การปฏิรูประบบราชการกำลังเดินเข้าสู่ระยะที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญคือการเกษียณอายุก่อนกำหนดข้าราชการพลเรือนสามัญ หรือ Early Retirement ซึ่งเตรียมเริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ 2570 ตั้งเป้าลดจำนวนข้าราชการลง 5 % ในระยะแรก และทยอยลดลงปีละร้อยละ 5 ในช่วง 5 ปี ขณะที่ผลของการปฏิรูปอาจต้องใช้เวลาถึง 10 ปีจึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ “Do’s and Don’ts: ประเทศไทยในเกมโลก” เนื่องในโอกาสสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ครบรอบ 15 ปี กำลังขึ้นสู่ปีที่ 16 ถึงการปฏิรูประบบราชการ และความคืบหน้ามาตรการ Early Retirement
ปกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้หลักเกณฑ์เบื้องต้นจัดทำเรียบร้อยแล้ว เหลือประเด็นสำคัญเรื่องค่าตอบแทนที่จะจ่ายให้ข้าราชการที่เข้าร่วมโครงการ โดยเดิมกำหนดไว้ประมาณ 8-12 เท่า แต่คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ หรือ คปร. เห็นว่า หากกำหนดไว้ที่ 12 เท่า อาจยังไม่เพียงพอที่จะจูงใจให้ข้าราชการตัดสินใจออกจากระบบเพื่อไปประกอบอาชีพใหม่
เหตุผลสำคัญคือ เงินก้อนดังกล่าวถูกมองว่าเป็นทุนสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของผู้ที่ตัดสินใจออกจากราชการ จึงมีการมอบหมายให้กรมบัญชีกลางทบทวนหลักเกณฑ์ค่าตอบแทนอีกครั้ง โดยยังต้องรอการประเมินว่าควรกำหนดไว้ที่กี่เท่า และยืนยันว่าข้อเสนอค่าตอบแทนสูงถึง 50 เท่านั้นไม่น่าจะเป็นไปได้
Early Retirement ไม่ใช่แค่ “ลดคน” แต่ต้องไม่กระทบงานราชการ
จากตัวเลขเดิมที่ประเมินไว้ที่ 12 เท่า มีการพิจารณาว่าอาจไม่เพียงพอที่จะจูงใจผู้เข้าร่วมโครงการ จึงอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะสามารถเพิ่มค่าตอบแทนได้มากกว่านี้หรือไม่
เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว การพิจารณาว่าข้าราชการคนใดควรออกก่อนหรือหลัง จะให้อำนาจหัวหน้าหน่วยงานเป็นผู้พิจารณา โดยต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อระบบงาน เพื่อไม่ให้การลดจำนวนบุคลากรกลายเป็นปัญหาต่อการให้บริการประชาชน
สำหรับเป้าหมายระยะแรกในปีงบประมาณ 2570 คาดว่าจะลดจำนวนข้าราชการลงประมาณ 5%ของจำนวนข้าราชการทั้งหมด และวางเป้าหมายลดลงปีละ 5% ต่อเนื่องประมาณ 5 ปี
การลดกำลังคนจะไม่เห็นผลทันที เพราะการปฏิรูประบบราชการต้องพิจารณาหลายมิติ ทั้งโครงสร้างบุคลากร งบประมาณ และผลกระทบต่อการทำงาน โดยคาดว่ากว่าจะเห็นผลอย่างชัดเจนอาจต้องใช้เวลาประมาณ 10 ปี เช่นเดียวกับหลายประเทศที่การปรับโครงสร้างภาครัฐไม่ได้เสร็จสิ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี
สำหรับงบประมาณที่เตรียมไว้ในปีแรก เบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 7,000 ล้านบาท โดยประเมินจากกรณีจ่ายค่าตอบแทนที่ 12 เท่า
เปิดทางอายุ 40 ปี แต่เป้าหมายหลัก 50 ปีขึ้นไป
สำหรับช่วงอายุของผู้เข้าร่วมโครงการ เป้าหมายหลักอยู่ที่ข้าราชการอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่เปิดโอกาสให้ผู้มีอายุ 40 ปีขึ้นไปเข้าร่วมได้ หากมีวัตถุประสงค์หรือเหตุจำเป็น เช่น ต้องการออกจากราชการเพื่อไปดูแลบิดามารดา หรือมีปัญหาด้านสุขภาพ
แนวทางดังกล่าวทำให้ Early Retirement ไม่ได้ถูกออกแบบเพียงเพื่อเป็นเครื่องมือในการลดจำนวนบุคลากร แต่ยังเป็นช่องทางให้ข้าราชการบางกลุ่มสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบชีวิตหรือการทำงานใหม่ได้
อีกโจทย์ใหญ่ “สวัสดิการข้าราชการ” กับภาระงบประมาณ
นอกจากการปรับโครงสร้างกำลังคนแล้ว การปฏิรูประบบราชการยังเชื่อมโยงไปถึงระบบสวัสดิการ โดยเฉพาะระบบประกันและค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ
ปกรณ์ กล่าวว่า แนวคิดการนำระบบประกันมาใช้กับระบบค่ารักษาพยาบาลข้าราชการเป็นหนึ่งในข้อเสนอที่มีการหยิบยกขึ้นมา โดยมีทั้งแนวคิดให้นำระบบประกันเข้ามาเสริม หรืออาจนำมาใช้ทดแทนระบบเดิม
อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายแนวคิดที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยต้องประเมินทั้งงบประมาณและภาระที่ข้าราชการจะต้องรับผิดชอบ ก่อนกำหนดแนวทางที่เหมาะสม
จาก “Controller” สู่ “Facilitator” เปลี่ยนวิธีคิดของรัฐ
การปฏิรูปราชการไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการลดจำนวนข้าราชการหรือการปรับโครงสร้างหน่วยงาน แต่ต้องเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
บทบาทของรัฐจึงควรเปลี่ยนจาก “Controller” หรือผู้ควบคุม ไปสู่ “Facilitator” หรือผู้เอื้อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถปรับตัวและดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ได้
ดังนั้น การปฏิรูปจึงครอบคลุมมากกว่าระบบราชการ แต่รวมถึงกฎหมาย การศึกษา ระบบภาษี งบประมาณ การค้า ระบบสุขภาพ ประกันสังคม บริการสาธารณะ และสวัสดิการของรัฐ
โดยเฉพาะระบบสุขภาพและสวัสดิการสังคมจำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนเข้าสู่สังคมสูงวัย รวมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านรายได้และรูปแบบการทำงานของประชาชน
โจทย์ใหญ่การออกกฎหมายรองรับ
อีกประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาคือวิธีคิดเกี่ยวกับการออกกฎหมาย ซึ่งนายปกรณ์เห็นว่าจำเป็นต้องปรับจากแนวคิดเดิมที่ว่า หากเรื่องใดไม่มีกฎหมายรองรับ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้
ตามหลักการของรัฐธรรมนูญ สิ่งที่กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามไว้ ย่อมสามารถดำเนินการได้ ดังนั้น ฝ่ายนิติบัญญัติและผู้ร่างกฎหมายควรทบทวนแนวคิดดังกล่าว และไม่ควรออกกฎหมายเพียงเพราะเห็นว่าเรื่องนั้นยังไม่มีกฎหมายกำกับ
โจทย์จึงไม่ได้อยู่ที่การมีกฎหมายให้มากขึ้น แต่คือการมีกฎเกณฑ์เท่าที่จำเป็น และไม่ให้กฎหมายกลายเป็นข้อจำกัดต่อการปรับตัวของประชาชนและภาคธุรกิจ
ภาษี งบประมาณ การค้า สุขภาพ ต้องปรับพร้อมกัน
การปฏิรูปในภาพใหญ่ยังรวมถึงระบบภาษี ซึ่งนายปกรณ์มองว่าเป็นผลพวงจากโครงสร้างเศรษฐกิจในอดีต จึงจำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจในปัจจุบัน
เช่นเดียวกับกฎหมายด้านการค้า เมื่อประเทศไทยต้องเชื่อมโยงกับต่างประเทศมากขึ้น กฎระเบียบด้านการค้าจำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ ขณะที่ระบบเดิมยังมีลักษณะค่อนข้างเข้มงวดและมีแนวคิดปกป้องตลาดภายในประเทศสูง
ขณะเดียวกัน ระบบงบประมาณ ระบบสุขภาพ ระบบประกันสังคม บริการสาธารณะ และสวัสดิการภาครัฐ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโจทย์การปฏิรูปที่ต้องปรับให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจ
โลกไม่แน่นอน ไทยต้องรักษากติการับความเสี่ยง
การปฏิรูปภายในประเทศยังเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก ปกรณ์เห็นว่า ในสถานการณ์ที่ระเบียบโลกยังไม่มีความชัดเจน ประเทศไทยควรยึดมั่นในพันธกรณีและความตกลงระหว่างประเทศที่มีอยู่ ขณะเดียวกันต้องเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ทั้งความขัดแย้ง สงคราม หรือวิกฤตในรูปแบบต่าง ๆ
แม้ประเทศไทยต้องการสันติภาพ แต่จำเป็นต้องมีความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะในฐานะประเทศขนาดเล็ก การดำเนินนโยบายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศจำเป็นต้องคำนึงถึงความเป็นกลางและการสร้างความเชื่อมั่น
ความเชื่อมั่นดังกล่าวไม่ได้หมายถึงเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐ แต่รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชน ภาคธุรกิจกับภาคธุรกิจ และรัฐกับรัฐ
“Trust” และ “Rule of Law” ฐานความเชื่อมั่นของรัฐ
ปกรณ์มองว่า การสร้างความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม หรือ “Rule of Law” เป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นในรัฐบาล แต่ความไว้วางใจในสังคมไม่ได้เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐบาลเพียงด้านเดียว
ยังรวมถึงความไว้วางใจระหว่างประชาชนกับประชาชน ประชาชนกับภาครัฐ ภาคธุรกิจกับภาคธุรกิจ และรัฐกับรัฐ
การสร้างความไว้วางใจในทุกระดับจึงมีความสำคัญต่อการอยู่ร่วมกันในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง และเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลที่คำว่า “Reform” ถูกพูดถึงมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศในช่วงเวลานี้
ไม่ใช่แค่ “ลดราชการ” แต่คือการปรับประเทศให้ทันโลก
สำหรับ ปกรณ์ สิ่งสำคัญเหนือปัจจัยอื่นคือการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ “Sustainable Development” ซึ่งยังเป็นเป้าหมายที่จำเป็นสำหรับโลก
หากทุกภาคส่วนไม่ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น โลกอาจค่อย ๆ เดินเข้าสู่ปัญหาโดยไม่รู้ตัว เปรียบเสมือน “กบในหม้อต้ม”
สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการจึงไม่ใช่เพียงการลดจำนวนข้าราชการ แต่ต้องสร้าง “Awareness” ให้ประชาชนและทุกภาคส่วนเข้าใจว่า โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายอะไร และประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวอย่างไร
โรดแมป Early Retirement ที่เริ่มต้นในปีงบประมาณ 2570 จึงเป็นเพียงหนึ่งในกลไกของการปฏิรูประบบราชการ ขณะที่โจทย์ใหญ่กว่าคือการปรับบทบาทของรัฐ กฎหมาย ภาษี งบประมาณ สุขภาพ สวัสดิการ และระบบบริการสาธารณะ ให้สามารถตอบสนองต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงได้
บทความที่เกี่ยวข้อง:
- ระบบราชการไทย “รักษาคนที่ใช่” ไม่ได้: ว่าด้วยความล้มเหลวของการรักษาคนไว้ในระบบราชการไทย
- ถอดบทเรียนความรุนแรง ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม สร้างความปรองดอง
- สิทธิมนุษยชน ‘คนจนเมือง’ ความท้าทายของนโยบายเมือง




