ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีหมายเลข 3307/2567 ตัดสินให้สำนักงานประกันสังคมต้องคำนวณเงินบำนาญชราภาพแก่ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ลาออกแล้วสมัครต่อมาตรา 39 โดยให้ยึดฐานค่าจ้างเดิมจากมาตรา 33 เป็นหลัก หลังเกิดกรณีพิพาทที่ผู้ประกันตนถูกลดเงินบำนาญเหลือเพียงเดือนละ 1,320 บาท
การที่ศาลฎีกา คืนความเป็นธรรมให้กับผู้ประกันตน ม.39 ที่เงินบำนาญหายไป เพราะใช้สูตรคำนวณบำนาญเก่าใช้ฐานค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย และไม่ได้นำเงินสมทบค่าจ้างที่ส่งในมาตรา 33 มาคำนวณทำให้เงินบำนาญหายไปจำนวนมาก
คำสั่งศาลฎีกา ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า หากใช้บำนาญชราภาพสูตรCare อาจจะไม่มีปัญหาการจ่ายเงินบำนาญที่ไม่สอดคล้องกับเงินสมทบของผู้ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39
แต่ทำไม”บำนาญสูตรCare จึงยังไม่บังคับ แม้ว่าจะผ่านการประชาพิจารณ์รับฟังคามคิดเห็นไปเมื่อ ธ.ค 68 ซึ่งในเรื่องนี้ “ตรีนุช เทียนทอง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน บอกว่า ลงนามร่างสรุปผลการศึกษาไปแล้ว แต่ส่งกลับไปที่สำนักงานประกันสังคมเพื่อให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณา และวิเคราะห์ความคิดเห็น เพราะการคำนวณบำนาญชราภาพสูตร Care มีทั้งกลุ่มที่ได้ประโยชน์ และกลุ่มที่อาจมีผลกระทบเพราะเป็นสูตรใหม่
ขณะที่ขั้นตอนในการพิจารณาจะเสร็จสิ้นภายในเดือนมีนาคม นี้ จากนั้นจะมีการส่งกลับมาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานอีกครั้ง และยืนยันว่าจะมีการนำเสนอสู่คณะรัฐมนตรีในช่วงเดือนเมษายน
สูตร CARE สมทบมากได้บำนาญมาก
การปรับปรุงสูตรคำนวณเงินบำนาญชราภาพใหม่ (สูตร CARE) คาดว่าจะเริ่มใช้ในปี 2569 ได้เปลี่ยนจากการใช้ฐานค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายของการจ่ายเงินสมทบ เป็นการคำนวณจาก ฐานค่าจ้างเฉลี่ยตลอดการส่งเงินสมทบ (มีการปรับค่าเงินให้เป็นปัจจุบัน)
การคำนวณสูตรดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบต่อเนื่องยาวนานได้รับบำนาญมากขึ้น โดยเน้นหลัก “ส่งมากได้มาก ส่งน้อยได้ตามสัดส่วนจริง” และครอบคลุมผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39
สาระสำคัญของการปรับปรุงสูตร CARE (Career-Average Revalued Earnings)
ฐานคำนวณใหม่: เปลี่ยนจากเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย เปลี่ยนเป็นเฉลี่ยตลอดชีวิตการทำงานที่ส่งเงินสมทบ ซึ่งช่วยแก้ปัญหาผู้ประกันตนที่ย้ายจาก ม.33 ไป ม.39 ในช่วงท้ายแล้วบำนาญลดลง ไม่สอดคล้องกับที่ผู้ประกันตนที่จ่ายสมทบมาอย่างต่อเนื่อง
จุดเด่นและการเปลี่ยนแปลงของสูตร CARE (สูตรใหม่)
คำนวณเฉลี่ยตลอดชีวิต: นำค่าจ้างทุกเดือนที่เคยส่งสมทบมาคำนวณ โดยมีการปรับฐานเงินเดือนเก่าให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน (Index) ก่อนคำนวณ ทำให้เงินบำนาญสะท้อนความจริงมากขึ้น
นับเศษเดือน: หากส่งสมทบเกิน 180 เดือน ทุกๆ 1 เดือนที่เพิ่มขึ้นจะได้รับอัตราบำนาญเพิ่มเดือนละ (หรือ ต่อปี) ต่างจากเดิมที่นับครบ 12 เดือนถึงจะเพิ่ม
แก้ปัญหา ม.39: เดิมผู้ประกันตนที่ส่ง ม.33 มานาน แล้วเปลี่ยนเป็น ม.39 (ฐาน 4,800 บาท) จะทำให้ค่าจ้างเฉลี่ยลดลงในช่วง 60 เดือนสุดท้ายทำให้การคำนวณบำนาญลดลง สูตร CARE จะแก้ปัญหานี้ให้ได้รับบำนาญที่ยุติธรรมขึ้น
การันตีเงินไม่ลด: ในช่วงเปลี่ยนผ่าน (คาดว่า 5 ปีแรก) หากสูตรใหม่คำนวณแล้วได้น้อยกว่าสูตรเดิม จะมีเงินชดเชยส่วนต่างให้เพื่อให้ผู้ประกันตนได้ประโยชน์สูงสุด
ปรับขึ้นเงินสมทบ แต่บำนาญสูตร Careไม่บังคับใช้
การที่สูตรบำนาญชราภาพCare ไม่บังคับใช้ แต่ประกันสังคมปรับขึ้นเงินสมทบมาตรา 33 ที่เริ่ม 1 มกราคม 2569 จึงเป็นคำถามสำหรับผู้ประกันตน เนื่องจากการจ่ายเงินสมทบ หมายถึงสิทธิประโยชน์ที่จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการรับบำนาญชราภาพตามสูตรCare
การปรับฐานเงินสมทบที่เพิ่มขึ้นดังนี้
ค่าจ้างสูงสุดจาก 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท ส่งผลให้ผู้เงินเดือนเกิน 17,500 บาท ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นเป็น 875 บาทต่อเดือน (จากเดิม 750 บาท) เป็นการปรับแบบขั้นบันได 3 ระยะ เพื่อเพิ่มเงินบำนาญและสิทธิประโยชน์ต่างๆ
รายละเอียดการปรับขึ้นเงินสมทบ (ม.33) แบบขั้นบันได
- ระยะที่ 1 (1 ม.ค. 2569 – 31 ธ.ค. 2571): ปรับเพดานค่าจ้างสูงสุดเป็น 17,500 บาท > จ่ายเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน (เพิ่มขึ้น 125 บาท)
- ระยะที่ 2 (1 ม.ค. 2572 – 31 ธ.ค. 2574): ปรับเพดานค่าจ้างสูงสุดเป็น 20,000 บาท > จ่ายเงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน
- ระยะที่ 3 (1 ม.ค. 2575 เป็นต้นไป): ปรับเพดานค่าจ้างสูงสุดเป็น 23,000 บาท > จ่ายเงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน
สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับเพิ่มขึ้น
เมื่อจ่ายเงินสมทบมากขึ้น ผู้ประกันตนจะได้รับเงินทดแทนในกรณีต่างๆ เพิ่มขึ้นตามฐานเงินเดือนที่สูงขึ้น ได้แก่ เงินชราภาพ (บำนาญ/บำเหน็จ), เงินทดแทนการขาดรายได้จากการเจ็บป่วย, ค่าคลอดบุตร, เงินสงเคราะห์บุตร, เงินทดแทนการว่างงาน และเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต
คำสั่ง “ศาลฎีกา” กำลังสร้างบรรทัดฐานใหม่
การที่ศาลฎีกาได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกันตนม.33 ที่ส่งต่อ ม.39 อาจจะหมายถึงการทำให้ สำนักงานประกันสังคมเร่งบังคับใช้บำนาญสูตรCare หรือไม่ เพราะ สามารถแก้ปัญหาความเป็นธรรมผู้ประกันตน ม.39 ได้
ศาลมีคำวินิจฉัยที่สำคัญมาก ดังนี้
ศาลฎีกามีคำพิพากษาบรรทัดฐานใหม่คดีหมายเลข 3307/2567 ตัดสินให้สำนักงานประกันสังคมต้องคำนวณเงินบำนาญชราภาพแก่ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ลาออกแล้วสมัครต่อมาตรา 39 โดยให้ยึดฐานค่าจ้างเดิมจากมาตรา 33 เป็นหลัก
หลังเกิดกรณีพิพาทที่ผู้ประกันตนถูกลดเงินบำนาญเหลือเพียงเดือนละ 1,320 บาท เนื่องจากถูกเปลี่ยนไปใช้ฐานค่าจ้างของมาตรา 39 มาคำนวณทั้งหมด ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าการส่งเงินสมทบต่อพึงเป็นการเพิ่มสิทธิ ไม่ใช่การลดทอนสิทธิเดิมที่สะสมมา
คำวินิจฉัยระบุให้ใช้วิธีคำนวณแบบแบ่งช่วงเพื่อรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ประกันตน โดยนำส่วนต่างร้อยละ 1.5 ที่เพิ่มขึ้นจากการส่งเงินต่อมาคูณกับฐานค่าจ้างเดิม ส่งผลให้ยอดบำนาญรวมในกรณีนี้ขยับขึ้นมาเป็น 3,636.05 บาทต่อเดือน ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันว่าการคงสถานะผู้ประกันตนโดยสมัครใจหลังเกษียณจากงานประจำ มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายสิทธิประโยชน์และคุ้มครองสวัสดิการของประชาชนตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
โจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 20 กันยายน 2551 จ่ายเงินสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพมาจนถึงวันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2556 รวม 181 เดือน ติดต่อกัน
และโจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2556 อันเป็นเหตุให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 (2) โจทก์จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 อันเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงตามมาตรา 76 และมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง
ดังนั้นสิทธิในการรับบำนาญจึงเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 เพราะอายุครบ 55 ปี, ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน และลาออกจากงานครบตามเงื่อนไข การต่อ ม.39 ไม่ล้างสิทธิเดิม แม้จะสมัคร ม.39 ตามคำแนะนำ ไม่ได้แปลว่าสิทธิบำนาญเดิมจะลดลง แต่เป็นเพียงการส่งเงินเพื่อ “เพิ่มอัตราบำนาญในอนาคต” เท่านั้น
ดังนั้น ศาลสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของประกันสังคม และสั่งให้จ่ายบำนาญตามสิทธิที่แท้จริง คือจ่ายเดือนละ 2,644 บาท (ตั้งแต่ ม.ค. 2557) และปรับเพิ่มเป็น 3,636.05 บาท (หลังส่งสมทบเพิ่มครบกำหนด)
ประกันสังคม จ่ายเงินคืนผู้ประกันตนตามคำพิพากษาศาล
กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ยืนยันว่า ภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษา สำนักงานประกันสังคมได้อนุมัติจ่ายเงินให้กับ นางณัฐฐา อรรถาเวช ผู้ประกันตนซึ่งเป็นโจท์กยื่นฟ้องต่อสำนักงานประกันสังคมไปแล้ว เป็นจำนวนเงินรวม ทั้งสิ้น 304,707.56 บาท ในเดือนธันวาคม 2567 และหลังจากนั้น ก็ได้มีการจ่ายบำนาญต่อเนื่องรายเดือนๆละ 3,651.18 บาท มาโดยตลอด
อย่างไรก็ตามคำตัดสินของศาล เป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการจ่ายบำนาญชราภาพของประกันสังคม โดยต้องเร่งพิจารณบังคับใช้บำนาญสูตรCare เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ประกันตน ม.39 ให้ได้รับบำนาญสอดคล้องกับเงินที่ส่งสมทบมาโดยตลอด
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




