ค่ารักษาพยาบาลที่แพงขึ้นทุกปี ไม่ได้สร้างแรงกดดันเฉพาะประชาชนที่ต้องควักเงินจ่าย แต่เขย่าความยั่งยืนของระบบสุขภาพไทยทั้งระบบ ตั้งแต่หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ประกันสังคม สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ไปจนถึงธุรกิจ “ประกันสุขภาพเอกชน”
สัญญาณเตือนจาก “นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์” นายกสมาคมประกันชีวิตไทย สะท้อนบนเวที Thailand’s Healthcare policy forum ครั้งที่ โดยชี้ว่า แม้ทั้ง 4 ระบบจะมีโครงสร้างการเงินแตกต่างกัน แต่กำลังเผชิญ “โจทย์เดียวกัน” คือ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่าศักยภาพของระบบที่จะรองรับ
4 เสาหลักสุขภาพไทย กำลังเจอความท้าทายเดียวกัน
นุสรา อธิบายว่า ประเทศไทยมีระบบคุ้มครองสุขภาพที่ถือว่าแข็งแรงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ เพราะประชาชนสามารถเข้าถึงบริการผ่าน 4 กลไกหลัก ได้แก่
- หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง
- กองทุนประกันสังคม
- สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ
- ประกันสุขภาพภาคเอกชน
แต่ทุกระบบกำลังเผชิญแรงกดดันในทิศทางเดียวกัน คือ งบประมาณด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี ขณะที่จำนวนผู้ป่วยและต้นทุนการรักษาเติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจ
“ไม่ว่าจะเป็นบัตรทอง ประกันสังคม หรือประกันสุขภาพเอกชน ต่างก็ต้องหาคำตอบเดียวกันว่าจะทำอย่างไรให้ระบบอยู่ได้อย่างยั่งยืน”
Medical Inflation โตเร็วกว่าเงินเฟ้อหลายเท่า
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันต้นทุนเพิ่ม คือ “Medical Inflation” หรืออัตราเงินเฟ้อด้านการแพทย์ ข้อมูลที่สมาคมประกันชีวิตไทยอ้างอิง ระบุว่า ในปี 2567 ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของไทยเพิ่มขึ้นในระดับเลขสองหลัก โดยเคยมีการคาดการณ์ว่าจะสูงถึงประมาณ 15% แม้ตัวเลขจริงจะลดลงมาอยู่ราว 10.8% แต่ก็ยังสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของประเทศที่อยู่เพียงประมาณ 2-3% หลายเท่าตัว
นั่นหมายความว่า ทุกปีค่ารักษาพยาบาลกำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ
สังคมสูงวัย-โรคเรื้อรัง ดันค่ารักษาพุ่ง
สาเหตุไม่ได้มาจากราคายาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยซ้อนกัน เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ กลายเป็นภาระด้านสุขภาพของประชากรจำนวนมาก
นุสรา ยกตัวอย่างว่า แม้หลายคนจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง แต่กลับไม่มองว่าตัวเองป่วย จึงไม่รับประทานยาและไม่ดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนยังมีช่องว่าง โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด
เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ระบบรักษาในระยะที่โรครุนแรงขึ้น ต้นทุนการรักษาจึงสูงกว่าการป้องกันหลายเท่า
นวัตกรรมช่วยรักษาชีวิต แต่ต้นทุนก็สูงขึ้น
อีกด้านหนึ่ง ความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยารุ่นใหม่ การรักษาแบบมุ่งเป้า การรักษาด้วยโปรตอน หรือเทคโนโลยีวินิจฉัยสมัยใหม่
อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมเหล่านี้ล้วนมีต้นทุนสูง และกลายเป็นอีกปัจจัยที่ผลักดันค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศ จึงเกิดสถานการณ์ที่ “ยิ่งรักษาได้ดี ระบบก็ยิ่งต้องใช้เงินมากขึ้น”
บริษัทประกันเริ่มเผชิญโจทย์หนัก
แรงกดดันดังกล่าวไม่ได้เกิดเฉพาะกับภาครัฐ แต่กำลังส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจประกันสุขภาพ “นุสรา” ระบุว่า หลังสำนักงาน คปภ. ปรับมาตรฐานกรมธรรม์สุขภาพ (New Health Standard) ตั้งแต่ปี 2564 บริษัทประกันต้องรับประกันต่อเนื่องตลอดอายุกรมธรรม์หลัก ไม่สามารถยกเลิกสัญญาเพียงเพราะผู้เอาประกันเริ่มป่วยเหมือนในอดีต
แม้มาตรการดังกล่าวช่วยคุ้มครองผู้บริโภค แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้บริษัทประกันต้องรับความเสี่ยงระยะยาวมากขึ้น ขณะที่ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
เมื่อประกอบกับ Medical Inflation ที่เติบโตในระดับเลขสองหลัก ทำให้หลายบริษัทเริ่มประเมินว่าอัตราการจ่ายค่าสินไหม (Loss Ratio) สูงขึ้นจนเข้าใกล้ระดับขาดทุน
ขึ้นเบี้ยประกัน…ก็ไม่ใช่คำตอบ
แม้ต้นทุนจะสูงขึ้น แต่การปรับขึ้นเบี้ยประกันก็ไม่ใช่เรื่องที่บริษัททำได้โดยอิสระ เพราะทุกครั้งที่บริษัทต้องการขึ้นเบี้ย จะต้องนำข้อมูลต้นทุนและสถิติการเคลมเสนอให้สำนักงาน คปภ. พิจารณา ซึ่งมีหน้าที่รักษาสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภคกับความมั่นคงของธุรกิจประกัน
นุสรา ยอมรับว่า หากขึ้นเบี้ยมากเกินไป ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยอาจตัดสินใจยกเลิกกรมธรรม์ เพราะรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว ผลลัพธ์ที่ตามมา คือ คนไทยอาจเข้าถึงประกันสุขภาพภาคสมัครใจได้น้อยลง ขณะที่ภาระจะย้อนกลับไปยังระบบสุขภาพของรัฐมากขึ้น
วิกฤตของประกันสุขภาพเอกชน สัญญาณเตือนของระบบ
นายกสมาคมประกันชีวิตไทย ย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหาของธุรกิจประกันเพียงอย่างเดียว แต่เป็นโจทย์ร่วมของทุกภาคส่วน
หากไม่สามารถควบคุมการเติบโตของค่ารักษาพยาบาลได้ รัฐต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่บริษัทประกันก็จำเป็นต้องขอปรับเบี้ยตามต้นทุนที่สูงขึ้น
สุดท้าย ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด อาจไม่ใช่บริษัทประกันหรือหน่วยงานของรัฐ แต่คือประชาชนที่ต้องเผชิญกับค่ารักษาพยาบาลและค่าเบี้ยประกันที่แพงขึ้น พร้อมกับความเสี่ยงที่จะเข้าถึงหลักประกันสุขภาพได้ยากกว่าเดิม
และนั่นคือเหตุผลที่คำว่า “Medical Inflation” ไม่ใช่เพียงศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์อีกต่อไป หากแต่เป็นโจทย์ใหญ่ของระบบสุขภาพไทย ที่ทุกฝ่ายจำเป็นต้องร่วมกันหาทางออก ก่อนที่ภาระด้านสุขภาพจะกลายเป็นภาระของทั้งประเทศในอนาคต
ติดตามต่อตอนที่ 2 หลังจากส่งสัญญาณเตือนว่า “Medical Inflation” หรือเงินเฟ้อด้านการแพทย์ กำลังเป็นแรงกดดันต่อทั้งระบบสุขภาพไทย “ประกันสุขภาพเอกชน” จะรับมืออย่างไร
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




