กสม. เปิดเผย ผลการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568 (รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2568)ในวันที่ 24 มิ.ย. 69 ซึ่งเป็นรายงานที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และประชาชน โดยแบ่งออกเป็นมิติต่าง ๆ
สถานการณ์ด้านสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง และปัญหาของกระบวนการยุติธรรม
สำหรับสิทธิทางการเมืองมีพัฒนาการที่สำคัญคือ การที่รัฐบาลจัดทำร่างกฎหมายเพื่อยกระดับการช่วยเหลือเยียวยาเหยื่อให้ครอบคลุมมากขึ้นเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรม (ร่าง พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. …) และในระหว่างปีที่ผ่านมารัฐเองก็ได้ช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา 10,407 ราย เป็นเงิน 569,999,946.44 บาท
นอกจากนี้ยังมีความคืบหน้าการจัดทำร่างกฎหมายเพื่อป้องกันการฟ้องปิดปาก (ร่าง พ.ร.บ. ป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน พ.ศ. ….) แต่ถึงกระนั้น นักปกป้องสิทธิมนุษยชนหลายคนยังคงถูกข่มขู่ คุกคาม ทั้งทางกายภาพและออนไลน์
หน่วยงานรัฐเองก็มีคำสั่งการปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operation: IO) ต่อผู้ที่แสดงออกทางการเมือง สร้างความเกลียดชังหรือข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้อง รวมทั้งยังจัดทำบัญชีรายงานบุคคลเฝ้าระวัง รวมถึงบางกรณีถูกคุกคามและติดตามโดยเจ้าหน้าที่รัฐ
ทาง กสม. มีข้อเสนอแนะให้ยกเลิกการใช้ปฏิบัติการ IO ยกเลิกบัญชีกลุ่มเป้าหมายบุคคลและองค์กรเฝ้าระวัง พร้อมทั้งสร้างมาตรการป้องกันการสื่อสารสร้างความเกลียดชัง ข้อมูลเท็จและการคุกคามนักสิทธิมนุษยชน
ในกรณีซ้อมทรมานนั้น ศาลมีคำพิพากษาลงโทษเจ้าหน้าที่ 13 นาย ที่ซ้อมทรมานในค่ายทหารเป็นเหตุให้พลทหารเสียชีวิต รวมถึงการเยี่ยวยาแก่ครอบครัวผู้เสียหายตามกฎหมาย แต่ก็ยังมีข้อท้าทายและอุปสรรค เช่นการพิจารณาคดีในศาลทหารที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
ทาง กสม. ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐ กรณีผู้ต้องขังในคดีทางการเมืองหลายรายยังไม่ได้รับสิทธิในการปล่อยชั่วคราว ทางด้าน ปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้กล่าวถึงปัญหาใหญ่ของกระบวนการยุติธรรมถึงการปฏิเสธการปล่อยตัวชั่วคราว โดยเฉพาะในคดีการเมืองว่า ขัดต่อหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ (Presumption of Innocence)
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่รัฐส่งกลับบุคคลบางกลุ่มที่อาจไม่สอดคล้องตามหลักการห้ามผลักดันกลับไปสู่อันตราย (non-refoulement) เช่น ชาวอุยกูร์ 40 คน นักเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพในการนับถือศาสนาชาวเวียดนาม และนักกิจกรรมพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลกัมพูชา
โดย กสม. ได้มีข้อเสนอแนะว่าแม้ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 แต่มีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม หลักการห้ามผลักดันกลับไปสู่อันตราย (Non-Refoulement) ซึ่งเป็น กฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ และข้อผูกพันตาม อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) รวมถึง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ที่รัฐต้องพัฒนาการดำเนินงานให้สอดคล้องตาม
นอกจากนี้ ปิติกาญจน์ สิทธิเดช ยังได้ให้ความเห็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่เป็นกับดักของสิทธิมนุษยชนว่า พบว่าสถิติคดีอาญาในชั้นสอบสวน (ปี 2565–2567) มีคดีสะสมมากกว่า 2,200,000 คดี แม้ร้อยละ 93 จะสอบสวนเสร็จใน 6 เดือน แต่มีร้อยละ 4.06 ที่ล่าช้าเกิน 1 ปี เนื่องจากข้อจำกัดด้านบุคลากรและการเพิ่มขึ้นของคดีฉ้อโกงออนไลน์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้ต้องถูกกดำเนินคดี
ขณะที่ระบบฐานข้อมูลทะเบียนประวัติอาชญากรที่มีรายชื่อประชาชนค้างอยู่ถึง 13,000,000 ชื่อ โดยไม่มีการแยกแยะผู้บริสุทธิ์อย่างเป็นระบบ ซึ่งได้กลายเป็นโซ่ตรวนเชิงนโยบายที่ตัดสิทธิ์การประกอบอาชีพของประชาชนในระยะยาว โดยมีข้อเสนอ ให้เร่งรัดการออกกฎหมายรองรับการล้างประวัติอาชญากรสำหรับผู้บริสุทธิ์

สถานการณ์ด้านสิทธิแรงงาน
แม้ว่าในปี 68 รัฐไทยจะมีพัฒนาการที่สำคัญ ด้วยการให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization Conventions: ILO) ฉบับที่ 155 ว่าด้วยความปลอดภัยและอาชีวอนามัย และมีการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงานโดยเพิ่มวันลาคลอด 120 วัน และลาต่อเนื่องกรณีที่บุตรเจ็บป่วย สิทธิลาเพื่อช่วยคู่สมรสเลี้ยงบุตร และเพิ่มคุ้มครองแรงงานจ้างเหมาบริการ (พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568)
อย่างไรก็ตาม ทาง กสม. ยังคงพบปัญหาว่า การส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานของรัฐยังไม่สอดคล้องตามการจ้างงานที่มีคุณค่า เช่น แรงงานในระบบมีรูปแบบที่ไม่มั่นคง เพราะการจ้างงานระยะสั้น นายจ้างไม่ยอมนำแรงงานเข้าสู่ระบบประกันสังคม การคุ้มครองตามมาตรา 40 ของแรงงานนอกระบบยังไม่เพียงพอ
ส่งผลให้แรงงานแพลตฟอร์มยังคงไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย รวมทั้งหน่วยงานรัฐยังคงใช้การจ้างงานแบบจ้างเหมาบริการส่งผลต่อการได้รับสิทธิตามมาตรฐานแรงงาน
ทาง กสม. จึงเสนอให้ยกเลิกการจ้างงานที่ไม่มั่นคงทุกรูปแบบทั้งในรัฐและเอกชน และเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ให้รัฐออกกฎกระทรวงเพื่อคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม
สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในพื้นที่ชายแดนใต้
สำหรับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในพื้นที่ชายแดนใต้ รัฐได้ปรับลดพื้นที่ประกาศใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่หมดความจำเป็น ทำให้พื้นที่ทั้งหมด 33 อำเภอ ลดลงเหลือ 17 อำเภอ ที่ยังถูกประกาศใช้ พ.ร.ก.
ขณะเดียวกันศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ยังได้จัดทำร่างระเบียบช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งจากปี 67 ที่มี 363 เหตุการณ์ พบว่า ปี 68 มีเหตุการณ์ความรุนแรง 503 เหตุการณ์ แบ่งเป็นอาชญกรรมต่อบุคคล 216 เหตุการณ์ เหตุการณ์ความมั่นคง 168 เหตุการณ์ การก่อกวน 115 เหตุการณ์ เหตุปะทะ 4 เหตุการณ์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 57 ราย บาดเจ็บ 308 ราย
ทาง กสม. วิเคราะห์ว่า เพราะรัฐขาดเสถียรภาพของรัฐบาล ทำให้การแก้ไขปัญหาสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ต่อเนื่อง เห็นได้จากกระบวนการพูดคุยสันติสุขหยุดชะงักตั้งแต่เดือนสิงหาคม
2567
นอกจากนี้การบังคับใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคงกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน กสม. พบการดำเนินคดีต่อนักกิจกรรมในพื้นที่ มีการทำร้ายร่างกายในระหว่างการควบคุมตัว สร้างผลกระทบทางร่างกายและจิตใจของผู้ที่ถูกดำเนินคดีความมั่นคงและบุคคลในครอบครัว
สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปัญหาสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ชายแดนใต้ยังคงมีปัญหา เป็นผลมาจากกฎหมายความมั่นคง ที่มีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ 3 ฉบับ (กฎอัยการศึก, พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ. ความมั่นคงฯ) ยาวนานกว่า 20 ปี ส่งผลกระทบต่อสิทธิ์ มีปัญหาการควบคุมตัว ซักถาม และการบังคับเก็บ DNA
แม้มีกฎหมายทรมาน-อุ้มหายฯ แต่ระบบกล้องวงจรปิดในสถานที่ควบคุมตัวและสอบสวนซักถามมักถูกระบุว่า “ขัดข้อง” ในช่วงเวลาสำคัญพร้อมกันนั้น สุชาติ เศรษฐมาลินี มีข้อเสนอให้ภาครัฐลดการพึ่งพากฎหมายพิเศษ และปรับปรุงระบบตรวจสอบความโปร่งใสในสถานควบคุมตัว เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดสิทธิมนุษยชน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- สิทธิในกระบวนการยุติธรรม ที่หายไปใน รธน. 60
- ทำไม ระดับนิติธรรมไทย ต่ำกว่ามาตรฐานโลก
- สิทธิมนุษยชน สร้างสันติภาพ




