแง่อัตรารอดชีวิตและคุณภาพชีวิต
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “การผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะเป็นวิธีการรักษาที่ช่วยต่อชีวิตใหม่ให้แก่ผู้ป่วยที่รอคอยอวัยวะ สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย การปลูกถ่ายไตจะช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตได้สูงกว่าเมื่อเทียบกับการฟอกเลือดหรือล้างไตทางช่องท้อง”
ข้อได้เปรียบของการปลูกถ่ายไตมีมากมาย อัตรารอดชีวิต 5 ปีสูงกว่า 90% เมื่อเทียบกับการฟอกเลือดที่อยู่ที่ประมาณ 40-50% ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ กลับมาทำงานสร้างประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคมได้
ที่สำคัญคือประหยัดงบประมาณในระยะยาว ค่าใช้จ่ายการผ่าตัดและดูแลหลังปลูกถ่ายในปีแรกอยู่ที่ประมาณ 500,000-700,000 บาท แต่ปีต่อๆ ไปลดลงเหลือเพียง 100,000-150,000 บาท เท่านั้น เมื่อเทียบกับ HD ที่มีค่าใช้จ่ายประมาณ 400,000-500,000 บาทต่อปี หรือ PD ที่อยู่ที่ประมาณ 250,000-300,000 บาทต่อปี
แต่ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือการขาดแคลนไตสำหรับปลูกถ่าย วงการแพทย์ยอมรับว่า แม้ในระยะยาวการปลูกถ่ายไตจะเป็นแนวทางที่คุ้มค่าที่สุด แต่ยังติดปัญหาคอขวดในระบบโรงพยาบาลรัฐที่มีบุคลากรที่จะผ่าตัดเปลี่ยนไตอยู่จำกัด และมีภาระงานอื่นต้องทำอีกมาก
ช่องว่างระหว่างความต้องการและความเป็นจริง
สถิติปัจจุบันชี้ชัดว่าไทยอยู่ในสภาวะขาดแคลนอวัยวะอย่างรุนแรง ปี 2566 มีการปลูกถ่ายไตประมาณ 500-600 ราย ส่วนใหญ่เป็นการปลูกถ่ายจากผู้บริจาคที่มีชีวิต (Living Donor) ประมาณ 70-80% ขณะที่การปลูกถ่ายจากผู้บริจาคสมองตาย (Deceased Donor) มีเพียง 20-30% หรือประมาณ 100-150 รายต่อปี
ในขณะนี้มีผู้ป่วยที่รออยู่ในระบบมากกว่า 3,000-4,000 ราย โดยระยะเวลารอคอยเฉลี่ย 3-7 ปี ขึ้นอยู่กับกรุ๊ปเลือดและความเข้ากันได้ของเนื้อเยื่อ ผู้ป่วยจำนวนมากเสียชีวิตก่อนได้รับโอกาสปลูกถ่าย
แม้จะมีผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะประมาณ 4-5 ล้านคน แต่เป็นเพียงตัวเลขบนทะเบียน อัตราผู้บริจาคสมองตายที่กลายเป็นผู้บริจาคอวัยวะจริงอยู่ที่เพียง 5-8 คนต่อประชากร 1 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วที่มีอัตราสูงถึง 30-40 คนต่อประชากร 1 ล้านคน ความไม่เข้าใจและความเชื่อทางศาสนา-วัฒนธรรมยังเป็นอุปสรรคสำคัญ
ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตที่บริจาคไตไว้ถึง 400 คนต่อปี แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

วิกฤตไตวายที่กำลังทวีความรุนแรง
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านโรคไตวายเรื้อรังที่รุนแรงขึ้นทุกปี ข้อมูลจากสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยไตวายที่ต้องพึ่งการบำบัดทดแทนไตมากกว่า 100,000 รายและเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 10,000-15,000 ราย สาเหตุหลักมาจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยเฉพาะเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่ยังคงระบาดในสังคมไทย
พญ.ลลิตยา กองคำ รองเลขาธิการ สปสช. ระบุว่า “ในภาพรวม ผู้ป่วยไตสิทธิบัตรทองที่ต้องล้างไตขณะนี้มีประมาณ 90,000 ราย โดยเป็น HD (ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม) เกือบ 70,000 ราย และ PD (ล้างไตทางช่องท้อง) อีก 20,000 ราย ผู้ป่วยรายใหม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 20,000 รายต่อปี”
เมื่อปี 2568 สปสช. ได้นำนโยบาย “PD First” (ล้างไตทางช่องท้องทางเลือกแรก) กลับมาใช้อีกครั้ง หลังจากที่เคยปรับนโยบายในปี 2565 ให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมเลือกวิธีการบำบัดร่วมกับแพทย์ได้อย่างเสรี
การเปลี่ยนแปลงนโยบายในปี 2565 ส่งผลให้สัดส่วนผู้ป่วยที่ฟอกเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จากเดิมสัดส่วน PD ต่อ HD อยู่ที่ 40:60 กลายเป็นเหลือเพียง 15:85 เนื่องจากผู้ป่วยมองว่าการฟอกเลือดสะดวกกว่า มีหน่วยบริการและบุคลากรดูแล ผลที่ตามมาคือปัญหาคุณภาพบริการฟอกเลือด และงบประมาณสนับสนุนค่าล้างไตที่สูงขึ้น
ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นคือ อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่ฟอกเลือด โดยเฉพาะใน 90 วันแรก เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า เนื่องจากการคัดเลือกวิธีบำบัดอาจไม่เหมาะสม เช่น ผู้ป่วยที่มีโรคร่วมมาก ควรได้รับการดูแลแบบประคับประคองมากกว่าการฟอกเลือด
หลังจากนำนโยบาย PD First กลับมาใช้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2568 พญ.ลลิตยา กล่าวว่า “ผลที่ได้ค่อนข้างน่าพอใจ แม้จะยังอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยมีสัดส่วนของผู้ป่วยที่รับการล้างไตทางช่องท้องเพิ่มขึ้น และในบางจังหวัดมีสัดส่วนเป็น 40% ต่อ 60% จำนวนผู้ป่วยไตรายใหม่ลดลงจากเดือนละ 2,000 คน เหลือประมาณ 1,500 คน”
ภายใต้นโยบายใหม่นี้ สปสช. ได้เพิ่ม 2 กลไกสำคัญ คือ การให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและญาติอย่างต่อเนื่อง (Shared Decision Making) และการคัดกรองเพื่อขอสนุมัติการบำบัดทดแทนไต (Pre-Authorization) โดยจะคัดกรองตั้งแต่ต้นว่าผู้ป่วยถึงระยะที่ต้องได้รับการบำบัดทดแทนไตแล้วหรือไม่ และวิธีการบำบัดใดเหมาะสมที่สุด
สปสช. ยืนยันว่าผู้ป่วยไตสิทธิบัตรทองไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งผู้ป่วยรายเก่าและรายใหม่ โดยสิทธิประโยชน์คุ้มครองทั้ง 4 วิธีบำบัดทดแทนไต ได้แก่ ปลูกถ่ายไต ล้างไตทางช่องท้อง ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และการดูแลแบบประคับประคอง
ปลูกถ่ายไต 3,000-5,000 คนใน 3-5 ปี เป็นไปได้แค่ไหน
เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 กระทรวงสาธารณสุขจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนระบบบริการสุขภาพ การรับบริจาคและปลูกถ่ายอวัยวะ โดยระดมโรงพยาบาลในสังกัด 13 แห่งที่มีบริการปลูกถ่ายไต มาร่วมวางแนวทาง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายปลูกถ่ายไต 3,000-5,000 รายภายใน 3-5 ปี
นพ.สมฤกษ์ ปลัด สธ. ระบุว่า กระทรวงมีนโยบายส่งเสริมการปลูกถ่ายอวัยวะผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก
กลยุทธ์ที่ 1: จัดตั้งศูนย์รับบริจาคอวัยวะและดวงตา (Donor Hospital) ในโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปทั่วประเทศ พร้อมทั้งมีการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้นและหลากหลายช่องทาง เพื่อเพิ่มจำนวนผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ
กลยุทธ์ที่ 2: จัดตั้งทีมผ่าตัดนำอวัยวะออก (Regional Retrieval Team) อย่างน้อยเขตสุขภาพละ 2 ทีม เพื่อเพิ่มจำนวนอวัยวะที่ได้รับบริจาคจากผู้ป่วยสมองตาย
กลยุทธ์ที่ 3: จัดตั้งศูนย์ปลูกถ่ายไต (Kidney Transplantation Center) ในโรงพยาบาลศูนย์ที่มีศักยภาพ อย่างน้อยเขตสุขภาพละ 1 แห่ง และมีเป้าหมายให้บริการปลูกถ่ายไต 100 รายต่อเขตสุขภาพ
นโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาระบบและกำกับติดตามการเข้ารับบริการโรคที่มีความสำคัญ ระยะ 4 ปี (พ.ศ. 2568-2571) ที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเห็นชอบเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน
นอกจากนี้ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยังตั้งเป้าเพิ่มศักยภาพการปลูกถ่ายไตให้ได้ 3,000 คนทั่วประเทศ พร้อมกับการพัฒนาระบบบริการสุขภาพสู่ยุคดิจิทัล ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพและบริการทางไกล
แต่เป้าหมายที่วางไว้ดูท้าทาย เมื่อเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันพบว่า หากต้องการปลูกถ่ายไต 3,000 คนใน 3 ปี หมายความว่าต้องทำได้ 1,000 คนต่อปี ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากปัจจุบันทันที
อุปสรรคสำคัญอย่างแรกคือการขาดแคลนอวัยวะ นี่คือปัญหาหลักที่แม้จะมีโรงพยาบาลที่พร้อมทำการผ่าตัดเพิ่มขึ้น แต่ถ้าไม่มีไตก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ต่อมาคือระบบ Donor Hospital และ Retrieval Team ที่ยังไม่แพร่หลาย การจัดตั้งศูนย์รับบริจาค และทีมนำอวัยวะออกต้องใช้เวลาในการพัฒนาบุคลากร และระบบ
นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน แม้จะมี 13 โรงพยาบาล แต่ศักยภาพในการทำหัตถการพร้อมกันอาจไม่เพียงพอ และการปลูกถ่ายไตในปีแรกมีค่าใช้จ่ายสูง ต้องมีงบประมาณรองรับการดูแลระยะยาว
ผู้ป่วยจะเข้าถึงการปลูกถ่ายไต ได้อย่างไร
พล.อ.นพ.ถนอม สุภาพร ประธานกรรมการสนับสนุนผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ บอกว่า สปสช. อยากให้ผู้ป่วยเข้ามาสู่การพิจารณาของคณะกรรมการตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเข้าสู่การลงทะเบียนตั้งแต่ภาวะไตวายเรื้อรังอยู่ในระยะที่ 4 เพื่อจะได้มีการเตรียมการเข้าสู่การรักษาในระยะท้าย
เมื่อผู้ป่วยลงทะเบียนมาตั้งแต่ระยะ 4 คณะกรรมการจะแยกผู้ป่วยออกเป็นกลุ่มที่เหมาะสมสำหรับการบำบัดทดแทนไตแต่ละวิธี หากมีสุขภาพแข็งแรงเหมาะสมกับการปลูกถ่ายไต ก็จะตรวจสอบว่ามีญาติพี่น้องที่อยากบริจาคไตหรือไม่ ถ้ามีก็จะได้รับการผ่าตัดโดยเร็ว แต่ถ้าไม่มี ก็จะให้ลงทะเบียนแล้วรอไตบริจาคจากสภากาชาดไทย ซึ่งในระหว่างที่รอก็ต้องใช้วิธีล้างไตทางช่องท้องหรือฟอกเลือดไปก่อน
หากผู้ป่วยสามารถบำบัดด้วยการล้างทางช่องท้องและไม่มีข้อห้ามอะไร ก็จะเป็นการรักษาที่เหมาะมาก เพราะผู้ป่วยไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลบ่อยๆ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ส่วนกลุ่มที่มีปัญหาไม่สามารถล้างไตทางช่องท้องได้ ก็จะใช้วิธีการฟอกเลือด
สำหรับกลุ่มที่มีปัญหาสุขภาพมากเกินกว่าจะดูแล เช่น มีโรคเจ็บป่วยเรื้อรัง นอนติดเตียง หรือเป็นโรคที่รู้แน่ว่าจะมีชีวิตอยู่ไม่กี่เดือนหรือไม่กี่ปีข้างหน้า ก็อาจจะไม่เหมาะที่จะดูแลด้วยวิธีการบำบัดทดแทนไต จะใช้แนวทางการดูแลแบบประคับประคอง ซึ่งอาจเป็นวิธีที่เหมาะสมกว่า
โจทย์ท้าทาย นโยบายปลูกถ่ายไต
การขับเคลื่อนนโยบายปลูกถ่ายไต 3,000-5,000 รายใน 3-5 ปี ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน
1. ด่านบุคลากร แม้จะมีโรงพยาบาล 13 แห่งที่พร้อมให้บริการปลูกถ่ายไต แต่จำนวนศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ พยาบาลเฉพาะทาง และบุคลากรสนับสนุนอื่นๆ ยังมีไม่เพียงพอ การผลิตและพัฒนาบุคลากรเหล่านี้ต้องใช้เวลาหลายปี
2. ด้านงบประมาณ แม้จะประหยัดในระยะยาว แต่การเพิ่มจำนวนการปลูกถ่ายไตจาก 500-600 คนเป็น 1,000 คนต่อปี ต้องการงบประมาณเริ่มต้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งค่าผ่าตัด ค่ายากดภูมิคุ้มกัน และค่าติดตามดูแลหลังการผ่าตัด
3.ด้านการประสานงาน การเชื่อมโยงระหว่างศูนย์รับบริจาค ทีมนำอวัยวะออก และศูนย์ปลูกถ่าย ต้องมีระบบที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะอวัยวะมีอายุการเก็บรักษาจำกัด การประสานงานที่ล่าช้าอาจทำให้อวัยวะเสียหายและไม่สามารถนำมาใช้ได้
4. ด้านความเป็นธรรม ระบบการจัดสรรอวัยวะต้องโปร่งใส เป็นธรรม และอิงตามหลักการทางการแพทย์ ไม่ใช่สถานะทางสังคมหรือความสามารถในการจ่ายเงิน การสร้างความเชื่อมั่นในระบบนี้เป็นสิ่งสำคัญต่อการยอมรับของสังคม
ผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขโดยรวม
แต่คงต้องยอมรับว่าการเพิ่มจำนวนการปลูกถ่ายไต จะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อระบบสาธารณสุขในหลายมิติ นอกจากจะช่วยประหยัดงบประมาณในระยะยาวแล้ว ยังช่วยลดภาระของศูนย์ฟอกเลือดที่ปัจจุบันมักจะแออัดและมีผู้ป่วยรอคอยเป็นจำนวนมาก
ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ปกติ กลับไปทำงานและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสังคม แทนที่จะต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการฟอกเลือด การคำนวณมูลค่าทางเศรษฐกิจของการให้ผู้ป่วยกลับไปทำงานได้นี้ มีนัยสำคัญมากกว่าแค่การประหยัดค่ารักษาพยาบาล
นอกจากนี้ การพัฒนาระบบการปลูกถ่ายอวัยวะยังช่วยยกระดับมาตรฐานการแพทย์ของประเทศโดยรวม ทำให้มีการพัฒนาความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ศัลยศาสตร์ อายุรศาสตร์ พยาธิวิทยา และภูมิคุ้มกันวิทยา
นโยบายส่งเสริมการปลูกถ่ายไตของกระทรวงสาธารณสุขเป็นทิศทางที่ถูกต้องและจำเป็น ทั้งในแง่การประหยัดงบประมาณระยะยาวและการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย
แต่ความสำเร็จของนโยบายนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระบบสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนผู้บริจาคอวัยวะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายปลูกถ่ายไต 3,000-5,000 คนใน 3-5 ปีเป็นจริงได้ การสร้างความตระหนักรู้ในสังคม การทำลายความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะ และการสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์
ขณะที่การแก้ปัญหา “ไตวาย” ของไทยต้องเริ่มตั้งแต่การป้องกัน ผ่านการควบคุมโรค NCDs ที่เป็นต้นตอของปัญหา การพัฒนาคลินิกชะลอไตเสื่อม การส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้รับการบำบัดทดแทนไตที่เหมาะสมตามสภาวะของแต่ละคน และการเพิ่มโอกาสในการปลูกถ่ายไตให้กับผู้ที่เหมาะสม
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- นโยบายสาธารณสุข: พรรคไหนทำได้ หรือ แค่ขายฝัน?
- 10 สิทธิประโยชน์ใหม่ ”บัตรทอง” ปี 69 รอรัฐบาลใหม่อนุมัติ
- ฟื้นชีพ”หมอพร้อม” จากแอปฉีดวัคซีน สู่ ”Super App“ สุขภาพแห่งชาติ




