กองทุนประกันสังคมกำลังถูกตั้งคำถามจากผู้ประกันตน ถึงความคุ้มค่าของเงินสมทบที่จ่ายทุกเดือน ล่าสุด นอกจากประเด็นการบริหารกองทุนและระเบียบเลือกตั้งบอร์ดแล้ว ยังเกิดการเปรียบเทียบสำคัญ คือ “สิทธิการรักษามะเร็ง” ระหว่างสิทธิ ประกันสังคม กับสิทธิบัตรทอง
ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้น หลังบอร์ดประกันสังคมคนหนึ่ง อ้างว่าบริหารเงินกองทุนมีกำไรประมาณ 8 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อคิดเป็นสัดส่วน พบว่าอยู่ที่ราว 2% เท่านั้น ขณะเดียวกัน สิทธิประโยชน์ด้านการรักษามะเร็งกลับถูกตั้งคำถามว่า ด้อยกว่าสิทธิบัตรทอง หรือไม่
ศาสตราจารย์นายแพทย์ชวลิต เลิศบุษยานุกูล ศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งชี้ให้เห็นความแตกต่างเชิงโครงสร้างของทั้งสองระบบ และทำให้เกิดการประเปรียบเทียบระหว่างสิทธิว่าระบบไหนดีกว่ากัน
สิทธิประกันสังคม หรือ SSO Cancer Care ผู้ประกันตนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตามสิทธิเป็นหลัก หากโรงพยาบาลไม่มีศักยภาพ จึงจะเข้าสู่ระบบส่งต่อ ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทำให้การเริ่มรักษาล่าช้า โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่ขาดแพทย์เฉพาะทาง หรือเครื่องมือรักษามะเร็ง
ขณะที่ สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง ภายใต้นโยบาย “Cancer Anywhere” ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษามะเร็งในโรงพยาบาลของรัฐได้ทุกแห่ง ไม่ต้องเริ่มจากโรงพยาบาลต้นสิทธิ์ ทำให้เข้าถึงแพทย์เฉพาะทางและเทคโนโลยีขั้นสูงได้รวดเร็วกว่า

ผู้ป่วยมะเร็ง ม.39 สะท้อนข้อจำกัด เข้าถึงยานอกบัญชี
เสียงจากผู้ป่วยเองก็สะท้อนภาพเดียวกัน “ฟ้ารุ่ง ศรีขาว“ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ซึ่งใช้สิทธิผู้ประกันตนมาตรา 39 เปิดเผยประสบการณ์การรักษาด้วยสิทธิประกันสังคม โดยระบุว่า โดยภาพรวมไม่ได้มีปัญหากับการให้บริการของโรงพยาบาลหรือบุคลากรทางการแพทย์ และได้รับการดูแลรักษาตามมาตรฐาน แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญในเรื่องการเข้าถึงยาบางรายการ โดยเฉพาะยานอกบัญชียาหลัก
ฟ้ารุ่งเล่าว่า ระหว่างการรักษามะเร็ง หลังการผ่าตัด แพทย์อายุรกรรมมะเร็งได้สอบถามหลายครั้งเกี่ยวกับการใช้ “ยามุ่งเป้า” ซึ่งเป็นยาที่ช่วยลดความเสี่ยงการกลับเป็นซ้ำของมะเร็ง เนื่องจากในกรณีของเธอ มะเร็งได้ลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงแล้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อทราบราคายาซึ่งอยู่ที่ประมาณ 40,000–50,000 บาทต่อเดือน ทำให้ตัดสินใจไม่ใช้ เนื่องจากเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินกำลัง ส่งผลให้ปัจจุบันใช้เฉพาะยาต้านฮอร์โมนซึ่งอยู่ในบัญชียาหลักและสามารถเบิกได้ โดยต้องรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี
ฟ้ารุ่งตั้งข้อสังเกตต่อกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานให้สัมภาษณ์ว่า หากแพทย์เห็นว่ายามีความจำเป็น ผู้ป่วยไม่ต้องจ่ายเงินเอง โดยมองว่าข้อมูลดังกล่าวอาจคลาดเคลื่อนจากการปฏิบัติจริง และอาจสร้างความเข้าใจผิดจนเกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์หรือโรงพยาบาลได้ เนื่องจากในทางปฏิบัติ แพทย์และหน่วยบริการต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และบัญชียาที่กำหนด ไม่สามารถใช้ดุลพินิจส่วนบุคคลได้
“การตัดสินว่ายาตัวไหนจำเป็นหรือไม่ จำเป็นสำหรับคนไข้รายใด เป็นเรื่องระหว่างแพทย์กับคนไข้ แต่ต่อให้แพทย์เห็นว่าจำเป็น หากอยู่นอกบัญชียาหลัก คนไข้ก็ยังต้องจ่ายเองอยู่ดี” ฟ้ารุ่งกล่าว
พร้อมเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อมูลและอธิบายเหตุผลของการกำหนดบัญชียาหลักให้ชัดเจน รวมถึงพิจารณาเปิดทางให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาจำเป็นโดยไม่ต้องติดเงื่อนไขที่ยากต่อการปฏิบัติ
นอกจากนี้ ฟ้ารุ่งยังเล่าประสบการณ์การรักษาโรคซึมเศร้า ซึ่งรักษามาก่อนการเป็นมะเร็ง โดยเดิมรักษากับคลินิกพิเศษและจ่ายเงินเองทั้งหมด ต่อมาเมื่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลต้นสิทธิ์ประกันสังคม พบว่ายาที่ใช้อยู่ 2 รายการ มีเพียง 1 รายการที่อยู่ในบัญชียาหลักและสามารถเบิกได้ ส่วนอีก 1 รายการซึ่งเป็นยานอกบัญชี ผู้ป่วยต้องจ่ายเงินเอง โดยแพทย์ยืนยันว่าเป็นกฎเกณฑ์ของระบบประกันสังคมที่ใช้กับโรงพยาบาลคู่สัญญาทั่วประเทศ ไม่ใช่นโยบายเฉพาะของโรงพยาบาลใดโรงพยาบาลหนึ่ง
สำหรับการเปรียบเทียบสิทธิประกันสังคมกับสิทธิบัตรทอง ฟ้ารุ่งระบุว่า ย้ำไม่ได้มีประสบการณ์เชิงลบกับการใช้สิทธิประกันสังคม แต่จากข้อมูลที่ศึกษาพบว่า ระบบบัตรทองมีความยืดหยุ่นและเอื้อต่อการรักษาผู้ป่วยมะเร็งมากกว่าในหลายด้าน โดยเฉพาะการเข้าถึงสถานพยาบาลและบริการเฉพาะทาง ขณะที่ประกันสังคมยังต้องยึดโรงพยาบาลต้นสิทธิ์เป็นหลัก
ทั้งนี้ ฟ้ารุ่งยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับระบบใบส่งตัว โดยพบว่าบางกรณีเป็นนโยบายเฉพาะของโรงพยาบาลต้นสิทธิ์ เช่น การติดตามอาการหลังฉายรังสี ซึ่งโรงพยาบาลออกใบส่งตัวให้เพียง 2 ครั้งแรก ส่วนครั้งถัดไปผู้ป่วยต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเอง
ฟ้ารุ่งระบุว่า ตรวจพบมะเร็งเต้านมในปี 2567 และเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอาการอยู่ในเกณฑ์ดี และพึงพอใจกับคุณภาพการรักษาในโรงพยาบาลต้นสิทธิ์ แต่ต้องการสะท้อนข้อเท็จจริงเพื่อให้สังคมเข้าใจข้อจำกัดของระบบ และนำไปสู่การปรับปรุงนโยบายให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาที่จำเป็นได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังผู้ประกันตนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะมาตรา 39 ยังเลือกส่งเงินสมทบต่อ เพราะมองว่าสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาโรคอื่นบางรายการของประกันสังคมก็ยังดีกว่าสิทธิบัตรทอง แต่ในประเด็น “โรคมะเร็ง” ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์เห็นตรงกันว่า บัตรทองได้เปรียบกว่า
“บัตรทอง” ได้เปรียบประกันสังคม รักษามะเร็ง เหตุไม่ผูกรพ.ต้นสิทธิ์
ศาสตราจารย์นายแพทย์มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ ศูนย์จีโนมิกส์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล บอกว่า ในกรณีการรักษาโรคมะเร็ง สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง มีความได้เปรียบกว่าสิทธิประกันสังคม โดยเฉพาะในด้านความยืดหยุ่นในการเข้าถึงสถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูง
ศ.นพ.มานพ อธิบายว่า ระบบบัตรทองไม่ได้ผูกผู้ป่วยไว้กับโรงพยาบาลต้นสังกัด หากผู้ป่วยจากต่างจังหวัด เช่น จังหวัดกาฬสินธุ์ จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลสามารถให้การรักษาได้ทันที และเบิกค่ารักษาจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยตรง ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาเฉพาะทางได้โดยไม่ติดข้อจำกัดด้านงบประมาณของโรงพยาบาลต้นทาง
ขณะที่ระบบประกันสังคม ผู้ป่วยจะต้องรับการรักษากับโรงพยาบาลคู่สัญญาเป็นหลัก หากโรงพยาบาลต้นสังกัดไม่สามารถรักษาได้ และต้องส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลศักยภาพสูง เช่น ศิริราช โรงพยาบาลปลายทางจะต้องไปเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากโรงพยาบาลต้นสังกัด ซึ่งในทางปฏิบัติทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งไม่ต้องการส่งต่อผู้ป่วย
“เมื่อไม่ส่งต่อ ผลเสียก็จะตกกับผู้ป่วยโดยตรง” ศ.นพ.มานพ กล่าว พร้อมระบุว่า โรงพยาบาลคู่สัญญาประกันสังคมจำนวนมากเป็นโรงพยาบาลเอกชนขนาดกลางหรือขนาดเล็ก ซึ่งอาจไม่มีศักยภาพเพียงพอในการดูแลโรคที่มีความซับซ้อนหรือโรคยาก เช่น โรคมะเร็ง ทำให้การรักษาไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มศักยภาพเท่าที่ควร
ทั้งนี้ ศ.นพ.มานพ ย้ำว่า ประเด็นดังกล่าวไม่ได้หมายถึงคุณภาพมาตรฐานของการรักษาโดยรวม แต่เป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบสิทธิการรักษา ซึ่งส่งผลต่อโอกาสการเข้าถึงการรักษาเฉพาะทางของผู้ป่วยมะเร็งในระบบประกันสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ชี้ปัญหาเชิงโครงสร้างสิทธิรักษามะเร็ง
นพ.ภูริทัต แสงทองพานิชกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ ให้ความเห็นถึงปัญหาการออกแบบสิทธิการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง ภายใต้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ “บัตรทอง” และระบบ “ประกันสังคม” ว่า โรงพยาบาลรัฐทุกระดับ ตั้งแต่โรงพยาบาลขนาดเล็ก โรงพยาบาลขนาดใหญ่ ไปจนถึงโรงเรียนแพทย์ ล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือการดูแลผู้ป่วยให้ดีที่สุดตามหลักวิชาการ
ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่บุคลากรทางการแพทย์หรือหน่วยบริการ แต่เป็น “โครงสร้างการออกแบบสิทธิ” ซึ่งกำหนดกรอบการรักษาที่แพทย์และโรงพยาบาลต้องปฏิบัติตาม และในหลายกรณีไม่ได้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน
นพ.ภูริทัตระบุว่า การรักษามะเร็งในปัจจุบันมีแนวทางและเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ระบบสิทธิการรักษาปรับตัวช้ากว่า ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่ควรรักษา” กับ “สิ่งที่เบิกได้”
“ในทางปฏิบัติ เมื่อคนไข้มาหาหมอ แพทย์ย่อมอยากเลือกวิธีรักษาที่มีโอกาสได้ผลดีที่สุดตามหลักวิชาการในช่วงเวลานั้น แต่ปัญหาคือ สิทธิการรักษามักไม่ครอบคลุมสิ่งเหล่านี้” นพ.ภูริทัตกล่าว
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชพิพัฒน์อธิบายว่า เมื่อโรงพยาบาลปลายทาง โดยเฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือโรงเรียนแพทย์ ได้รับผู้ป่วยมะเร็งส่งต่อจากสิทธิบัตรทองหรือประกันสังคม หากแนวทางรักษาที่เหมาะสมอยู่นอกเงื่อนไขสิทธิ จะเหลือเพียง 2 ทางเลือก คือ ให้ผู้ป่วยจ่ายเงินเอง หรือให้โรงพยาบาลต้นทางรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนเกิน
สถานการณ์เช่นนี้พบได้บ่อยในทางปฏิบัติ และกลายเป็นภาระร่วมกันของผู้ป่วยและโรงพยาบาลต้นสิทธิ์ ขณะที่ผู้ออกแบบระบบสิทธิไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง
นพ.ภูริทัตกล่าวว่า จากประสบการณ์ของโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ พบผู้ป่วยทั้งจากสิทธิบัตรทองและประกันสังคมที่ถูกส่งต่อเพื่อรักษามะเร็งอยู่เป็นประจำ โดยหากจำเป็นต้องใช้แนวทางรักษานอกสิทธิ โรงพยาบาลปลายทางจะต้องสอบถามกลับไปยังโรงพยาบาลต้นทางว่า สามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแทนผู้ป่วยได้หรือไม่
“ภาระตรงนี้ไม่เคยตกไปถึงคนที่ออกแบบสิทธิ แต่ตกอยู่กับคนไข้และหน่วยบริการที่ต้องตัดสินใจหน้างาน” นพ.ภูริทัตกล่าว
เสนอปรับสิทธิให้เท่าเทียม เริ่มจากโรคมะเร็ง
เมื่อเปรียบเทียบระบบสิทธิ นพ.ภูริทัตระบุว่า สิทธิบัตรทองมีความยืดหยุ่นมากกว่า โดยเฉพาะการรักษาผู้ป่วยมะเร็งแบบไม่จำกัดสถานพยาบาล (Anywhere) แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมทุกสถานการณ์
เช่น กรณีอาการแทรกซ้อนบางประเภท ซึ่งปัจจุบันมีข้อกำหนดให้ผู้ป่วยต้องกลับไปรักษาที่โรงพยาบาลต้นสิทธิ์ เนื่องจากงบส่วนกลางไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ส่งผลให้เกิดความไม่สะดวกในการรักษาต่อเนื่อง
สำหรับระบบประกันสังคม นพ.ภูริทัตมองว่ามีความซับซ้อนมากกว่า โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีโรงพยาบาลเอกชนจำนวนมาก พบกรณีผู้ประกันตนใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนในช่วงที่ยังแข็งแรง แต่เมื่อป่วยเป็นโรครุนแรงและมีต้นทุนการรักษาสูง เช่น มะเร็ง กลับย้ายสิทธิไปยังโรงพยาบาลรัฐ
ในมุมมองของโรงพยาบาลรัฐ ถือเป็นการรับภาระที่ไม่สมดุล เนื่องจากโรงพยาบาลรัฐต้องดูแลผู้ป่วยที่มีต้นทุนสูง โดยไม่ได้รับการโอนงบประมาณหรือความรับผิดชอบจากหน่วยบริการเอกชนต้นทางอย่างเป็นระบบ
นพ.ภูริทัตเปรียบเทียบว่า หากเป็นระบบประกันชีวิต บริษัทประกันหนึ่งย่อมไม่รับผู้เอาประกันที่ย้ายมาเมื่อทราบว่าป่วยเป็นมะเร็ง หากไม่ได้รับเบี้ยประกันมาตั้งแต่ต้น แต่ในระบบปัจจุบัน โรงพยาบาลรัฐกลับต้องรับผู้ป่วยที่ย้ายมาทันที ซึ่งสะท้อนถึงความไม่เป็นธรรมในเชิงโครงสร้าง
“รัฐยอมรับภาระนี้ด้วยจริยธรรมในการดูแลคนไข้ แต่คำถามคือ กติกามันยุติธรรมหรือไม่” นพ.ภูริทัตกล่าว พร้อมย้ำว่าเป็นความเห็นส่วนตัว ไม่ได้กล่าวโทษหน่วยงานหรือบุคคลใด
สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย นพ.ภูริทัตเสนอว่า ในระยะสั้น ควรนำสิทธิการรักษาของแต่ละระบบมาเปรียบเทียบกันอย่างจริงจัง หากสิทธิใดให้ประโยชน์กับผู้ป่วยได้ดีกว่า ก็ควรปรับสิทธิอื่นให้ใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงและมีค่าใช้จ่ายสูง
“ถ้าอีกสิทธิหนึ่งทำได้ อีกสิทธิหนึ่งก็ควรทำได้ เพื่อความเท่าเทียมก่อน จากนั้นค่อยไปออกแบบเรื่องงบประมาณและกลไกระยะยาวต่อไป”
“อย่างน้อยในเบื้องต้น การ ‘ก็อปปี้โมเดลที่ใช้ได้ผล’ แล้วนำมาปรับใช้ให้เท่าเทียมกัน น่าจะเป็นทางออกที่ทำได้จริงในทางนโยบาย” นพ.ภูริทัตกล่าว
ประกันสังคมแจงสิทธิรักษามะเร็งไม่ด้อยกว่าบัตรทอง
ขณะเดียวกัน กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ชี้แจงกรณีกระแสข่าวและการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ ที่เปรียบเทียบความแตกต่างของสิทธิการรักษาโรคมะเร็ง ระหว่างโครงการ SSO Cancer Care ภายใต้ระบบประกันสังคม กับสิทธิ Cancer Anywhere ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและความกังวลในหมู่ผู้ประกันตน
สำนักงานประกันสังคมจึงขอชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องใน 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
- ประเด็นแรก สิทธิประโยชน์ด้านยาและการรักษาภายใต้โครงการ SSO Cancer Care มีมาตรฐาน ไม่ด้อยกว่าสิทธิของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และในบางรายการครอบคลุมมากกว่า โดยการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ครอบคลุมทั้งยาที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติและยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ รวมถึงกลุ่มยาที่มีค่าใช้จ่ายสูง ขณะที่การรักษาด้วยรังสี สนับสนุนค่าใช้จ่ายครอบคลุมถึง 48 รายการ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
- ประเด็นที่สอง แม้โครงการจะไม่ได้ใช้ชื่อว่า “Anywhere” แต่ในทางปฏิบัติ โครงการ SSO Cancer Care มีสถานพยาบาลเข้าร่วมจำนวนมาก ครอบคลุมทั้งโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชน ทำให้ผู้ประกันตนมีทางเลือกหลากหลาย หากไม่ประสงค์รับการรักษาในโรงพยาบาลตามสิทธิเดิม โดยเป้าหมายสำคัญคือการกระจายผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลที่มีศักยภาพ ไม่จำกัดเฉพาะโรงเรียนแพทย์ เพื่อลดความแออัด ลดระยะเวลารอคอย และช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมความรุนแรงของโรค
- ประเด็นที่สาม สำนักงานประกันสังคมชี้แจงความเข้าใจเกี่ยวกับการเข้ารับการรักษาในโรงเรียนแพทย์ว่า ไม่ว่าผู้ป่วยจะใช้สิทธิใด ทั้งในระบบประกันสังคมหรือบัตรทอง หากประสงค์เข้ารับการรักษาในโรงเรียนแพทย์ จำเป็นต้องมีใบส่งตัวจากสถานพยาบาลต้นสังกัดเช่นเดียวกัน ไม่สามารถเข้ารับบริการได้โดยตรง เนื่องจากโรงเรียนแพทย์ต้องรองรับผู้ป่วยที่มีความซับซ้อน และมีจำนวนผู้ป่วยรอรับบริการจำนวนมาก
- ประเด็นสุดท้าย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกันตนที่ประสงค์รับการรักษาโรคมะเร็งในสถานพยาบาลอื่นที่ไม่ใช่โรงพยาบาลตามสิทธิ สำนักงานประกันสังคมได้จัดให้มีระบบการลงทะเบียนและยืนยันตัวตน เพื่อคุ้มครองสิทธิ ป้องกันการสวมสิทธิ และช่วยให้ผู้ประกันตนได้รับการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่าย
กาญจนา ยืนยันว่า สำนักงานประกันสังคมมีความมุ่งมั่นในการดูแลและพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์ เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับการรักษาที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และเหมาะสม พร้อมน้อมรับทุกข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปสู่การยกระดับสิทธิประโยชน์และการให้บริการที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต
“ถ้าอีกสิทธิทำได้ อีกสิทธิก็ควรทำได้”
การเปรียบเทียบสิทธิรักษามะเร็งระหว่างประกันสังคมกับบัตรทองในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติจริง ถึงแม้สำนักงานประกันสังคมจะยืนยันว่าสิทธิประโยชน์ไม่ด้อยกว่าบัตรทอง แต่เสียงจากผู้ป่วยและผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ก็ชี้ให้เห็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อการเข้าถึงการรักษาอย่างเป็นรูปธรรม
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของบุคลากรทางการแพทย์หรือมาตรฐานการรักษา แต่อยู่ที่ระบบและกลไกที่สร้างอุปสรรคให้ผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นความจำเป็นในการขอใบส่งตัว ข้อจำกัดด้านบัญชียาหลัก หรือภาระค่าใช้จ่ายของยานอกบัญชีที่ผู้ป่วยต้องแบกรับเอง ทั้งที่แพทย์เห็นว่ามีความจำเป็นต่อการรักษา
สิ่งที่ผู้ประกันตนต้องการไม่ใช่แค่ตัวเลขกำไรหมื่นล้าน แต่คือสิทธิประโยชน์ที่สามารถใช้ได้จริงในยามเจ็บป่วย โดยเฉพาะโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งที่ความรวดเร็วในการเข้าถึงการรักษาและความครอบคลุมของยาล้วนเป็นปัจจัยชี้ชะตาชีวิต
ข้อเสนอของนพ.ภูริทัตที่ว่า “ถ้าอีกสิทธิหนึ่งทำได้ อีกสิทธิหนึ่งก็ควรทำได้” น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปรับปรุงระบบ การนำแนวปฏิบัติที่ได้ผลจากสิทธิบัตรทอง เช่น ระบบ Cancer Anywhere มาปรับใช้กับประกันสังคม อาจเป็นทางออกที่ทำได้จริงและสร้างความเท่าเทียมให้ผู้ป่วยทุกสิทธิ
ท้ายที่สุด ระบบประกันสุขภาพควรมีเป้าหมายเดียวกัน คือการดูแลประชาชนให้เข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะถือบัตรสิทธิใด เพราะเมื่อเผชิญโรคร้ายอย่างมะเร็ง ทุกชีวิตล้วนมีค่าเท่ากัน และสมควรได้รับโอกาสในการรักษาที่ดีที่สุดอย่างเท่าเทียมกัน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




