ระดับสิทธิมนุษยชนถือเป็นอีกตัวชี้วัดในการเข้าอยู่ในองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือ OECD ที่ประเทศไทยพยายามเข้าเป็นสมาชิก ดังนั้นการสร้างเมืองสิทธิมนุษยชน จึงถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างเสถียรภาพทางการคลังของประเทศได้
เมืองสิทธิมนุษยชน (Human Rights City) มีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่
- การไม่เลือกปฏิบัติ ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการและโอกาสอย่างเท่าเทียม
- การมีส่วนร่วม เปิดให้ประชาชนและกลุ่มเปราะบางมีส่วนร่วมตัดสินใจ ในทุกขั้นตอนของนโยบายระดับเมือง
- ความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลและงบประมาณให้ตรวจสอบได้ ในการบริหารจัดการเมือง
- ความรับผิดรับชอบ มีกลไกเยียวยาและร้องเรียนเมื่อเกิดปัญหา
‘เวียนนา’ ประเทศออสเตรีย เป็นอีกเมืองต้นแบบที่นำหลักสิทธิมนุษยชนมาอยู่ในโครงสร้างการบริหารของเทศบาลและจัดตั้งหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะในการบริหารและออกแบบนโยบายเมือง
สิทธิในการเดินทางอย่างปลอดภัย
ตัวอย่างหนึ่งของการสร้างเมืองสิทธิมนุษยชนคือ สิทธิในการเดินทางอย่างปลอดภัย ที่ทุกคนมีสิทธิเดินทางตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางได้อย่างปลอดภัยโดยไม่สูญเสีย โดยถือว่าเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
โดยรัฐมีหน้าที่จัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง และการบังคับใช้กฎหมายที่คุ้มครองประชาชนอย่างเท่าเทียม ทั้งการออกแบบถนน ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ สิทธิบนทางเท้า
วศินี พบูประภาพ สื่อมวลชน และผู้แปลหนังสือ Feminist City เริ่มต้นด้วยแนวคิด Feminist หรือ สตรีนิยม ว่า ไม่ใช่เรื่องของผู้หญิงหรือเพศสภาพหญิงเท่านั้น แต่รวมถึงคนทุกคนที่อยู่ในเมือง ที่คำนึงถึงความแตกต่างหลากหลายของเพศสรีระและเพศสภาพ
โดยยกตัวอย่าง การใช้รถใช้ถนนที่ออกแบบมาเพื่อเพศชายเป็นหลัก ที่รถยนต์ตั้งแต่แรกมีถูกออกแบบรถยนต์มาโดยมีสรีระของเพศชายเป็นหลัก ไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างทางร่างกายของเพศสรีระหญิง ที่มีอุ้งเชิงกราน เต้านม ทรวงอกที่แตกต่างกัน นำไปสู่การรองรับความปลอดภัยที่ไม่เท่ากันระหว่างเพศ
ที่ผ่านมาเป็นเพียงการออกแบบรถยนต์เพื่อผู้ชาย ที่ให้ผู้หญิงมาขับ ผ่านมานับศตวรรษจนกระทั่งปี 2004 ถึงจะเพิ่งมีการออกแบบรถที่คำนึงถึงหลักกายภาพและสรีระที่แตกต่างกันระหว่างเพศ
วศินี เสนอว่า การคำนึงถึงความแตกต่างหลากหลายไม่เพียงแต่เพศสรีระ เพศสภาพ ระหว่างชาย-หญิงเท่านั้น แต่ต้องรวมถึง ความแตกต่างของวัย เช่นเด็ก และผู้สูงอายุ โดยยกตัวอย่างในหลายพื้นที่ของประเทศไทยที่ไม่มีระบบขนส่งสาธารณะ มีเด็กนักเรียนจำนวนมากต้องขี่รถไปเรียนเอง ซึ่งไม่เพียงผิดกฎหมายแต่ยังนำไปสู่อุบัติเหตุบ่อยครั้ง
รวมไปถึงผู้สูงอายุที่เสียโอกาสในการรักษาพยาบาล เพราะไม่มีขนส่งมวลชน และหลายครั้งประสบอุบัติเหตุบนท้องถนนอันเนื่องการออกแบบเมืองที่ไม่เอื้ออำนายให้ผู้สูงอายุเดินทางได้
เช่นเดียวกับ ณัฐนพิน ผดุงพัฒโนดม และ วันวิสา ทัพพเศรษฐโชติ ตัวแทนทีมงานแมดเฟมินิสต์บุ๊คคลับ ตั้งข้อสังเกตว่า หากแต่ผังเมืองและโครงสร้างเมืองยังคงไม่คำนึงที่เงื่อนไขในการดำรงชีวิต ไม่เพียงแต่ผู้หญิง แต่ต้องคำนึงถึงเพศที่หลากหลายไปจนถึงเงื่อนไขการใช้ชีวิตของคนไร้รัฐ แรงานข้ามชาติ คนไร้บ้าน
แนวความคิดเฟมินิสต์ช่วยวิพากษ์โครงสร้างปิตาธิปไตยที่ผลักผู้หญิงออกจากการเข้าถึงทรัพยากรและอำนาจในการตัดสินใจในการจัดสรรทรัพยากร และการออกแบบนโยบายที่เอาผู้ชายและเพศสภาพชายเป็นศูนย์กลาง ซึ่งแนวความคิดนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการพิจารณาคนกลุ่มอื่น ๆ ที่ถูกผลักให้เป็นคนชายของของสังคม และการออกแบบนโยบายที่เอาเฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นศูนย์กลาง และผลักคนกลุ่มต่าง ๆ ออกไป
ดังนั้นในการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองสิทธิมนุษยชน จึงต้องออกแบบนโยบายสาธารณะและการจัดสรรทรัพยากรที่คำนึงถึงคนทุกกลุ่มในเมือง และสร้างการมีส่วนร่วมให้คนทุกกลุ่มมีอำนาจร่วมกำหนดแนวทางพัฒนาเมือง
การพัฒนาเมืองสิทธิมนุษยชนสำหรับประเทศไทย
ทางด้าน ชมเกตุ งามไกวัล สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำเสนอผลการวิจัยเมืองหัวข้อ “การพัฒนาเมืองสิทธิมนุษยชน (Human Rights City) ตามมาตรฐานสากลสำหรับบริบทประเทศไทย” ซึ่งระบุว่าการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองสิทธิมนษยชนสำเร็จได้นั้นจะต้องประกอบไปด้วยเงื่อนไขสำคัญได้แก่
- โครงสร้างสังคมการเมือง ความเป็นประชาธิปไตยและระดับการกระจายอำนาจของท้องถิ่น (democracy and local autonomy) ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองสิทธิมนุษยชน ซึ่งครอบคลุมถึงศักยภาพในการบริหารจัดการงบประมาณอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีประสิทธิภาพ และเปิดให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาเมืองในแบบที่ต้องการได้
- เจตจำนงทางการเมือง (political will) ของผู้นำท้องถิ่นเป็นองค์ประกอบสำคัญในการกำหนด ทิศทางนโยบายที่จะผลักดันการพัฒนาเมืองเพื่ออำนวยสิทธิและศักดิ์ศรีให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มความรู้ ความเข้าใจ
- วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนในสังคม (human rights culture) เป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเมืองสิทธิมนุษยชนที่จำเป็นต้องทำให้ประชาชนทุกคนรู้ว่าสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของคนทุกคนและการมีส่วนร่วมพัฒนาเมืองเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการบริหารเมืองของไทยยังคงพึ่งพารัฐส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในระดับสูง ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีข้อจำกัดทั้งด้านอำนาจงบประมาณ และความสามารถในการออกแบบนโยบายให้สอดคล้องกับปัญหาเฉพาะของพื้นที่
ชมเกตุถือว่า โครงสร้างการบริหารนี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ อปท. ไม่สามารถขับเคลื่อนงานสิทธิมนุษยชนได้อย่างเต็มที่ เพราะข้อจำกัดเรื่องกฎหมายและการตรวจสอบงบประมาณ
“ผู้บริหารท้องถิ่นจำนวนมากไม่กล้าจัดทำโครงการใหม่ ๆ เพื่อดูแลกลุ่มคนเปราะบาง เพราะติดระเบียบการเงินการคลังของกระทรวงมหาดไทย และเกรงกลัวการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.
หากโครงการนั้นไม่มีหนังสือสั่งการระบุไว้ตรงตัว ผู้บริหารก็เสี่ยงที่จะถูกชี้มูลความผิดและต้องชดใช้เงินคืน ทำให้ท้องถิ่นเลือกที่จะเน้นทำเฉพาะโครงการก่อสร้างทางกายภาพ เช่น การเทถนนคอนกรีต เพราะมีความเสี่ยงทางกฎหมายน้อยกว่าการจัดสวัสดิการสังคม”
อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ศึกษา ชมเกตุ ยังพบว่า บุคลากรท้องถิ่นส่วนใหญ่ยังคงมองคำว่าสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องกฎหมาย เรื่องทางการ หรือเป็นเรื่องขององค์กรสากล ซึ่งไกลตัวจากภารกิจประจำวันของเทศบาลหรือ อบต. แม้ว่าจะมีบางโครงการหรือการบริการต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล
“เมื่อเราลงไปดูงานที่ อปท. ทำอยู่จริง จะพบว่าหลายโครงการเป็นการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอยู่แล้ว เช่น การส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแลผู้ป่วยติดเตียง การจัดรถรับส่งผู้สูงอายุ หรือการให้ทุนการศึกษาแก่เด็กยากจน แต่ท้องถิ่นยังมองงานเหล่านี้ในลักษณะการสงเคราะห์หรือการแจกทาน มากกว่าจะมองว่าเป็นการรับประกันสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนต้องได้รับอย่างเสมอภาค”
ทั้งนี้ เพื่อสร้างเมืองสิทธิมนุษยชน ชมเกตุ ได้เสนอแนวทางแก้ไขว่า ประเทศไทยต้องพัฒนาชุดตัวชี้วัดเมืองสิทธิมนุษยชนที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่นไทย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือให้ อปท. สามารถแปลงหลักการสิทธิมนุษยชนไปสู่การวางแผนยุทธศาสตร์และการจัดทำงบประมาณท้องถิ่นได้อย่างเป็นระบบ ในรูปแบบการมีส่วนร่วม (Participatory Budgeting) มาใช้ เพื่อให้กลุ่มคนเปราะบางได้ลงมติเลือกโครงการที่ต้องการจริง พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนวิธีคิดจากการทำงานเชิงสงเคราะห์ไปสู่การสร้างระบบสิทธิที่มั่นคง
เมืองสิทธิมนุษยชนคือคุณภาพชีวิตประจำวัน
ปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เปิดประเด็นถึงการเชื่อมโยงกลไกสิทธิมนุษยชนระดับชาติลงสู่ระดับท้องถิ่น โดยระบุว่าสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันหรือเรื่องในตำรา แต่คือเรื่องคุณภาพชีวิตประจำวัน
“สิทธิมนุษยชนสำหรับคนในเมือง คือเรื่องน้ำประปาไหลสะอาด ไฟส่องสว่างริมถนน ทางเท้าที่ไม่มีสิ่งกีดขวาง และความรู้สึกปลอดภัยเวลาก้าวขาออกจากบ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือหน่วยงานรัฐที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด หากท้องถิ่นไม่เข้าใจหลักสิทธิมนุษยชน การพัฒนาเมืองก็จะเป็นแค่การสร้างสิ่งก่อสร้างโดยไม่ได้มองหัวคน”
พร้อมทั้งเสนอให้มีคู่มือแนวปฏิบัติเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิดความชัดเจน และผ่อนคลายความกังวลใจให้กับผู้ปฏิบัติงานในท้องถิ่น ว่าจะทำผิดกฎระเบียบต่าง ๆ
สำหรับข้อจำกัดทางกฎหมายนั้น ผศ.อุดม งามเมืองสกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา อธิบายว่า กฎหมายไทยใช้ระบบอำนาจจำกัด คือท้องถิ่นจะทำได้เฉพาะสิ่งที่กฎหมายเขียนระบุไว้ชัดเจนเท่านั้น ต่างจากหลักสากลที่ใช้ระบบอำนาจทั่วไป
“เวลาเทศบาลหรือ อบต. อยากจะจัดงบประมาณไปทำเรื่องใหม่ ๆ เช่น การทำศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร การช่วยเหลือคนไร้บ้าน หรือการจัดรถรับส่งคนพิการ ก็มักจะถูกระเบียบการเงินการคลังเบรกไว้ เพราะไม่มีกฎหมายเขียนไว้ตรง ๆ ว่าให้ท้องถิ่นทำได้
หากเราต้องการเห็นเมืองสิทธิมนุษยชน เราต้องปฏิรูปกฎหมายกระจายอำนาจใหม่ทั้งหมด ปรับให้ท้องถิ่นมีอำนาจทั่วไปในการจัดการบริการสาธารณะ ตราบใดที่ไม่ขัดต่อกฎหมายหลัก และต้องแก้ไขระเบียบการตรวจเงินแผ่นดิน ให้มองที่ผลสัมฤทธิ์ของการคุ้มครองสิทธิประชาชน มากกว่าการตรวจดูแค่เอกสารใบเสร็จ”
ในการพัฒนาท้องถิ่นนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาให้เป็นเมืองสิทธิมนุษยชน ซึ่งอุดม ย้ำว่า ความเจริญของเมืองไม่ได้วัดที่เศรษฐกิจหรือการมีตึกสูง แต่เป็นการทำให้คนในเมืองนั้นทุกกลุ่มทุกคนทุกมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถยืนได้อย่างมีศักดืศรี ตรงนี้ต่างหากที่เป็นตัวชี้วัดถึงความเจริญของเมือง
กรณีศึกษาภาคปฏิบัติและบทเรียนจากพื้นที่ ยะลา ขอนแก่น และศาลายา
ในระดับเจ้าหน้าที่การปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เป็นการกระจายอำนาจของรัฐให้ท้องถิ่นบริหารจัดการกันเอง ซึ่งถือเป็นหน่วยงานรัฐที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด และเข้าใจปัญหาความต้องการของในแต่ละพื้นที่มากกว่าภาครัฐส่วนกลาง ทำให้มีรูปแบบความพยายามสร้างเมืองสิทธิมนุษยชนที่หลากหลายตามบริบทพื้นที่
อนุชิต กาญจนานุชิต รองนายกเทศมนตรีนครยะลา กล่าวถึง พื้นที่ 19.4 ตารางกิโลเมตรของเทศบาลนครยะลาว่าเต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมศาสนา วิถีชีวิต และความขัดแย้ง ดังนั้นการพัฒนาเมืองที่ต้องคำนึงถึงเงื่อนไขของคนที่หลากหลายในพื้นที่ สิทธิมนุษยชนและสันติภาพ
สำหรับการพัฒนาเมืองเป็นสิทธิมนุษยชนนั้น มีนโยบายเมืองที่ให้ความสำคัญของคนตัวเล็กตัวน้อย คนด้อยอำนาจและยากจนที่สุดก่อนในการออกแบบนโยบาย ดังนั้นท้องถิ่นจะต้องลงพื้นที่เก็บข้อมูลคนนพื้นที่ก่อน และสร้างการมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายระดับเมืองร่วมกันด้วยการตั้งสภาเมือง ที่จะมีการประชุมกันทุกปี
สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ อนุชิต ยกตัวอย่างนโยบายการจัดระบบโควต้าจ้างงานกับผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่ เช่นการตั้งห้างสรรพสินค้า เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีงานทำ
สำหรับกรณีศึกษาการดูแลกลุ่มคนเปราะบางนั้น ปริญดา เอียสกุล ผอ.สำนักสวัสดิการสังคม เทศบาลนครขอนแก่น ได้นำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาคนไร้บ้าน โดยอธิบายถึงการปรับเปลี่ยนวิธีคิดของภาครัฐจากการกวาดล้างมาเป็นการคืนสิทธิในชีวิตว่า
“ในอดีต เวลาเมืองพูดถึงคนไร้บ้าน มักจะมองว่าคนเหล่านี้เป็นขยะทางสายตา แล้วก็ใช้ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ไปขับไล่ออกไปนอกเมือง แต่เทศบาลนครขอนแก่นเราเปลี่ยนความคิดใหม่ เรามองว่าคนไร้บ้านก็คือคนที่มีสิทธิในเมืองนี้เท่ากับทุกคน การแก้ปัญหาไม่ใช่การขับไล่ แต่คือการจัดสวัสดิการและการคืนสิทธิขั้นพื้นฐานให้เขา”
เทศบาลจึงได้ร่วมมือกับภาคประชาสังคมจัดตั้งศูนย์พักคนไร้บ้าน และเร่งทำบัตรประชาชนให้แก่คนไร้บ้าน เพื่อให้พวกเขามีตัวตนทางกฎหมาย และสามารถเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลและสวัสดิการของรัฐได้
อย่างไรก็ตาม ปริญดากล่าวถึงปัญหาในการดูแลคนเปราะบางในพื้นที่เทศบาลขอนแก่นว่า ติดอยู่ที่การกระจายอำนาจที่ไม่แท้จริงของรับไทย เพราะกระจายเพียงหน้าที่และงาน แต่ไม่ได้กระจายทรัพยากร บทบาทหน้าที่ส่วนท้องถิ่นยังถูกกำหนดให้ซ้ำซ้อนกับส่วนภูมิภาคในหลายหน่วยงาน
ส่งผลต่อการทำงานและบริการประชาชน ที่มีข้อจำกัดทั้งในเรื่องงบประมาณและกฎหมายระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ทำให้ไม่สามารถอำนวยสิทธิได้อย่างเต็มที่ ซึ่งผู้ที่เสียผลประโยชน์มากที่สุดคือประชาชน
การออกแบบนโยบายเมืองนั้นยังต้องคำนึงถึงผู้สูงอายุ ซึ่งถือเป็นเรื่องความท้าทายของทุกเมือง เพราะในสังคมผู้สูงอายุปัจจุบัน ที่มีผู้สูงอายุมากขึ้น จำนวนมากต้องอยู่ตามลำพัง และตายอย่างโดดเดี่ยว การออกแบบนโยบายระดับเมืองบนฐานสิทธิมนุษยชน กลายเป็นอีกโจทย์ใหญ่สำหรับหลาย ๆ เมือง
ส่วนในพื้นที่เมืองโตเร็วอย่างศาลายา พล แก้วทอง รองนายกเทศมนตรีตำบลศาลายา ได้สะท้อนถึงผลกระทบจากการขยายตัวของเมืองที่ไร้ทิศทาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนดั้งเดิม
“ศาลายาโตเร็วมากจากการเข้ามาของคอนโด มหาวิทยาลัย และโครงการรถไฟฟ้า แต่การเติบโตเหล่านี้เบียดขับคนดั้งเดิมในพื้นที่ ถนนและระบบขนส่งมวลชนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมต่อมหาวิทยาลัยหรือคนทำงานในเมือง
แต่ชาวบ้านในชุมชนดั้งเดิมกลับไม่มีรถเมล์นั่ง ทางเท้าไม่มี ไฟส่องสว่างไม่ถึง กลายเป็นว่าการพัฒนาเมืองทำให้คนท้องถิ่นดั้งเดิมกลายเป็นคนตกสำรวจ เทศบาลตำบลศาลายาจึงต้องพยายามเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านเข้ามาทำแผนพัฒนาท้องถิ่นร่วมกัน เพื่อปกป้องสิทธิของคนในพื้นที่ไม่ให้ถูกโครงการขนาดใหญ่จากส่วนกลางกลืนหายไป”
ในมิติสิทธิมนุษยชนสำหรับคนเปราะบาง พล กล่าวว่าทางเทศบาลได้ลงนาม MOU กับมหาวิทยาลัยมหิดลเรื่องพัฒนาและปัญหาเมืองโดยมีสิทธิมนุษยชนเป็นพื้นฐาน เช่นถนนหาทางต่าง ๆ ที่มีความปลอดภัยเหมาะกับคนในพื้นที่ที่หลากหลาย เช่นคนพิการ ผู้สูงอายุ
โดยเฉพาะผู้สูงอายุเป็นมิติสิทธิมนุษยชนที่ต้องคำนึง เนื่องจากปัจจุบันได้เข้าสู่ภาวะผู้สูงอายุแล้ว เทศบาลจึงต้องลงพื้นที่สำรวจผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง จากนั้นจึงได้กระจายบริการด้านสาธารณสุขไปยังชุมชนต่าง ๆ ในเขตเทศบาล
อย่างไรก็ตามปัญหาร่วมกันของการปกครองส่วนท้องถิ่นในการสร้างเมืองสิทธิมนุษยชนคือการกระจายอำนาจที่ไม่เพียงพอ เป็นอุปสรรคสำคัญและคอขวดที่ทำให้ท้องถิ่นไม่สามารถปลดล็อกตัวเอง เพื่อยกระดับสิทธิมนุษยชนให้คนในพื้นที่โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ถอดบทเรียน อปท. สู่การสร้างเมืองสิทธิมนุษยชน
เพื่อให้การปกครองส่วนท้องถิ่นไปให้ถึงเมืองสิทธิมนุษยชน รศ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกตว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ให้บริการและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ช่วยเหลือประชาชน บรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น ซึ่งจากการปฏิบัติหน้าที่ของเทศบาลต่าง ๆ พบว่า มีลักษณะของการทำ checklist ว่าทำอะไรแล้ว หรือกำลังจะทำอะไร ช่วยเหลือ “กลุ่มคนเปราะบาง” อย่างไรบ้าง มากกว่าจะแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชน ว่าจะคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีไปพร้อมกับยกระดับคุณภาพชีวิตให้ “หายเปราะบาง” อย่างไร
ทั้งนี้ รศ.พิชญ์ เสนอว่า เพื่อกำหนดทิศทางวาระการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนทำให้คนเปราะบางหายเปราะบาง แต่ละองค์กรส่วนท้องถิ่นต้องจัดระเบียบปัญหาสิทธิมนุษยชน แบ่งเป็นปัญหาภาพรวม ปัญหาเร่งด่วน และปัญหาเฉพาะเมือง และมีความต้องจัดประเภทเมืองด้วย ยกตัวอย่าง เมืองชายแดน เมืองท่องเที่ยว เมืองอุตสาหกรรม เพราะแต่ละเมืองที่มีความแตกต่างกันย่อมมีปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่แตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม รศ.พิชญ์กล่าวว่า การพัฒนาไปสู่เมืองสิทธิมนุษยชนจะไม่มีทางเกิดขึ้นจริง ตราบใดที่รัฐบาลกลางยังคงไม่กระจายอำนาจทางการเมืองและงบประมาณให้ท้องถิ่นจัดการตนเองและกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองได้อย่างอิสระ
เมืองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยมันไปไม่ถึงไหน เพราะระบบราชการไทยยังสั่งการจากบนลงล่าง ท้องถิ่นไม่มีอำนาจจริงในการตัดสินใจเรื่องผังเมืองหรือเรื่องงบประมาณ
“ผู้บริหารท้องถิ่นในไทยถูกบีบให้อยู่ในสภาวะที่ทำอะไรก็เสี่ยงผิด ตราบใดที่ท้องถิ่นยังต้องรอฟังคำสั่งจากกระทรวงมหาดไทย หรือต้องคอยกังวลว่าทำโครงการช่วยคนยากจนแล้วจะถูก สตง. สอบสวนว่าใช้เงินผิดประเภท เมืองสิทธิมนุษยชนก็เป็นได้แค่คำขวัญสวยหรู เราต้องปลดล็อกให้ท้องถิ่นมีความเป็นอิสระทางการเมือง มีอำนาจในการจัดเก็บภาษี และสามารถออกแบบสวัสดิการที่เหมาะสมกับคนในพื้นที่ได้เอง”
หมายเหตุ : Policy Forum กางโจทย์ใหญ่ ไปให้ถึง “เมืองสิทธิมนุษยชน”
ในวันศุกร์ที่ 31 ก.ค. 69 เวลา 09.30–16.30 น.
ณ Convention Hall 2 อาคารศูนย์การเรียนรู้ ไทยพีบีเอส
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- อบจ. ในกระแสการกระจายอำนาจ
- สถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทย ยังน่าเป็นห่วง
- สิทธิมนุษยชน ‘คนจนเมือง’ ความท้าทายของนโยบายเมือง




