วงการการศึกษาไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญอีกครั้ง ท่ามกลางความคืบหน้าของการผลักดันแก้ไขร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ขณะเดียวกันก็มีข้อเสนอจากฝ่ายนโยบายให้ทบทวนหลักสูตรการเรียนการสอน โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ หลังมีความเห็นว่าเนื้อหาบางส่วนอาจมีความซับซ้อนและยากเกินไปสำหรับผู้เรียนในบางช่วงวัย
ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง เพราะไม่เพียงเกี่ยวข้องกับเนื้อหาวิชาเรียนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนคำถามสำคัญต่อทิศทางการปฏิรูปการศึกษาของไทยในอนาคต ว่า ควรปรับเปลี่ยนที่ “หลักสูตร” หรือจำเป็นต้องมองลึกไปถึงวิธีการเรียนการสอนและโครงสร้างของระบบการศึกษาทั้งระบบ
Thai PBS Policy ได้มีโอกาสพูดคุยอย่างละเอียดกับ “ผศ.ศราวุธ จอมนำ” อาจารย์ประจำคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนคณิตศาสตร์ และผู้มีส่วนร่วมในการให้ความเห็นต่อประเด็นการปฏิรูปการศึกษาหลายครั้งที่ผ่านมา เพื่อชวนมองอนาคตการศึกษาไทยในช่วงเวลาที่กำลังเผชิญโจทย์สำคัญอีกครั้ง
ผศ.ศราวุธ เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า “ทำไมเด็กที่ชอบคณิตศาสตร์ตอนประถม ถึงเกลียดมันตอนมัธยม?”
ถ้าคุณเคยเป็นเด็กคนนั้น หรือรู้จักเด็กคนนั้น อาจนึกว่ามันเป็นเรื่องของตัวเด็กเอง หรือบางทีก็โทษครู บางทีก็โทษตัวเอง แต่ถ้าลองถอยออกมาให้ไกลพอ จะเห็นว่าคำตอบที่แท้จริงซ่อนอยู่ในโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้นมาก ซึ่งซ่อนอยู่ในวิธีที่เราออกแบบโรงเรียนมาตั้งแต่ต้น
ย้อนไปถึงจุดเริ่มต้น ของโรงเรียนสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับการปฏิวัติอุตสาหกรรม และ ถูกออกแบบมาให้ทำงานคล้ายโรงงาน
หากลองนึกภาพดู ในยุคที่โรงงานต้องการแรงงาน ปัญหาหนึ่งที่เจ้าของโรงงานเผชิญคือคนงานไม่ยอมเข้ามาทำงาน เพราะต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูก วิธีแก้คือสร้างสถานที่รับเลี้ยงเด็กควบคู่ไปด้วย และนั่นแหละคือจุดกำเนิดของโรงเรียนยุคแรก
จากจุดเริ่มต้นแบบนี้ โครงสร้างของโรงเรียนจึงออกแบบมาให้สอดรับกับระบบสายพานการผลิต มีสิ่งที่เรียกว่า “Cell and Bell” ห้องเรียน (Cell) คือสถานีผลิต และกระดิ่ง (Bell) คือสัญญาณเปลี่ยนสายการผลิต เด็กทุกคนเข้ามาพร้อมกัน เรียนพร้อมกัน เลื่อนชั้นพร้อมกัน และจบพร้อมกัน เหมือนสินค้าที่วิ่งบนสายพาน
ชั่วโมงที่ 1 คณิตศาสตร์ กระดิ่งดัง ชั่วโมงที่ 2 ภาษาไทย กระดิ่งดัง ชั่วโมงที่ 3 วิทยาศาสตร์ ไม่ว่าเด็กจะเข้าใจหรือไม่ก็ตาม สายพานไม่รอใคร
นี่คือระบบการศึกษาแบบ “ยึดเวลาเป็นตัวตั้ง” เวลาทุกคนเท่ากัน ส่วนจะเรียนรู้ได้แค่ไหน นั่นเป็นเรื่องของแต่ละคน
หลักสูตรปี 44 ความก้าวหน้าที่เร็วเกินไป?
ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับแรกในปี 2542 และหนึ่งในผลพวงที่สำคัญที่สุดของกฎหมายฉบับนั้นคือ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “หลักสูตร 44”
หลักสูตร 44 ถือว่าก้าวหน้ามากสำหรับยุคนั้น เพราะมันเชื่อในเรื่องอิสระ โรงเรียนแต่ละแห่งไม่ต้องใช้หนังสือเรียนเล่มเดิม รายวิชาเดิม หรือเนื้อหาเดิมทั้งประเทศอีกต่อไป สิ่งที่หลักสูตรกลางกำหนดไว้มีแค่ “มาตรฐานช่วงชั้น” ว่าเมื่อจบแต่ละช่วงชั้นแล้วเด็กควรมีความสามารถอะไรบ้าง ส่วนจะสอนยังไง จัดเป็นรายวิชาหรือหน่วยการเรียนรู้บูรณาการ ใช้เวลาเท่าไหร่ โรงเรียนตัดสินใจเองได้ทั้งหมด
แม้ฟังดูดีมาก แต่ไม่ได้ผลในทางปฏิบัติ เพราะโรงเรียนส่วนใหญ่ไม่เคยมีอำนาจตัดสินใจเรื่องนี้มาก่อนเลย ก่อนหน้านั้น ทุกอย่างถูกกำหนดมาให้หมด ตั้งแต่รหัสวิชา สีปก ไปจนถึงเนื้อหาในแต่ละหน้า โรงเรียนทั้งประเทศใช้หนังสือเล่มเดียวกัน บทเดียวกัน ครั้นพอให้อิสระ กลับไม่รู้จะทำอะไร
ผลที่ตามมาคือความโกลาหล โรงเรียนแต่ละแห่งสร้างหลักสูตรของตัวเองตามความเข้าใจที่แตกต่างกัน บางโรงเรียนทำได้ดี บางโรงเรียนก็ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน และปัญหาหนักที่สุดที่ชาวบ้านสัมผัสได้จริงคือ เมื่อต้องย้ายโรงเรียน
ลองนึกภาพเด็กที่เรียน ม.1 จบแล้วต้องย้ายตามพ่อแม่ที่ย้ายงาน โรงเรียนเก่าอาจเรียนเนื้อหาคณิตศาสตร์ชุดหนึ่ง โรงเรียนใหม่เรียนอีกชุดหนึ่งที่ไม่ต่อกันเลย เด็กคนนั้นจะต่อเรียนตรงไหน จะนับยังไง ในประเทศที่อัตราการย้ายถิ่นฐานตามนายจ้างสูง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของคนส่วนน้อย
ปรับใหม่เป็นหลักสูตรปี 51 แต่แลกมาด้วยความแข็งทื่อ
จากปัญหาของหลักสูตร 44 นำไปสู่การเรียกร้องให้มีหลักสูตรที่ “กำหนดรายละเอียดให้มากขึ้น” และในปี 2551 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ “หลักสูตร 51” ก็ถือกำเนิดขึ้น
สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดที่สุดคือการเพิ่ม “ตัวชี้วัดชั้นปี” ไม่ใช่แค่มาตรฐานช่วงชั้นอีกต่อไป แต่กำหนดลงไปเลยว่า ม.1 ต้องรู้อะไร ม.2 ต้องทำอะไรได้ ม.3 ต้องสอบผ่านเรื่องใดบ้าง ทุกชั้น ทุกวิชา ทุกตัวชี้วัด ถูกระบุไว้อย่างละเอียด
การเพิ่มตัวชี้วัดเป็นชั้นปี แม้จะทำให้ปัญหาการย้ายโรงเรียนหาย เพราะทุกโรงเรียนเรียนเรื่องเดียวกันในชั้นปีเดียวกัน แต่ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้นแทน เมื่อตัวชี้วัดถูกล็อกไว้ตามชั้นปี แต่เนื้อหาที่ควรอยู่ด้วยกันก็ถูกแยกออกจากกัน แต่หลักสูตรถูกแยกออกจากกัน
ลองนึกถึงวิชาคณิตศาสตร์เรื่องรูปทรงสามมิติ เนื้อหาเรื่องทรงกระบอกกับทรงกรวยเป็นเรื่องเดียวกัน ความต่างหลักคือยอดแหลมกับยอดไม่แหลม แต่ถ้าหลักสูตรกำหนดว่า ม.2 เรียนทรงกระบอก ม.3 เรียนทรงกรวย เด็กที่ ม.2 กำลังจะ “คลิก” เรื่องนี้พอดีก็ต้องหยุดรอ แล้วค่อยมาเรียนต่ออีกปี ซึ่งตอนนั้นอาจลืมพื้นฐานเดิมไปแล้วก็ได้”
และนี่คือความย้อนแย้งของหลักสูตรปี 51 มันแก้ปัญหาการย้ายโรงเรียน แต่สร้างปัญหาการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง มันทำให้การบริหารจัดการง่ายขึ้น แต่ทำให้การเรียนรู้ยากขึ้น
ระบบที่บีบครูและเด็กไปพร้อมกัน
ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ที่ตัวชี้วัดหรือการจัดลำดับเนื้อหา แต่ยังอยู่ที่ปริมาณ หลักสูตรปี 51 มีตัวชี้วัดจำนวนมาก และทุกตัวชี้วัดมีน้ำหนักเท่ากัน ไม่มีตัวไหนบอกว่าอันนี้สำคัญกว่าอันนั้น ผลที่ตามมาคือครูต้องพยายาม “ครอบคลุม” ทุกเรื่องภายในเวลาที่มีอยู่ และเวลาก็ไม่เคยพอ
ลองคิดดูว่าครูคนหนึ่งต้องทำอะไรบ้างในหนึ่งสัปดาห์ สอนอาจถึง 20 กว่าชั่วโมง แต่นอกจากสอนแล้วยังต้องเตรียมสอน ตรวจการบ้าน ให้ฟีดแบคเด็กเป็นรายคน ทำเอกสารประเมิน เขียนรายงาน เข้าร่วมประชุม ดูแลกิจกรรมนักเรียน และงานธุรการอีกไม่รู้กี่อย่าง
ในต่างประเทศที่ระบบการศึกษาทำงานได้ดี ครูจะมีเวลานอกห้องเรียนที่ถูกออกแบบไว้อย่างชัดเจน สำหรับการเตรียมสอนและให้ฟีดแบค ที่ญี่ปุ่นยังมี ระบบ Lesson Study ที่ครูเปิดห้องเรียนให้ครูคนอื่นมาสังเกตการสอน แล้วนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน นั่นคือเวลาที่ถูกนับรวมอยู่ในชั่วโมงทำงานของครูด้วย แต่ในไทย เวลาทำงานของครูมักถูกนับแค่ “ชั่วโมงสอน” ส่วนเวลาที่เหลือถูกถมด้วยงานอื่นที่ไม่ใช่การสอน ผลคือเวลาเตรียมสอนที่แท้จริงแทบไม่มี และสิ่งที่ตามมาคือการสอนแบบที่เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั่นคือ บอกสูตร ทำตัวอย่าง แล้วให้เด็กฝึก
เด็กที่ถูกสายพานทิ้งไว้ข้างหลัง
กลับมาที่คำถามตั้งต้น ทำไมเด็กที่ชอบคณิตศาสตร์ตอนประถมถึงเกลียดมันตอนมัธยม? คำตอบหนึ่งจึงอยู่ในตัวระบบเอง
ตอนประถม เนื้อหาคณิตศาสตร์ส่วนใหญ่เป็นเลขคณิต บวก ลบ คูณ หาร เรขาคณิตเบื้องต้น สิ่งที่จับต้องได้ในชีวิตจริง เด็กเรียนแล้วทำได้ รู้สึกภูมิใจ และชอบ แต่วิธีที่เด็กจำนวนมากเรียนคณิตศาสตร์ตอนประถมไม่ใช่การ “เข้าใจ” แต่เป็นการ “จำวิธีทำ” ครูสอนขั้นตอน เด็กจำและทำตาม คำตอบออกมาถูก รู้สึกดี
วิธีนี้ใช้ได้ผลในระยะสั้น เพราะเลขคณิตมีรูปแบบที่ค่อนข้างตายตัว แต่พอขึ้นมัธยม คณิตศาสตร์เริ่มเป็นนามธรรม จำนวนติดลบ สมการที่ไม่มีคำตอบเดียว กราฟที่ต้องตีความ สิ่งเหล่านี้ไม่มีสูตรสำเร็จรูปที่จำแล้วใช้ได้ทุกสถานการณ์
เด็กที่เคยชนะด้วยการจำ บัดนี้พบว่าอาวุธเดิมใช้ไม่ได้แล้ว แต่ไม่มีใครสอนให้เปลี่ยนอาวุธ เพราะระบบก็ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสิ่งนั้น และสายพานยังคงวิ่งต่อไป ไม่ว่าเด็กจะตามทันหรือไม่
ปฏิรูปหลักสูตร ทางแยกที่รอการตัดสินใจ
ในช่วงหลัง ความพยายามในการปฏิรูปหลักสูตรมีให้เห็นอยู่บ้าง มีการพูดถึง “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” ที่เปลี่ยนจากการยึดเวลาเป็นตัวตั้ง มาเป็นการยึดความสามารถของผู้เรียน เด็กที่เรียนรู้เร็วไปต่อได้เลย เด็กที่ต้องการเวลาเพิ่มก็มีเวลาให้ ไม่มีใครถูกสายพานทิ้งไว้ข้างหลัง
แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ฟินแลนด์ ต่างมีรูปแบบของตัวเองในการจัดการกับความหลากหลายของผู้เรียน แต่ทุกแนวคิดต้องเผชิญกับความจริงอันหนักอึ้งเดียวกัน นั่นคือการเปลี่ยนระบบที่ฝังรากลึกมาหลายสิบปี ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนหลักสูตรบนกระดาษ แต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดของทุกคนในระบบ ตั้งแต่ผู้บริหารนโยบาย ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง และตัวเด็กเอง
พระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ.2562 เปิดช่องให้โรงเรียนบางแห่งทดลองออกจากกรอบหลักสูตรปี 51 ได้ มีโรงเรียนบางแห่งเริ่มนำแนวคิดหลักสูตรฐานสมรรถนะไปใช้จริง และเรียนรู้ว่าอะไรใช้ได้ อะไรต้องปรับ นี่อาจเป็นเส้นทางที่ถูกกว่าการประกาศใช้หลักสูตรใหม่ทั้งประเทศพร้อมกัน ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่หลักสูตรปี 44 เคยทำมาแล้ว
ย้อนกลับไปที่คำถามแรก โรงเรียนถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร ถ้าคำตอบคือ “เพื่อผลิตกำลังคน” ระบบที่มีอยู่ก็ทำงานได้ตามที่ออกแบบมา แม้จะไม่มีประสิทธิภาพ แต่ก็ยังทำงาน สายพานวิ่ง เด็กเคลื่อนผ่าน บางคนตกหล่นไปข้างทาง บางคนผ่านมาได้
แต่ถ้าคำตอบคือ “เพื่อให้เด็กทุกคนได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ” ระบบแบบเดิมไม่ตอบโจทย์นั้น
ปัญหาของการศึกษาไทยไม่ได้อยู่แค่ที่ว่าเนื้อหายากไปหรือง่ายไป ไม่ได้อยู่แค่ที่ว่าหลักสูตรดีหรือไม่ดี แต่อยู่ที่ฐานคิดที่ลึกกว่านั้น ว่าเราเชื่อว่าเด็กทุกคนควรได้รับโอกาสเรียนรู้ตามจังหวะของตัวเองหรือไม่ หรือเราเชื่อว่าสายพานต้องวิ่งต่อไป ไม่ว่าจะมีใครตกหล่นหรือเปล่า
ตราบใดที่ยังไม่ตอบคำถามนี้ให้ชัด การปฏิรูปหลักสูตรไม่ว่าจะกี่ครั้ง ก็จะวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิม
ติดตามต่อ ตอนที่ 2 คณิตศาสตร์ไทย ยากเกินไป หรือสอนผิดวิธี? ว่าด้วยต้นกำเนิดของสสวท. จากยุคสงครามเย็น และทำไมเด็กถึงจำสูตรได้ แต่อธิบายไม่ได้ .
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง




