ปัญหาระบบไอทีของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ภายใต้โครงการ “ปรับเปลี่ยนระบบงานประกันสังคมจากเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรมเป็นระบบ Web Application” หรือที่เรียกกันว่าโครงการ SSOCore งบประมาณ 848.5 ล้านบาท ยังคงมีปัญหาต่อเนื่อง
ในช่วงเดือนมกราคม 69 ที่ผ่านมา สปส. ประกาศว่าระบบไอทีใหม่จะใช้งานได้ในเดือนมกราคม 69 และประกาศเลื่อนกำหนดการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการรวมแล้ว 3 ครั้ง
เดือนมกราคม : เว็บล่มประกาศเลื่อนมาแล้ว 3 ครั้ง
- เลื่อนครั้งที่ 1: เดิมระบบแจ้งปิดปรับปรุงตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2569 โดยระบุว่าจะกลับมาใช้งานได้ในวันที่ 22 มกราคม 2569 แต่พอถึงเวลากลับพบปัญหาทางเทคนิคและไม่สามารถเปิดได้ตามกำหนด
- เลื่อนครั้งที่ 2: ต่อมามีการประกาศเลื่อนกำหนดเปิดใช้งานเป็นวันที่ 27 มกราคม 69 แต่เมื่อถึงวันนัดหมาย ระบบก็ยังคงขัดข้องและไม่สามารถรองรับการใช้งานได้
- เลื่อนครั้งที่ 3 : ครั้งล่าสุดได้เลื่อนไปเป็นวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 69 เวลา 09.00 น. แจ้งว่าแอปพลิเคชันสามารถกลับมาเปิดใช้งานได้
เมื่อตรวจสอบพบว่า ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 69 ระบบยังใช้งานได้แล้ว และยังมีผู้ประกันตน ที่ต้องรับเงินบำนาญชราภาพ ได้ร้องเรียนผ่านมายัง “Policy Watch Thai PBS “ จำนวนมากว่า ยังไม่มียอดเงินบำนาญชราภาพรอบเดือนมกราคม 69 โอนเข้าบัญชี
ผู้ประกันตนรายนี้บอกว่า เขารอเงินบำนาญจำนวน 4,900 บาท เพื่อนำเงินมาใช้ต่อยอดร้านค้าไก่ทอด ที่นครศรีธรรมราช แต่หลังจากไม่เข้าทำให้ต้องไปหยิบยืมเพื่อนเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่าย และค่าลงทุนก่อน
เช่นเดียวกับ ผู้ประกันตนอีกราย เธอบอกว่า เงินชราภาพไม่เข้าบัญชี โดยเธอพยายามติดต่อ 1506 แต่ไม่มีใครรับสายแม้จะโทรไปมากกว่า 20 สาย
เธอต้องเดินทางไปติดต่อด้วยตัวเองที่สำนักงานประกันสังคม นนทบุรี ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่าระบบไอทียังไม่เสถียร ทำให้ข้อมูลผู้ประกันตนบางคนมาไม่ครบ ไม่สามารถจ่ายเงินบำนาญชราภาพได้ โดยยอดของเดือนนี้จะไปรวมกันจ่ายในวันที่ 25 ก.พ 69
นอกจากนี้ยังมีผู้ประกันตนอีกราย แจ้งว่า ข้อมูลของเขาในแอปประกันสังคมแจ้งยอดเงินไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะยอดเงินสะสมหายไป 10ปี โดยเขาเริ่มจ่ายปี2537 แต่ในระบบแสดงข้อมูลเริ่มปี2547 แต่เมื่อสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ประกันสังคม แจ้งเพียงว่า ระบบไอทียังไม่เสถียรข้อมูลยังมาไม่หมด เพราะอยู่ระหว่างการปรับปรุง
ประกันสังคมชี้แจงอีกรอบ แอปยังไม่เสถียร
ขณะที่ สำนักงานประกันสังคม ได้ออกชี้แจงอีกครั้งถึงปัญหา การแสดงผลข้อมูลเงินชราภาพในแอปพลิเคชัน SSO Plus และเงินชราภาพของผู้ประกันตนบางส่วนออกไม่ตรงตามกำหนด ทำให้ผู้ประกันตนจำนวนมากได้รับความเสียหาย
สำนักงานประกันสังคม ชี้แจงกรณีผู้ประกันตนตรวจสอบข้อมูลเงินชราภาพในแอปพลิเคชัน SSO Plus แล้วพบว่ายอดเงินสะสมไม่สอดคล้องกับข้อมูลเงินชราภาพเดิม จากการตรวจสอบพบว่าสาเหตุเกิดได้จากหลายกรณี เช่น ผู้ประกันตนอยู่ในพื้นที่ที่มีการประกาศลดอัตราเงินสมทบในบางช่วงเวลา เช่น กรณีวิกฤตอุทกภัยน้ำท่วม หรือ กรณีโควิด-19
รวมถึงผู้ประกันตนมีประวัติการทำงานกับนายจ้างหลายรายในช่วงเวลาเดียวกัน และผู้ประกันตนตนที่มีสถานะเป็นผู้ประกันตนทั้งมาตรา 33 และมาตรา 39 ภายในเดือนเดียวกัน ซึ่งระบบเดิมของแอปพลิเคชัน SSO Plus ไม่ได้นำข้อมูลเหล่านี้มาคำนวณเพื่อแสดงผล
ปรับรูปแบบแสดงผลแอป SSO Plus ใหม่
ส่วนกรณีชราภาพ สำนักงานประกันสังคมได้ปรับรูปแบบการแสดงผลให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นระบบ e-Self Service แอปพลิเคชัน ทางรัฐ หรือช่องทางอื่นๆ เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้องและสอดคล้องกัน
โดยการแสดงข้อมูลเงินสมทบกรณีชราภาพบนแอปพลิเคชัน SSO Plusเดิม คำนวณมาจากเงินสมทบกรณีชราภาพจากผู้ประกันตน 3% และนายจ้าง 3% รวมเป็น 6% ตัวอย่างเช่น ผู้ประกันตนที่มีค่าจ้าง 15,000 บาท จะส่งเงินสมทบกรณีชราภาพรวมทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างเดือนละ 900 บาท เป็นต้น
ขณะที่ระบบแอปพลิเคชัน SSO Plus ใหม่ มีการนำช่วงเวลาที่มีการลดอัตราเงินสมทบจะมีการคำนวณเงินสมทบชราภาพลดลงตามสัดส่วนที่มีการลดอัตราเงินสมทบ เช่น เงินสมทบงวดเดือนพฤษภาคม 2565 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2565 มีการจัดเก็บเงินสมทบ 1% โดยแบ่งเป็นเงินสมทบกรณีชราภาพ 0.05 % ผู้ประกันตนที่มีค่าจ้าง 15,000 บาท จะมีเงินสมทบสะสมกรณีชราภาพเดือนละ 7.50 บาท รวมสองฝ่ายสะสมเงินสมทบชราภาพ 15 บาท เป็นต้น
สำหรับหลักเกณฑ์ในการรับสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ ผู้ประกันตนต้องสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนและมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยผู้ที่ส่งเงินสมทบไม่ถึง 180 เดือน จะได้รับเป็นบำเหน็จชราภาพพร้อมผลประโยชน์ตอบแทน ซึ่งผู้ประกันตนจะได้รับเงินมากกว่ายอดเงินที่แสดงบนแอปพลิเคชัน SSO Plus
ส่วนผู้ที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 180 เดือนขึ้นไป จะได้รับเป็นบำนาญชราภาพตลอดชีวิตพร้อมผลประโยชน์ตอบแทน โดยสำนักงานประกันสังคมจะประกาศผลประโยชน์ตอบแทน บำเหน็จชราภาพประจำทุกปี ซึ่งในแต่ละปีจะได้รับไม่เท่ากัน
สายด่วน 1506 รอนานเกิน 10นาที
ขณะที่ปัญหาร้องเรียนไม่สามารถติดต่อประกันสังคมผ่านสายด่วน 1506 ไม่ได้ รอสายนาน ซึ่ง สปส.ชี้แจงว่ามีผู้ประกันตนติดต่อเข้ามาใช้บริการสายด่วน 1506 เป็นจำนวนมาก ในช่วงเดือนมกราคม 2569 เพียงเดือนเดียว มีผู้โทรสอบถามถึง 4,864,650 สาย ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าปี 2568 ทั้งปี
สปส.ยอมรับว่า การติดต่อสายด่วน 1506 ,uระยะเวลาบริการต่อสายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย มากกว่า 10 นาที/สาย ซึ่งส่วนใหญ่มีการสอบถามเรื่องการยื่นขอรับสิทธิประโยชน์แล้ว ส่วนหนึ่งได้มีการสอบถามข้อมูลเงินชราภาพที่แสดงผลในแอปพลิเคชั่น SSO Plus และกรณีอื่นๆ ที่เป็นกระแสสื่อในโซเชียล
อย่างไรก็ตามสำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ให้บริการ เพิ่มจำนวนคู่สาย อีกทั้งยังจัดตารางการปฏิบัติงานเป็น 9 ช่วงเวลาเพื่อให้สามารถให้บริการแก่ผู้ประกันตนได้อย่างครอบคลุม ต่อเนื่อง ตลอด 24 ชั่วโมง ฃ
นอกจากสายด่วน 1506 แล้วผู้ประกันตน มีช่องทางการให้บริการทัั้งทางโทรศัพท์และทางสื่อออนไลน์ของสำนักงานประกันสังคม อาทิ Live Chat ผ่านเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม, Line OA, Mobile Application SSO Plus, Facebook, E-mail และ Inbox Messenger ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสามารถติดต่อสอบถามจากช่องทางดังกล่าวได้
ทำไมระบบไอทีประกันสังคมไม่เสถียร?
ทำไมปัญหาระบบไอที ของสำนักงานประกันสังคมไม่เสถียร และใช้งานไม่ได้มานานหลายเดือน เนื่องจากการเปลี่ยนระบบไอทีเก่าที่ใช้มานานกว่า 30 ปี ภายใต้โครงการปรับเปลี่ยนระบบงานประกันสังคมจากเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรมเป็นระบบ Web Application (SSO Core) ด้วยงบประมาณ กว่า 850 ล้านบาท
เป้าหมายการระบบไอทีใหม่ เพื่อให้มีความทันสมัยมากขึ้น จากเดิมของ สปส. ใช้มานานานตั้งแต่ปี 2534 คือ ระบบ SAPIENS บนเครื่องเมนเฟรม (Mainframe) ใช้ภาษาเขียนโปรแกรมที่ล้าสมัย ทำให้การแก้ไขข้อมูลหรือเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีใหม่ได้ยาก จึงเปลี่ยนมากใช้ระบบใหม่
ระบบ Web Application (SSO Core)ครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการพัฒนาระบบ โดยบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IRCP เป็นผู้ชนะการประมูลหลัก และเริ่มพัฒนาระบบตั้งแต่ปี 2564
ตามสัญญาเดิม ระบบควรส่งมอบแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2566 แต่การส่งมอบล่าช้าออกไปกว่า 150 วัน ก่อนจะมีการตรวจรับงานอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2568 แม้ผ่านการตรวจรับแล้ว ระบบกลับเกิดปัญหา กระทั่งปัจจุบันระบบยังใช้งานไม่ได้
ยอมรับย้ายฐานข้อมูลเก่ามาระบบใหม่มีปัญหา
ระบบ Web Application (SSO Core) ครอบคลุม ทำหน้าที่ดูแลระบบหลังบ้าน 14 ระบบหลัก: เช่น ระบบทะเบียนนายจ้าง/ผู้ประกันตน, ระบบเงินสมทบ, ระบบสิทธิประโยชน์ทดแทน, ระบบบัญชีกองทุน และระบบการแพทย์ ,ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์: การจัดซื้อเซิร์ฟเวอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูล (Storage) ฐานข้อมูล และระบบรักษาความปลอดภัย
ดังนั้นการย้ายข้อมูล:ผู้ประกันตนมหาศาลกว่า 20 ล้านคนจากระบบเก่ามาระบบใหม่จึงเกิดปัญหาข้อมูลตกหล่นมาไม่ครบ ทำให้กระทบการจ่ายเงินผู้ประกันตนโดยเฉพาะกลุ่มว่างงาน ไม่สามารถได้รับเงินชดเชยตามกำหนดเพราะระบบค้าง และล่าสุด กระทบการจ่ายเงินบำนาญชราภาพได้จนสร้างความเสียหายให้กับผู้ประกันตน
ที่ผ่านมาสำนักงานประกันสังคม ชี้แจงว่าระบบไม่สามารถรองรับผู้ใช้งานจำนวนมากพร้อมกัน หรือที่เรียกว่า High Load ทำให้ e-Self Service และ SSO Plus ขัดข้องตั้งแต่วันแรก
ประการที่สอง คือปัญหาข้อมูลค้างท่อจากช่วงปิดระบบปีใหม่ โดยเฉพาะข้อมูลการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน ส่งผลให้ผู้ประกันตนจำนวนมากไม่สามารถตรวจสอบสถานะหรือรับเงินได้ตามกำหนด
เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า สปส.ระดมเจ้าหน้าที่กว่า 100 คน ทำงานนอกเวลา เร่งคีย์ข้อมูลและอนุมัติสิทธิ ตั้งเป้าดำเนินการประมาณ 35,000 รายต่อวัน และประเมินว่าจะเคลียร์ข้อมูลค้างทั้งหมดภายใน 7–10 วัน หรือราววันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569
ทั้งนี้สปส.เปิดเผยแผนสำรอง หากระบบยังไม่เสถียรภายใน 1 สัปดาห์ ได้แก่ การจัดซื้อฐานข้อมูล Oracle เพิ่มเติม หรือการย้อนกลับไปใช้ระบบเดิม SAPIENS ซึ่งเป็นระบบเมนเฟรมที่ใช้งานมานานหลายสิบปี ทำให้มีคำถามว่า ระบบใหม่ที่ลงทุนไปกว่า 850 ล้านบาทจะทำอย่างไร
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




