จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โพสต์ข้อความเป็น “เฟซบุ๊ก” เกี่ยวกับความคืบหน้าของสูตรประกันสังคม สูตร CARE (Career Average Revalued Earnings) บอกว่า “หนิมไม่ได้ช้า แต่ศึกษาอย่างถี่ถ้วน”
จุลพันธ์ โพสต์ข้อความ “หนิม CARE คุณ THE SERIES ตอนที่ 2” โดยระบุว่า หนิมทำอะไรอยู่? “หนิมไม่ได้ช้า แต่ศึกษาอย่างถี่ถ้วน”
อ่านเพิ่มเติม : รมว.แรงงานไฟเขียวประกันสังคมสูตร CARE ได้บำนาญไม่ต่ำกว่าเดิม
จุลพันธ์ ระบุว่า หลังจากที่ตอนแรกเราได้ทำความเข้าใจกันไปแล้วว่าสูตร CARE (Career Average Revalued Earnings) คืออะไรและจะเข้ามาช่วยสร้างความเท่าเทียมให้กับเงินบำนาญชราภาพของเราได้อย่างไร

สำหรับกระแสสังคมที่ตั้งคำถามเรื่องความล่าช้าในการผลักดันสูตร CARE ว่าตลอดช่วงกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา มีผู้สอบถามอย่างต่อเนื่องว่าจะลงนามรับรองและเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เมื่อใด พร้อมยืนยันว่า “ไม่ได้ช้า แต่เรื่องนี้ต้องศึกษาอย่างถี่ถ้วน” เนื่องจากการเปลี่ยนสูตรคำนวณบำนาญถือเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมควบคู่กันใน 3 ด้านหลัก เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่กระทบต่อผู้ประกันตน คือ
- แผนงานและระบบคอมพิวเตอร์ (IT) ต้องรองรับการเปลี่ยนสูตรคำนวณจากเดิมที่ดูแค่ 5 ปีสุดท้ายมาเป็นดูรายได้ตลอดอายุการทำงาน แปลว่าฐานข้อมูลต้องแม่นยำมาก ซึ่งต้องทำปฏิรูประบบฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์และระบบไอที (IT) ของประกันสังคมใหม่ทั้งหมด เพื่อยกระดับให้ระบบหลังบ้านมีศักยภาพสูงพอที่จะรองรับชุดข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) ได้พร้อมกัน พัฒนาระบบสำหรับผู้ประกันตนรายใหม่ให้มีระบบจัดเก็บข้อมูลรายได้ที่ถูกต้องและพัฒนาระบบสำหรับผู้รับรายเดิม เพื่อย้ายฐานข้อมูลเก่าเข้าสู่ระบบใหม่
- การพิจารณานโยบายควบคู่ เนื่องจากไม่ได้มองแค่สูตรคำนวณอย่างเดียว แต่ต้องดูองค์รวมของกฎหมายและนโยบายอื่น ๆ ด้วย อาทิ การปรับเพดานฐานค่าจ้าง เพื่อให้สะท้อนกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันและทำให้กองทุนมีความมั่นคงในระยะยาว
- รับฟังความเห็นและข้อเรียกร้อง สิ่งสำคัญที่สุดคือเสียงของผู้ประกันตนครับ ช่วงที่ผ่านมาตนเปิดรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มต่าง ๆ อย่างทั่วถึง ทั้งกลุ่มที่สนับสนุนและกลุ่มที่คัดค้าน เพื่อนำข้อมูลมาเตรียมมาตรการอุดช่องโหว่และแก้ไขจุดที่พี่น้องแรงงานยังกังวลใจ
จากนี้ต้องจับตาว่าหลังเสนอสูตร CARE เข้า ครม. แล้ว จะใช้เวลาพิจารณาอีกนานเพียงใด และสำนักงานประกันสังคมจะต้องเตรียมความพร้อมอีกนานแค่ไหน ก่อนนำสูตร CARE มาใช้จริง เพราะเมื่อผู้ประกันตนเริ่มจ่ายเงินสมทบในอัตราใหม่แล้ว
แต่สิ่งที่พวกเขารอคอยจึงไม่ใช่เพียงแค่คำอธิบายไปวัน ๆ แต่คือวันที่สูตร CARE มีผลบังคับใช้และได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นจริง
เป็นสูตรคำนวณบำนาญชราภาพแบบใหม่ของกองทุนประกันสังคม ที่จะเปลี่ยนวิธีคิดจากเงินสมทบที่จ่ายในช่วง 5 ปีสุดท้ายของการทำงาน มาเป็นคิดจากเงินสมทบที่จ่ายตลอดทุกปี เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกันตน
สำนักงานประกันสังคม ได้เริ่มศึกษามาตั้งแต่ปี 2563 จนในปี 2568 คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ เสนอให้ใช้สูตร CARE ก่อนที่คณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) จะลงมติเห็นชอบ และส่งต่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พิจาณาลงนามรับรอง
สูตร CARE ได้ฤกษ์เข้า ครม.
จุลพันธ์ กล่าวในรายการ เพื่อไทย Takeaway ว่า เร็ว ๆ นี้ จะยื่นเรื่องสูตร CARE เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยที่ผ่านมามีการรับฟังทุกฝ่ายทั้งฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายที่คัดค้าน รวมทั้งคนที่ยังไม่รับทราบข้อมูล จึงต้องรับฟังทุกความเห็นอย่างรอบด้าน และอีกสาเหตุหนึ่งที่ต้องใช้เวลาก่อนตัดสินใจเสนอ ครม. คือ การศึกษาผลกระทบต่อตัวกองทุนประกันสังคม ว่าจะส่งผลต่อเสถียรภาพของกองทุนหรือไม่ เพื่อให้มั่นใจว่าหากเริ่มใช้สูตรใหม่แล้วจะไม่กระทบความมั่นคงของกองทุนในระยะยาว
สำหรับในรายละเอียดที่จะยื่น ครม. จะระบุด้วยว่า ผู้ที่เกษียณไปแล้ว และรับเงินบำนาญอยู่แล้ว จะไม่มีทางเสียประโยชน์ โดยจะให้ยึดตามตัวเลขที่มากกว่า หากสูตร CARE ทำให้ผู้ประกันตนได้เงินบำนาญน้อยกว่าเดิม ตรงนี้จะยังคงจ่ายเงินบำนาญตามสูตรเดิมที่ได้มากกว่า แต่หากมีการคำนวณแล้วพบว่าสูตร CARE ทำให้ได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้น ก็จะจ่ายเงินบำนาญตามสูตรใหม่ดังกล่าว
ส่วนผู้ที่กำลังจะเกษียณในระยะเวลา 5 ปีหลังจากใช้สูตร CARE อาจจะมีส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ เช่น ผู้ที่มีเงินเดือนเพิ่มสูงขึ้นในช่วง 5 ปีสุดท้ายก่อนเกษียณ โดยสิ่งที่จะนำเสนอต่อ ครม. คือ กลไกในการเยียวยา เพื่อชดเชยเงินส่วนที่หายไปให้กับผู้ที่จะเกษียณอายุภายในระยะเวลา 5 ปีนี้ โดยคนที่เกษียณในปีนี้จะได้รับเงินชดเชยความเสียหายเต็ม 100% ส่วนคนที่เกษียณในปีถัด ๆ ไป เงินชดเชยจะลดลงทีละปีเป็น 80%, 60%, 40% และเหลือ 20% ในปีที่ 5 ตามลำดับ จนกระทั่งเข้าสู่ปีที่ 6 เป็นต้นไปก็จะไม่มีการชดเชยอีกและปรับเข้าสู่ระบบใหม่อย่างเต็มรูปแบบ
ข้อถกเถียงบางกลุ่มเสียประโยชน์
ที่ผ่านมา สูตรคำนวณบำนาญแบบ CARE มีเป็นประเด็นที่ถูกถกเถียงอย่างกว้างขวาง เนื่องจากสูตรนี้มีผลกับเงินบำนาญของผู้ประกันตน ม.33 และ ม.39 รวมราว 13.7 ล้านคน โดยส่วนใหญ่จะได้เงินบำนาญเพิ่มขึ้น แต่ก็มีบางกลุ่มที่เสียประโยชน์ เช่น คนที่เงินเดือนพุ่งสูงเร็วในช่วง 5 ปีสุดท้าย ทำให้ได้บำนาญน้อยลง เป็นต้น
นอกจากนี้การใช้สูตร CARE ยังทำให้กองทุนประกันสังคม ต้องมีภาระมากขึ้นในด้านรายจ่ายมากขึ้น จึงทำให้สำนักงานประกันสังคม ต้องเพิ่มการจ่ายเงินสมทบแบบทยอยขั้นบันไดเฉพาะผู้ประกันตัน ม.33 เนื่องจากมีจำนวนมากที่สุดในระบบ และแลกกับการเพิ่มสิทธิประโยชน์และเงินบำนาญชราภาพให้ผู้ประกันตนด้วย เพื่อให้กองทุนฯ มีเงินเพียงพอที่จ่ายเบำนาญตามสูตร CARE
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มเงินสมทบของผู้ประกันตน ม.33 ได้เริ่มขึ้นแล้วในปี 2569 ขณะที่สูตร CARE ยังไม่มีการประกาศใช้ เนื่องจากต้องรอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ลงนามรับรอง
รอฟังความเห็นรอบด้าน
ทั้งนี้หลังจาก จุลพันธ์ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเมื่อเดือน มี.ค. ทีมประกันสังคมก้าวหน้า นำโดยกรรมการประกันสังคมฝ่ายลูกจ้าง ได้รุดทวงถามถึงความคืบหน้าเรื่องสูตร CARE
จุลพันธ์ ให้เหตุผลว่า “จะเชิญประกันสังคมก้าวหน้า และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มอื่น ๆ ที่มีความเห็นแตกต่าง มาหารือรับฟังความเห็นทุกฝ่าย เนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลกระทบในวงกว้าง จึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ”
ต่อมาในต้นเดือน พ.ค. 69 ในงานมอบนโยบายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน คณะกรรมการประกันสังคม และผู้บริหารสำนักงานประกันสังคม จุลพันธ์ กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องสูตร CARE อีกครั้งว่า “ใกล้จะได้ข้อสรุปแล้ว แต่ต้องขอเวลาในการพูดคุยให้รอบด้าน โดยขณะนี้ได้มีการเริ่มต้นนัดหมายกับกลุ่มต่าง ๆ เพื่อคุยกันในรายละเอียดว่าเขายังติดขัดในประเด็นใดบ้าง และเราควรจะเดินหน้าในรูปแบบไหน เพื่อที่จะรักษาผลประโยชน์ให้กับคนทุกกลุ่ม”
อย่างไรก็ตาม แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 3 เดือนนับตั้งแต่มีรัฐมนตรีคนใหม่ สูตร CARE ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะถูกนำมาใช้เมื่อใด ขณะที่ผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้เริ่มจ่ายเงินสมทบในอัตราที่สูงขึ้นแล้ว แต่สิทธิประโยชน์ภายใต้สูตรใหม่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ส่งผลให้ยังคงมีเสียงเรียกร้องจากผู้ประกันตนให้รัฐบาลเร่งผลักดันสูตรดังกล่าวให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว
กระทั่งวันที่ 26 มิ.ย. จุลพันธ์ เริ่มส่งสัญญาณชัดเจนถึงทิศทางการผลักดันสูตร CARE ผ่านวงเสวนา “REBOOST บำนาญไทย เพื่อแรงงานไทย” ที่เผยแพร่โดยเพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย โดยย้ำว่า การเปลี่ยนสูตรคำนวณบำนาญเป็นสิ่งจำเป็น เพราะปัจจุบันผู้ประกันตนมีการย้ายงานและเปลี่ยนสถานะจากมาตรา 33 ไปเป็นมาตรา 39 หรือมาตรา 40 มากขึ้น ส่งผลให้สูตรเดิมที่ใช้ฐานเงินเดือนเฉลี่ย 5 ปีสุดท้าย ไม่สะท้อนการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนตลอดอายุการทำงาน จึงควรเปลี่ยนมาใช้สูตร CARE ที่คำนวณจากรายได้ตลอดเส้นทางอาชีพแทน
เนื้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง:




