“ตายดี”ยังไม่ถูกพูดถึงในนโนบายหาเสียงเลือกตั้งปี 69 และดูเหมือนว่า รัฐบาลใหม่ ที่นำโดย พรรคภูมิใจไทย จะไม่ได้กล่าวถึงสิทธิในเรื่องนี้แบบชัดเจนมากนัก
ที่ผ่านมาการผลักดันสิทธิ “การตายดี” เริ่มขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2547 ก่อนจะถูกยกระดับต่อเนื่องมาเป็นนโยบายรัฐบาลทีนำโดยพรรคเพื่อไทย ภายใต้ชื่อ“ชีวาภิบาล”ของพรรคเพื่อไทย
การขับเคลื่อนสถาน“ชีวาภิบาล” เป็นนโยบายควิกวินเห็นผล 100 วัน ที่รัฐบาล“เศรษฐา ทวีสิน” ขับเคลื่อนให้ทุกจังหวัดมี “สถานชีวาภิบาล” อย่างน้อย 1 แห่ง รวมถึงมีการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบาย “การสร้างเสริมสุขภาวะระยะสุดท้ายของชีวิตรองรับสังคมสูงวัย” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะสุดท้ายโดยใช้พื้นฐานจากการดูแลประคับประคอง (Palliative Care) ที่จะช่วยดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
นโยบายสิทธิการตายดี ถูกผลักดันต่อเนื่องมาถึงรัฐบาล “แพทองธาร ชินวัตร” เพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพสาขาชีวาภิบาล ให้ครอบคลุมการดูแลผู้ป่วย ทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วยระยะยาว ผู้ป่วยระยะท้าย ไปจนถึงการเสียชีวิต
สถานชีวาภิบาลครบ 77 จังหวัด
ความคืบหน้าของนโยบาย “สถานชีวาภิบาล” (Cheewabhiban) ของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อดูแลผู้ป่วยระยะท้ายและผู้มีภาวะพึ่งพิงให้ได้รับการดูแลที่มีคุณภาพในชุมชน มีรายละเอียดความคืบหน้าที่น่าสนใจในปี 2568 – 2569 ดังนี้
ปัจจุบันนโยบายนี้บรรลุเป้าหมายพื้นฐาน “มีสถานชีวาภิบาลอย่างน้อย 1 แห่งในทุกจังหวัด” ครบทั้ง 77 จังหวัดแล้ว (ข้อมูลล่าสุด ณ ต้นปี 2568) โดยไม่ได้มีเพียงแค่ในโรงพยาบาล แต่ยังขยายตัวไปยัง “สถานชีวาภิบาลชุมชน” และ “กุฏิชีวาภิบาล” (สำหรับพระสงฆ์) อีกด้วย
จำนวนสถานชีวาภิบาลที่ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการเฉพาะด้านตามมาตรา 3 กับ สปสช. เพิ่มขึ้นในปีงบประมาณ 2569 กระทรวงสาธารณสุข ตั้งเป้าขยายจำนวนให้ครอบคลุมถึงระดับ อำเภอ และเพิ่มศักยภาพการดูแลให้ไร้รอยต่อระหว่างโรงพยาบาลและบ้าน
ส่วนงบประมาณได้รับ การสนับสนุนจาก สปสช. โดยสถานชีวาภิบาลที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง จะได้รับงบประมาณสนับสนุนเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวผู้ป่วยโดย สปสช. จ่ายค่าชดเชยการบริการสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงประมาณ 10,442 บาท ต่อคน/ปี ครอบคลุมสิทธิประโยชน์ผู้ป่วย 3 กลุ่มหลัก คือ ผู้ป่วยติดเตียง, ผู้ป่วยระยะท้าย (Palliative Care), และผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง
นโยบาย“ตายดี”หลังเลือกตั้ง 69
ในการเลือกตั้ง 69 ต้องยอมรับว่า การผลักดันสิทธิการตายดี ยังไม่เป็นหัวข้อหลักที่พรรคการเมืองใหญ่ประกาศเป็นนโยบายหาเสียงโดยตรงในช่วงเลือกตั้ง69 โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่ได้คะแนนอันดับหนึ่ง และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ไม่มีระบุถึงคำว่าตายดี แต่มีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร หรือ สูงวัยพลัส
ภูมิใจไทย “สูงวัยพลัส” ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร
พรรคภูมิใจไทย มี นโยบายด้านการดูแลผู้สูงอายุและสุขภาพสังคมสูงวัย ที่ค่อนข้างชัด และถือว่าเกี่ยวข้องกับพื้นฐานของการมีคุณภาพชีวิตในช่วงปลายชีวิต ถึงแม้จะไม่ได้ระบุคำว่า “การตายดี” โดยตรง
นโยบายหลักที่เกี่ยวข้องกับสิทธิการตายดังนี้
- “1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา”
สำหรับดูแลผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์ทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต ) โดยกำหนดอัตตาจ้าง 15,000 บาท ต่อเดือน สัญญาจ้าง 4 ปี 7500 หมู่บ้านทั่วประเทศ
- “สูงวัยพลัส” ชุดนโยบายดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร
- มาตรการทางภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ของผู้สูงอายุ
- จัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั้งระบบ (long-term care / senior care centers) เพื่อรองรับประชากรสูงวัย การฝึกอบรมพยาบาลอาสาจะช่วยให้การดูแลใกล้ชิดขึ้นและเป็นระบบมากขึ้นนโยบายสุขภาพมุ่งช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงบริการดูแลพื้นฐานใกล้บ้าน ไม่ต้องรอรับบริการในโรงพยาบาลเดียวเท่านั้น
ดังนั้น ภาพรวมของนโยบาย พรรคภูมิใจไทยสนับสนุนระบบดูแลสุขภาพและสวัสดิการผู้สูงอายุ โดยเน้น การดูแลใกล้ชุมชน และ การเพิ่มคุณภาพชีวิตในวัยสูงอายุ ซึ่งมีความใกล้เคียงกับแนวคิดด้านคุณภาพชีวิตปลายชีวิต แม้จะไม่ระบุแนวทางเช่น การวางแผนการรักษาล่วงหน้า หรือ สิทธิการเลือกวิธีการดูแลตอนท้ายชีวิต โดยตรงก็ตาม
เพื่อไทย ต่อยอด 30 บาทด้วย AI
แม้ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยจะเป็นผู้ขับเคลื่อน สถาน“ชีวาภิบาล”ทุกจังหวัดและนโยบายสิทธิการตายดี แต่นโยบายด้านระบบสาธารณสุขในภาพรวมในการเลือกตั้ง 69 จะเกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพตลอดชีวิต แต่ ไม่ได้เน้นเฉพาะประเด็นปลายชีวิตหรือการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายโดยตรง ดังนี้
นโยบายนี้ใช้ งบประมาณ 3000 ล้านบาท การดำเนินนโยบาย จะใช้เทคโนโลยีเฉพาะ AI ทำใหระบบ 30 บาท เป็นหลักประกันสุขภาพที่เข้มแข็งกว่าเดิม /ผู้ป่วยจะรักษาที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องถือเอกสาร ไม่ต้องรอใบส่งตัว แพทย์มีข้อมูลผู้ป่วยครบถ้วนอยู่บนระบบเดียวทั่วประเทศ
ส่วนงบประมาณโรงพยาบาลคำนวณได้ถูกต้อง ไม่รั่วไหล โปร่งใส และเพียงพอต่อการดูแลผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ไม่แบกภาระจนล้นมือ มีเวลาให้ผู้ป่วยมากขึ้น โรงพยายาลศูนย์ไม่แออัด ขณะที่ผุ้สูงอายุมีสถานดูแลระยะท้ายเหมาะสม ลดค่าใช้จ่ายที่สูงเกินจำเป็น ไม่เป็นภาระครอบครัว
นโยบาย 30 บาทรักษาทุก(ข์)ใจ
นโยบายนี้ ใช้งบประมาณ 2000 ล้านต่อปี การดำเนินการนโยบาย 50 เขต 50 โรงพยาบาล ประชาชนจะเข้าถึงบริการเกี่ยวกับ ปัญหาสุขภาพจิตได้สะดวกมากขึ้น โดยจะได้รับการคัดกรอง และคำปรึกษาสุขภาพจิตในระบบหลักประกันสุขภาพ ,ประชาชนจะเข้าถึงคำปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตได้รวดเร็วจากการเพิ่มคู่สายและบุคลากรสายด่วน 1323
ภาพรวม พรรคเพื่อไทยเน้น การพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้ทันสมัยและทั่วถึง แต่ไม่มีการระบุข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย หรือแนวคิดเกี่ยวกับ สิทธิเลือกการดูแลปลายชีวิต หรือ palliative care โดยตรง
พรรคประชาชน ชูนโยบายตายดี
ขณะที่พรรคประชาชน ซึ่งชนะเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 2 ในการเลือกตั้ง69 ซึ่งจะเป็นพรรคฝ่ายค้าน แต่นโยบายพรรค มีข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายและระบบสาธารณสุข ซึ่งใกล้เคียงหรือเกี่ยวข้องกับการทำให้คุณภาพชีวิตปลายชีวิตดียิ่งขึ้น ดังนี้
มีนโยบายด้านสุขภาพที่ชัดเจนเรื่อง การพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยระยะท้าย (palliative care) และการดูแลวาระสุดท้ายของชีวิตอย่างมีคุณภาพ
- เพิ่มกำลังคนและโครงสร้างดูแลพยาบาล เวชศาสตร์ประคับประคองในโรงพยาบาลทุกระดับ
- ฝึกอบรมบุคลากรและชุมชนให้สามารถดูแลผู้ป่วยที่บ้านได้
- จัดตั้งหน่วยผู้ดูแลระยะท้าย และวางแผนนโยบายด้านการดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning)
- สนับสนุนระบบดูแลผู้ดูแลและชุมชนให้มีความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย
กล่าวโดยสรุป ในการเลือกตั้งปี 2569ไม่มีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ประกาศ “นโยบายการตายดี” แบบชัดเจนเป็นหัวข้อหาเสียงหลัก แต่บางพรรค โดยเฉพาะ พรรคประชาชน มีข้อเสนอด้านการดูแลปลายชีวิต ระบบในเวชศาสตร์ประคับประคอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยสุดท้ายดีขึ้น ขณะที่พรรคอื่น ๆ เสนอนโยบายด้านสาธารณสุขและการดูแลผู้สูงอายุซึ่งเป็นรากฐานของคุณภาพชีวิตปลายชีวิตเช่นกัน
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง




