สถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่อง ตั้งแต่ 25 – 27 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และพื้นที่ปริมณฑลทั้งสมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี ซึ่งต่อมาภาครัฐได้มีการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ และในต่างจังหวัดอีกหลายพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 20 จังหวัด เช่น สระแก้ว ปราจีนบุรี อยุธยา ชลบุรี นครนายก นครราชสีมา เป็นต้น
จากภาพความเสียหาย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคบริการ และที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่อง คือ ภาคครัวเรือนที่ต้องซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย
ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธปท. กล่าวว่า ขณะนี้คงยังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนว่าจะมีผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศมากน้อยเพียงใด เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่จบ จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
แต่ในเบื้องต้น คือ ผลกระทบต่อภาคบริการเป็นหลัก โดยเฉพาะ การขนส่ง การกระจายสินค้า ร้านค้าปลีก-ค้าส่ง รวมทั้งพื้นที่โครงการก่อสร้างที่ต้องหยุดชะงักชั่วคราว ขณะที่ธุรกิจด้านการท่องเที่ยวยังได้รับผลกระทบจำกัด แต่หากระดับน้ำท่วมเพิ่มสูงขึ้นก็อาจจะส่งผลกระทบในวงกว้างได้ ขณะเดียวกัน ในภาคการผลิตยังไม่พบความเสียหายเป็นวงกว้างต่อโรงงานอุตสาหกรรม แต่ก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป
ผลกระทบน้ำท่วมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้ คงต้องดูในภาพรวม เพราะมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย รวมถึงเรื่องความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่คงต้องดูในช่วงการซ่อม-สร้างด้วย ที่อาจยังไม่รวมในตัวนี้ ซึ่งอาจจะเห็นว่ามีการประเมินผลกระทบไว้ที่ 0.03-0.1% ของจีดีพี คงต้องดูว่าผลกระทบอาจจะมากกว่านี้ ถ้าสถานการณ์ยังยืดเยื้อ จึงยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจน ต้องติดตามต่อไป แต่ถ้าคร่าว ๆ คือ ผลกระทบน่าจะอยู่ในภาคบริการมากที่สุด
“สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากสถานการณ์น้ำท่วม คือ การบริโภคภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น อันเนื่องจากประชาชนมีการกักตุนสินค้า และภายหลังจากน้ำลดแล้ว ต้องติดตามในเรื่องของการซ่อมแซมบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย ซึ่งอาจมีผลทำให้ระดับหนี้สินเพิ่มขึ้นได้”
ภาพถ่ายดาวเทียมจาก GISTDA เมื่อวันที่ 26 ก.ย. แสดงพื้นที่น้ำท่วมขัง 822,464 ไร่ ในพื้นที่ภาคกลางบางส่วน

คาด 1 สัปดาห์สถานการณ์คลี่คลาย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ประเมินว่าแม้ปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่ในกรุงเทพมหานคร จะกลับสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ก็ยังคงมีอีกหลายพื้นที่ที่ผลกระทบยังคงยืดเยื้อและคาดว่าจะใช้เวลานานอย่างน้อย 1 สัปดาห์กว่าจะคลี่คลาย ในกรณีที่ไม่มีเหตุมาซ้ำเติม
ผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะแรกมาจากการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็ว ทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนมีเวลาเตรียมรับมือจำกัด ประกอบกับอุปสรรคด้านการเดินทาง ส่งผลให้กิจกรรมบางส่วนต้องหยุด หรือชะลอลงชั่วคราวในช่วงสุดสัปดาห์ ก่อนที่จะมีการประกาศวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ และภาคเอกชนหลายแห่งปรับมาใช้การทางานจากที่บ้าน (Work From Home)
ขณะที่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ผลกระทบหลักอยู่ในภาคค้าปลีก ร้านอาหาร บริการ การเดินทาง และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการเดินทางของผู้บริโภคและการให้บริการ ณ สถานที่ รวมถึงแรงงานรายวันที่อาจสูญเสียรายได้ในช่วงที่ไม่สามารถเดินทางหรือประกอบอาชีพได้
คนเร่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจเบื้องต้น ภายใต้กรอบเวลาประมาณ 3–7 วัน โดยพิจารณาจากค่าเสียโอกาสของภาคธุรกิจและแรงงาน เช่น การปิดให้บริการชั่วคราวของร้านอาหารและศูนย์การค้า การจัดส่งสินค้าและอาหาร การเดินทางและท่องเที่ยว สถานีบริการน้ามัน ตลอดจนบริการด้านสุขภาพและการเงิน
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบบางส่วนอาจถูกชดเชยในภายหลัง เนื่องจากกิจกรรมบางประเภทเป็นเพียงการเลื่อนการใช้จ่ายออกไป ขณะที่บางกิจกรรม เช่น การซื้ออาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น อาจได้รับแรงหนุนจากการเร่งซื้อในช่วงก่อนหรือระหว่างเกิดเหตุ นอกจากนี้ เดือน ก.ย. ไม่ได้เป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยสูงมาก จึงช่วยจำกัดผลกระทบต่อภาคท่องเที่ยวในระดับหนึ่ง
เศรษฐกิจคาดกระทบ 7,000–17,000 ล้านบาท
ภายใต้สมมติฐานดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงประเมินผลกระทบสุทธิต่อเศรษฐกิจเบื้องต้นประมาณ 7,000–17,000 ล้านบาท หรือราว 0.03–0.11% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยผลกระทบส่วนใหญ่ในระยะแรกเป็นการสูญเสียกิจกรรมทางเศรษฐกิจชั่วคราว มากกว่าความเสียหายต่อฐานการผลิต
ขณะเดียวกัน ตัวเลขดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนสูงและขึ้นอยู่กับระยะเวลาของสถานการณ์ หากน้ำท่วมยืดเยื้อ หรือขยายวงไปกระทบ โรงงาน นิคมอุตสาหกรรม หรือระบบขนส่งและห่วงโซ่อุปทานที่สาคัญ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
น้ำลดแต่ไม่จบภาระ ครัวเรือน-ธุรกิจต้องซ่อมฟื้นฟู
นอกจากนี้ ผลกระทบไม่ได้สิ้นสุดทันทีเมื่อน้ำลด เนื่องจากครัวเรือนและภาคธุรกิจยังต้องทยอยรับรู้ความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ที่อยู่อาศัย รถยนต์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟูตามมา ซึ่งอาจทำให้การใช้จ่ายด้านอื่นเป็นไปอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยผลกระทบจะแตกต่างกันตามฐานะทางการเงินและความสามารถในการรับมือของแต่ละครัวเรือนและธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีภาระหนี้สูง เงินออมจำกัด หรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ซึ่งจะมีความสามารถในการรองรับความเสียหายต่ำกว่ากลุ่มอื่น
ในระยะข้างหน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าความเสี่ยงจากภัยพิบัติและสภาพอากาศสุดขั้วที่มีแนวโน้มเกิดถี่และรุนแรงขึ้น จะกลายเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่สำคัญมากขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยทั้งต่อวิถีชีวิต การดำเนินธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และภาระทางการคลัง ดังนั้น การเพิ่มความสามารถในการรับมือและฟื้นตัว จึงจำเป็นต้องทำในหลายมิติ ตั้งแต่ระบบบริหารจัดการน้าและโครงสร้างพื้นฐาน การเตือนภัยและการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ไปจนถึงกลไกประกันภัยและเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยกระจายความเสี่ยง เพื่อไม่ให้ภาระจากภัยพิบัติตกอยู่กับครัวเรือน ภาคธุรกิจ หรือภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว
ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย โดย กวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ และลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย
บทความที่เกี่ยวข้อง




