ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี ได้ปาฐกถา เรื่อง สิทธิมนุษยชนในงานสร้างสันติสันติภาพ ได้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แยกไม่ออกระหว่างสิทธิมนุษยชนกับการสร้างสันติภาพ พร้อมทั้งความท้าทายเชิงปฏิบัติในการทำให้ความสัมพันธ์นั้นเกิดผลจริง
หากย้อนรำลึกถึง “สิทธิมนุษยชนในไทย” เป็นหมุดหมายสำคัญ โดยเริ่มจากในอดีต นพ.ประดิษฐ์ เจริญไทยทวี ซึ่งเป็นผู้ผลักดันให้ก่อตั้งหลักสูตรปริญญาโทสิทธิมนุษยชนเป็นคนแรก ทั้งในฐานะนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักสร้างสันติภาพ การเปิดหลักสูตรปริญญาเอก
ในเวลาต่อมาถือเป็นช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจโดย ศ.นพ.อดุลย์ วิริยเวชกุล เคยเสนอให้ทำหลักสูตรอาณาบริเวณศึกษาหรือหลักสูตรสิทธิมนุษยชน ขณะที่ ศ.เสน่ห์ จามริก ฝากหลักคิดสำคัญไว้ว่า “คนที่เป็นอาจารย์ต้องไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ต้องใฝ่หาความรู้อยู่ตลอดเวลา”
แก่นกลางของการถกเถียงอยู่ที่ถ้อยคำเรียบง่ายแต่ท้าทายว่า “เราไม่อาจมีสิทธิมนุษยชนได้หากไร้สันติภาพ และไม่มีสันติภาพได้หากไร้สิทธิมนุษยชน”
สิทธิมนุษยชนหัวใจ : สันติภาพ
เมื่อกล่าวถึงสิทธิมนุษยชนควบคู่กับสันติภาพ ย่อมมี “แรงตึงเครียดที่ก่อให้เกิดพลัง” แฝงอยู่เสมอ
เพราะการสร้างสันติภาพจำเป็นต่อเมื่อมีความขัดแย้งอยู่ก่อน และสิทธิมนุษยชนเป็นหัวใจในการ “แก้ไข เยียวยา และแปลงเปลี่ยน” ความขัดแย้งเหล่านั้น สิทธิมนุษยชนยังเชื่อมประสานกับมิติสังคมที่สำคัญอื่น ๆ
การละเมิดสิทธิถูกมองทั้งในฐานะ “อาการ” และ “ตัวขับเคลื่อน” ของความขัดแย้ง: ตั้งแต่การปฏิเสธสิทธิของชนกลุ่มน้อย ไปจนถึงการแย่งชิงทรัพยากรและการบังคับให้กลืนกลายในบริบทอาณานิคมหรือกึ่งอาณานิคม
แม้มักถูกจัดเป็น “สาขาวิชาคู่ขนาน” สิทธิมนุษยชน และ สันติศึกษา กำลังถูกสอนแบบบูรณาการมากขึ้นในไทยและภูมิภาค โดยมีหนึ่งในหลักสูตรบัณฑิตศึกษาที่ถูกอธิบายว่าเป็น “แนวทางบูรณาการเต็มรูปแบบ” เพียงหนึ่งเดียวในประเทศและเพื่อนบ้าน ทว่าการบูรณาการนี้ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย
ความขัดกัน สิทธิมนุษยชน และ สันติภาพ
ความขัดกัน (Tension) ของศาสตร์สิทธิมนุษยชนและสันติภาพ อาทิ สมมติฐานและวิธีการที่แตกต่างกัน กล่าวคือ งานสิทธิมนุษยชนเริ่มต้นจากการมองความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมและยืนอยู่บนแนวคิดสิทธิที่เป็นสากลและมีโดยกำเนิด เครื่องมือสำคัญ
ได้แก่ ความรับผิด (accountability), การเปิดเผยชื่อผู้ละเมิดเพื่อสร้างแรงกดดัน (naming and shaming) และ ความยุติธรรมทางกฎหมาย
ขณะที่นักสร้างสันติภาพมักให้ความสำคัญกับ การเจรจา และ การทูต เพื่อยุติความรุนแรงให้เร็วที่สุด ซึ่งบางครั้งทำให้กระบวนการรับผิดยาว ๆ ต้องถูกย่นย่อ จนเกิดความตึงเครียดระหว่าง “เสถียรภาพระยะสั้น” กับ “ความยุติธรรมระยะยาว”
อีกประการหนึ่งคือเรื่องกรอบเชิงสถาบันที่แตกต่างกัน นักสิทธิมนุษยชนทำงานภายใต้กรอบ กฎหมายภายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึง ศาลสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาค และ ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)
ขณะที่นักสร้างสันติภาพยึดกรอบกฎหมายน้อยกว่า ยกเว้น กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) และมาตรฐาน การรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ ความต่างนี้จึงมักนำไปสู่ความคาดหวังและเส้นเวลาที่ไม่สอดคล้องกัน
อย่างไรก็ดี ทั้งสองศาสตร์มีอุปสรรคที่เผชิญร่วมกันหลายประการ อาทิ สถาบันที่อ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพ ขาดศักยภาพในการบังคับใช้กฎหมาย อาณัติทับซ้อน และลำดับความสำคัญที่ขัดแย้งกัน การขาดทรัพยากร ทั้งทุนทางการเมืองและบุคลากรที่มีทักษะ การกีดกันและความเหลื่อมล้ำ รวมถึงการเลือกปฏิบัติบนฐานเพศภาวะและเศรษฐกิจ
ตลอดจน การขาดเจตจำนงทางการเมือง ทำให้ความคืบหน้าด้านการคุ้มครองสิทธิและการคลี่คลายความขัดแย้งติดหล่ม
สันติภาพที่ไร้สิทธิมนุษยชนคือความเปราะบาง
ท่ามกลางบริบททางสังคมที่เพิกเฉยต่อปัจจัยเชิงโครงสร้าง และสภาวะกับดักความมั่นคง หรือ Security Dilemma ระหว่างฝ่ายที่ต้องการความสงบทันที กับฝ่ายที่ต้องการเอาผิดผู้กระทำ
องค์กรระดับภูมิภาคมีหน้าที่ช่วย เชื่อมสะพานระหว่างสันติภาพกับความยุติธรรม แทนที่จะมองว่าทั้งสองเป็นเป้าหมายที่ขัดแย้งกัน และเพื่อให้การแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งนำไปสู่ สันติภาพที่ยั่งยืน
การปฏิรูปต้องยืนอยู่บน ความยุติธรรม และ หลักนิติธรรม ตั้งแต่การปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ไปจนถึง ปฏิบัติการที่ยึดโยงกับวัฒนธรรม ในพื้นที่ที่ระบบทางการยังไม่ตอบโจทย์ ความยั่งยืนขึ้นกับ กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และกระบวนการที่ ครอบคลุม (inclusion) มีความรับผิด (accountability) และ มีการเยียวยา (remedy)
ท้ายที่สุด ต้องดึงทั้ง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภาครัฐและที่มิใช่รัฐ เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อติดตามตรวจสอบว่า นโยบายถูกนำไปสู่การปฏิบัติจริง หรือไม่ และระลึกไว้เสมอว่า ทั้งกระบวนการนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ปลอดการเมืองทั้งสิทธิมนุษยชนและการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งล้วนเป็นกระบวนการทางการเมืองโดยเนื้อแท้
การสร้างสันติภาพที่ไร้สิทธิมนุษยชนคือความเปราะบาง และการคุ้มครองสิทธิที่ไร้สันติภาพสิทธินั้นย่อมยืนยาวมิได้ การบูรณาการทั้งสอง แม้ยากเย็น แต่คือเส้นทางเดียวสู่ความมั่นคงและศักดิ์ศรีที่ยั่งยืนของมนุษย์
ที่มา: ปาฐกถาเรื่อง สิทธิมนุษยชนในงานสร้างสันติสันติภาพ ในวาระครบรอบ 80 ปี วันสันติภาพไทย ในวันที่ 16 สิงหาคม ของทุกปี สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดงาน Peace Week Festival: Beyond Border–Human Rights, Security, and Pathway to Peace
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง