หนึ่งในแนวทางปฏิรูปการศึกษาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แถลงต่อรัฐสภา เมื่อ 10 เม.ย. 69 คือ “คืนเวลาให้ครูเพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” ลดภาระครูจากโครงการต่าง ๆ ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน ซึ่งมักเป็นตัวชี้วัดครูจากหน่วยงานภายนอก
แนวทางนี้ยังเป็นนโยบายหลักที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้ข้าราชการและผู้บริหารในสังกัดกระทรวงปฏิบัติตาม เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 69 โดยเริ่มปฏิบัติเป็นนโยบายแรกในปี 2569 ตาม Road map การปฏิรูปการศึกษาปี 2569 -2573
นโยบายลดภาระครูจะเริ่มต้นจากนำร่องระบบ “ครัวกลาง” โดยร่วมมือกับกรมปกครองส่วนท้องถิ่นทำอาหารส่งโรงเรียน เพื่อให้ครูไม่ต้องทำครัวเลี้ยงอาหารกลางวันนักเรียน โดยเฉพาะในโรงเรียนระดับเล็กที่มีงบประมาณจำกัด
ตามมาด้วยปรับปรุงระบบเอกสารดิจิทัลกลางในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ในปี 2570 และจะขยายผล ใช้ระบบ AI ช่วยงาน โดยเฉพาะงานเอกสารธุรการทั่วประเทศในปี 2572 ก่อนจะใช้ระบบ Cloud Kitchen และสามารถใช้ Admin Automation เต็มรูปแบบปี 2573 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของ Roadmap หากรัฐบาลอยู่ครบเทอม
ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงนโยบายนี้ในวันส่งมอบนโยบายว่า เป็นการ “คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” ให้ครูมีเวลาเตรียมการสอนและดูแลนักเรียนได้อย่างเต็มที่
“เพราะที่ผ่านมาครูมีภารกิจทั้งงานเอกสาร ภารกิจที่เกี่ยวกับการจัดอาหารกลางวันของเด็ก และภารกิจที่ครูทำเพิ่มเติมหลายโครงการ ทำให้เวลาที่เหลือในการเรียนการสอนมีน้อย จึงได้ให้แนวทางการสั่งยุบรวมโครงการที่ซ้ำซ้อนให้ลดลง
และนำเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัล AI เข้ามาใช้แบ่งเบาภาระด้านเอกสารงานธุรการ รวมถึงการปรับเกณฑ์ประเมินผู้บริหาร ที่ต้องนำผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นหลักแทนการสะสมรางวัล สิ่งที่ให้ความสำคัญคือผู้เรียนและความเหลื่อมล้ำของช่องว่างระหว่างในเมืองกับชนบท และเรื่องของบัณฑิตที่จบมาแล้วขาดทักษะแรงงานที่ยุคใหม่ต้องการ”
การลดภาระครู ถือเป็นอีกความพยายามของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อย่างต่อเนื่องเช่น
- ปี 2567 เสนอขอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติคืนอัตรานักการภารโรงกว่า 14,000 ตำแหน่ง เพื่อให้ทุกโรงเรียนมีนักการภารโรงประจำ รวมทั้งขอยกเลิกครูเวร นำไปสู่มติ ครม. ชุดปี 2567 ให้ยกเลิกมติประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 6 ก.ค. 2542 ให้ครูไม่ต้องเข้าเวรรักษาการณ์อีกต่อไป ความสำเร็จนี้ส่วนหนึ่งมาจากกระแสข่าวครูโรงเรียนบ้านโป่งเกลือ จ.เชียงราย ถูกทำร้ายร่างกายบาดเจ็บสาหัส ขณะเข้าเวร
- ปี 2568 ปรับลดโครงการและกิจกรรมภายใต้แผนปฏิบัติการของ สพฐ. เป็นจำนวน 52 โครงการ จาก 114 โครงการที่มี เพื่อลดภาระด้านเอกสารให้กับครูอาจารย์ เช่น โครงการประเมินวิทยฐานะ ประเมินผลงาน และเสริมสร้างขวัญกำลังใจ โครงการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทย โครงการพัฒนาทักษะชีวิต วิถีลูกเสือไทย และสภานักเรียน โครงการพัฒนาคุณลักษณะและความสามารถของผู้เรียนโดยใช้ Soft Power
สารพัดภาระงานครูที่ล้นมือ
อาชีพครูไม่ได้มีแค่งานสอนหนังสือเด้กนักเรียนเท่านั้น แต่ยังมีงานที่เกี่ยวข้องอีกหลายอย่าง โดยภาระงานครูแบ่งกว้าง ๆ เป็น 4 ประเภทได้แก่
- งานการสอนทั่วไป เป็นการสอนตามรายวิชาปกติ โดยกำหนดเป็นจำนวนชั่วโมงสอนตามตารางสอน
- งานส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ เป็นงานประเมินการเรียนรู้ของเด็ก รวมถึงการวางแผนการสอนต่าง ๆ ในแต่ละวิชา
- งานพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา คืองานธุรการ เช่น งานจัดซื้อจัดจ้าง งานบัญชี งานพัสดุ ยิ่งโรงเรียนเล็ก ครูยิ่งต้องแบกรับภาระหนักขึ้นไปด้วย เพราะโรงเรียนไม่มีเงินจ้างบุคลากรมาทำงาน ทั้ง ๆ ที่เป็นงานที่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะทาง ไม่ได้อยู่ในความถนัดของครู และหากเกิดข้อผิดพลาดก็ส่งผลกระทบต่ออาชีพอย่างร้ายแรง
- งานตอบสนองโครงการและนโยบายจากส่วนกลางและหน่วยงานภายนอก ตามระบบกลไกของราชการ แม้ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน แต่ครูก็เลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ครูยังต้องรับงานประกันคุณภาพ งานพิธีการ งานอบรมงานนอกสถานที่ของโรงเรียน รวมถึงงานประเมินวิทยฐานะที่เลี่ยงไม่ได้ เพื่อเลื่อนตำแหน่ง ครูจึงจำเป็นต้องทำเอกสารต่าง ๆ หลายขั้นตอน เกิดเป็นกองเอกสารมากมาย และเบียดบังการสอน
สารพัดภาระงานที่ครูต้องแบกกำลังกลืนกินเวลาในการเตรียมความรู้เพื่อสอนนักเรียน ทั้งการประเมินคุณภาพสถานศึกษาภายนอก การประเมินเลื่อนวิทยฐานะ การประเมินของโครงการจาก ศธ.และหน่วยงานอื่น ๆ
“ครูทิว” ธนวรรธน์ สุวรรณปาล หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม “ครูขอสอน” กลุ่มเครือข่ายครูไทยที่รวมตัวกันตั้งแต่ปี 2561 เพื่อส่งเสียงสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างการศึกษา เรียกร้องลดภาระงานเอกสารโครงการที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ครูได้ทำหน้าที่สอนและพัฒนานักเรียนได้อย่างเต็มที่ ได้กล่าวกับ Policy Watch ว่า แม้ที่ผ่านมาจะมีนโยบายลดภาระครูที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนลง เช่น ลดโครงการต่าง ๆ หรือการยกเลิกการอยู่เวรครูในโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งถือเป็นชัยชนะก้าวเล็ก ๆ ที่จับต้องได้จริงและช่วยคืนเวลาชีวิตให้ครู
แต่ในภาพรวม ครูไทยยังคงแบกรับภาระที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสอนอีกมหาศาล เพราะยังไม่ได้ไปแก้ปัญหาในระดับต้นตอคือ วิธีคิดแบบ “เสรีนิยมใหม่”
เสรีนิยมใหม่ (neoliberalist) คือแนวคิดทางเศรษฐกิจการเมือง เน้นปรับเปลี่ยนบทบาทของรัฐและโครงสร้างทางสังคมเพื่อให้สอดรับกับ ระบบทุนนิยมตลาดเสรี ด้วยมาตรฐานใหม่ ๆ เช่น การโอนย้ายทรัพย์สินและบริการของรัฐไปอยู่ในมือเอกชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและการแข่งขัน เน้นลดงบประมาณที่การใช้จ่ายของภาครัฐ จำกัดสวัสดิการสังคม และทำให้ทุกภาคส่วน ทั้งการศึกษา สุขภาพ และการบริหารราชการ ต้องดำเนินงานภายใต้มาตรฐานของคู่แข่ง ที่เน้นประสิทธิภาพและตัวชี้วัดที่ชัดเจน
ธนวรรธน์ กล่าวว่า เสรีนิยมใหม่พยายามทำให้ทุกอย่างเป็นมาตรฐานผ่านตัวชี้วัด (KPI) และรายงานจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้คือผลข้างเคียงที่ดึงครูออกจากห้องเรียนมาสู่หน้าจอเพื่อปั้นตัวเลขรายงาน
ปัญหาใหญ่ ๆ จึงไม่ได้อยู่ที่ครูขาดประสิทธิภาพ แต่อยู่ที่โครงสร้างอำนาจที่เทอะทะและทับซ้อน การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการลดโครงการแต่ไม่เปลี่ยนวิธีวัดผล จึงเป็นเพียงการเปลี่ยนรูปแบบการกรอกข้อมูลจากกระดาษเป็นออนไลน์ แต่ภาระงานธุรการของครูยังคงเดิม
วิบากกรรม รร.ขนาดเล็ก เมื่อทรัพยากรไปไม่ถึงรากแก้ว
ประเทศไทยมีโรงเรียนสังกัด สพฐ. ทั้งหมดประมาณ 29,000 แห่งทั่วประเทศ มีโรงเรียนขนาดเล็ก (นักเรียนไม่เกิน 120 คน) ประมาณ 14,000 – 15,000 แห่ง ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของโรงเรียน ในโรงเรียนขนาดเล็กนี้ ครูไม่ได้เป็นเพียงผู้สอนเท่านั้น แต่เป็นทั้งนักบัญชี พัสดุ นักการภารโรง และนักประชาสัมพันธ์ สัดส่วนภาระงานอื่นที่สูงกว่า 80 %
สำหรับ ธนวรรธน์ แล้วคือภาพสะท้อนของความล้มเหลวในการจัดสรรทรัพยากร ที่ยังคงใช้สูตรคำนวณรายหัวนักเรียนในแต่ละโรงเรียน ลำพังครูต่อความต้องการของหลักสูตรต่อเด็ก มันก็ขาดแคลนอยู่แล้ว แต่ครูยังต้องมาทุ่มทรัพยากร ทุ่มเวลาในการทำสิ่งเหล่านี้อีก เขาเล่าถึงชีวิตครูในโรงเรียนขนาดเล็กว่า
“เราอาจได้เห็นภาพครูให้เด็กนักเรียนนั่งอ่านออกเสียง ท่องอาขยาน แล้วครูไปนั่งเคลียร์เอกสารการเงินอยู่หลังห้อง และนี่คือเรื่องผิดปกติที่กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย
โดยเฉพาะครูโรงเรียนประถม เจอตารางสอนแบบ 25 คาบ 30 คาบ แปลว่า แปลว่าสอนหนังสือวันละ 6 ชั่วโมง เท่ากับ 30 ชั่วโมงใน 5 วัน ครูประถมก็แทบจะไม่มีเวลาอื่นแล้ว แต่ยังต้องทำงานเอกสารธุรการอยู่อีก ดังนั้น ถ้าให้ตีเปอร์เซ็นต์ คือเวลาทำงานครูมีอยู่ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องทำไปแล้ว 120-150 เปอร์เซ็นต์”
ในการแก้ไขปัญหานี้ ธนวรรธน์ เสนอนโยบายการอุดหนุนงบประมาณแบบก้าวหน้า ที่ไม่เป็นรายหัวตามขนาดโรงเรียนรวมทั้งตัดทิ้งกฎระเบียบที่ไร้ความจำเป็นออกไป เพื่อไม่ให้ครูในพื้นที่ห่างไกลก็ยังต้องควบตำแหน่งและแบกรับภาระจนเกินขีดจำกัด 120-150% ของเวลาทำงานจริง
แก้ไขวัฒนธรรมองค์กรที่ถูกทำให้คุ้นชิน
อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศธ. ได้ประกาศ 5 แนวทางใหม่ในการตรวจราชการสถานศึกษา ยกเลิกตั้งแถว-จัดฉากต้อนรับลดพิธีรีตอง เพื่อลดภาระครูและไม่รบกวนการเรียนการสอน ยกเลิกการเกณฑ์นักเรียน-ครูมาตั้งแถวต้อนรับ งดจัดพิธีการฟุ่มเฟือย งดตกแต่งสถานที่เกินจำเป็น และให้เน้นการตรวจราชการ “ตามสภาพจริง” เพื่อให้การตรวจราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้
- ไม่ต้องจัดนักเรียนหรือครูมาตั้งแถวเพื่อต้อนรับ
- ไม่ต้องดึงนักเรียนหรือครูออกจากห้องเรียนเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมต้อนรับ
- ไม่ต้องจัดพิธีการที่มีลักษณะฟุ่มเฟือยหรือเกินความจำเป็น
- ไม่ต้องจัดเตรียมสถานที่ในลักษณะพิธีการ เช่น การตั้งโต๊ะ การตกแต่งด้วยผ้าจับจีบ หรือรูปแบบที่เน้นความสวยงามเกินจำเป็น
- ให้ดำเนินการตรวจราชการตามสภาพจริงของการจัดการเรียนการสอน
ประกาศนี้สำหรับ ธนวรรธน์ แล้วถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะสร้างวัฒนธรรมใหม่ ไม่ต้องมีพิธีต้อนรับมอบช่อดอกไม้ เพื่อลดภาระงานครู ไม่เบียดบังเวลาสอนครู ซึ่งต้องขยายไปยังการต้อนรับผู้บริหารระดับอื่นด้วย
หนี้ครู วังวนผลประโยชน์ทับซ้อน
จากสถานการณ์หนี้ครู จากข้อมูลปี 2568-2569 ครูมียอดหนี้รวม สูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท จำนวนครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นหนี้มีประมาณ 7.2 แสนคน จากทั้งหมด 9 แสนคน ซึ่งคิดเป็น 80% ของครูทั้งหมด และมีครูไม่น้อยกว่าหมื่นรายกำลังถูกฟ้องดำเนินคดี และหลายรายมีหนี้เสีย
หลายครั้งที่ครูอาจารย์รวมตัวกันเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานต้นสังกัดช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินและคุณภาพชีวิต
อย่างไรก็ตามข้อเรียกร้องหนี้ครูนี้มักถูกสังคมตำหนิว่า เป็นปัญหาส่วนตัว การใช้จ่ายเกินตัว ไม่มีวินัยเอง อาชีพอื่นก็เป็นหนี้เหมือนกัน ข้าราชการอื่น ๆ ก็ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้ออกมาเรียกร้องภาครัฐหรือหน่วยงานที่สังกัดให้ช่วยลดภาระหนี้สิน
ทางด้าน ธนวรรธน์ ไม่ได้ปฏิเสธว่า ปัญหาทางการเงินครูหลายเรื่องก็เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ก็ชี้ชวนให้มองถึงปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยว่า ข้าราชการครูมีสัดส่วนเกือบ 50% ของข้าราชการพลเรือนทั้งหมด สัดส่วนของหนี้จึงดูยิ่งใหญ่กว่าอาชีพอื่น และสาเหตุแห่งหนี้ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการซื้ออุปกรณ์ประกอบวิชาชีพ และอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ครูต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง ไม่ต่างจากตำรวจที่ต้องซื้อปืนเอง
“แม้จะมีระเบียบราชการที่ดูเหมือนจะเบิกได้ก็จริง แต่ครูก็เลือกที่จะไม่เบิก เพราะขั้นตอนการเบิกนั้นไปเพิ่มภาระงานเอกสารที่มีมากอยู่แล้วให้เพิ่มขึ้นไปอีก ทำให้หลายครั้งที่ครูต้องยอมใช้ทรัพยากรส่วนตัว เลือกควักกระเป๋าตังเองเพื่อสื่อการเรียนการสอน
และขณะที่ข้าราชการอื่นหน่วยงานอยู่แค่อยู่ในตัวเมือง อยู่ในตัวอำเภอ แต่โรงเรียนอยู่ทุกตำบล อยู่ทุกหมู่บ้าน ครูที่บรรจุไม่ได้อยู่ใกล้บ้าน จะไปสอนในพื้นที่ห่างไกลก็ไม่มีและระบบโครงสร้างขนส่งมวลชน ในเมืองไทยเราก็รู้กันอยู่ ครูเลยต้องซื้อรถยนต์ส่วนตัวกันเอง
เมื่อถามว่ามันมีครูที่ใช้จ่ายเกินตัวไหม มี แต่ต้องมองในเชิงโครงสร้างด้วยว่าอะไรที่เป็นตัวให้ครูต้องมีหนี้”
และที่น่ากังวลที่สุดสำหรับธนวรรธน์คือ โครงสร้างสถาบันทางการเงินและสหกรณ์โรงเรียน ที่หากำไรจากความมั่นคงของวิชาชีพครู บ่อยครั้งที่พบ “อำนาจทับซ้อน” เพราะผู้บริหารโรงเรียนนั่งควบตำแหน่งผู้บริหารสหกรณ์ เป็นทั้งผู้บังคับบัญชาและเจ้าหนี้ในเวลาเดียวกัน วงจรนี้ทำให้ครูเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายเกินไปจนกลายเป็นกับดักที่กัดกินคุณภาพชีวิตครู
เขากล่าวว่า สถาบันทางการเงินไม่ว่าจะเป็นธนาคาร บัตรเครดิต หรือแม้แต่ตัวสหกรณ์ มันทำกำไรจากครูได้เยอะมาก เพราะข้าราชการครูดูแล้วเป็นอาชีพมั่นคงน่าเชื่อถือ ก็เลยมีการให้สินเชื่อกับครู การออกบัตรอะไรต่าง ๆ หลายครั้งที่จะเห็นธนาคารต่าง ๆ ไปตามโรงเรียนต่าง ๆ ตั้งโต๊ะหน้าห้องธุรการเลย แล้วก็แจกนั่นแจกนี่เพื่อให้ครูมาทำบัตร
สุดท้ายก็คือสหกรณ์ ที่มีอำนาจทับซ้อนกันอยู่ ผู้บริหารโรงเรียนที่เป็นผู้บริหารสหกรณ์ เป็นกรรมการที่บริหารสถาบันทางการเงิน แล้วก็เป็นผู้บังคับบัญชาของลูกหนี้ แล้วก็เป็นคนเซ็นอนุมัติใบรับรองเพื่อให้ไปกู้ สุดท้ายแล้วการที่ครูยิ่งกู้เยอะ ผลประโยชน์มันก็ไปตกอยู่กับผู้ถือหุ้น และกรรมการที่จะได้ปันผลกัน
ทั้งหมดนี้นับเป็นอีกความพยายามที่จะปฏิรูปคุณภาพการศึกษา ท่ามกลางความคาดหวังจากคนทั้งสังคมที่ต้องการจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในเร็ววัน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- นโยบายลดภาระงานครู (บางส่วน) ไม่พอคืนครูสู่ห้องเรียน
- เลิกส่งรายงานประเมินโรงเรียน ลดภาระงานครู
- ทำไมแก้พ.ร.บ.การศึกษา เป็นของแสลงสำหรับรัฐบาล




