ในสภาเมืองคนรุ่นใหม่ จะเป็นพื้นที่ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้อภิปรายปัญหาและเสนอนโยบาย เช่น ด้านการเดินทาง การใช้จักรยาน ทางเท้าปลอดภัย และการดูแลสังคม จะถูกนำเสนอต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยตรง
โดยมีหน่วยงานในสังกัด กทม. เช่น สำนักการศึกษาสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง สำนักการจราจรและขนส่ง สำนักการแพทย์ สำนักงานเขตต่างๆ ศูนย์เยาวชนกรุงเทพ (ไทย-ญี่ปุ่น) และองค์กรเอกชนอย่าง WHY I WHY FOUNDATION, TTALAB, SYSI เข้าร่วมแลกเปลี่ยนและปรับปรุงข้อเสนอ

3 นโยบายสภาเมืองคนรุ่นใหม่
ตั้งแต่ ปี 2566–2568 มีการเปิดสภาเมืองคนรุ่นใหม่รวม 7 ครั้ง โดยในปี 69 ได้เปิดสภาเมืองคนรุ่นใหม่ครั้งแรก เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 69 หลังประกาศผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ผ่านไปไม่นาน ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง โดยมี 3 นโยบาย ได้แก่
1.นโยบาย Safe Walk: ทางเท้าอุ่นใจ เส้นทางปลอดภัยใกล้โรงเรียน โดยทีม “ผู้มีบารมี” เสนอให้พัฒนาแผนที่ปลอดภัยเชิงรุก (Smart Mapping) ให้นักเรียนและผู้ปกครองใช้วางแผนการเดินทางได้ โดยร่วมมือกับเยาวชนสำรวจและส่งข้อมูลผ่าน Traffy Fondue เพื่อเปลี่ยนทางเท้าแคบและมืด ให้กลายเป็น Standard Sidewalk ที่ทุกคนก้าวเดินได้อย่างมั่นใจและต้องการลดภาระผู้ปกครองและลดรถติดหน้าโรงเรียน
โดยทีมระบุปัญหาว่าเด็กจำนวนมากต้องเดินไปโรงเรียนในระยะ 500 เมตรรอบโรงเรียนแต่เจอทางเท้าแคบ แสงสว่างไม่พอ ทั้ง ๆ ที่ การเดินทางอย่างปลอดภัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน
โดย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า เรื่องการเดินทางเป็นเรื่องสำคัญ แต่หากไปสังเกตการณ์ที่หน้าโรงเรียน พบว่าเด็กส่วนใหญ่ประมาณ 70 – 80% ไม่ได้ใช้วิธีการเดินเท้า แต่เดินทางด้วยรถจักรยานยนต์เป็นหลัก ดังนั้นปัญหาสำคัญคือเด็กส่วนใหญ่ไม่สวมหมวกกันน็อกขณะเดินทาง ซึ่งแม้ในอดีต กทม. จะเคยแจกหมวกกันน็อกให้เด็กทุกคนไปแล้ว แต่ก็ยังมีความยากลำบากในการบังคับใช้จริง
พร้อมกันนี้ ได้ฝากโจทย์ให้ทีมงานผลักดันให้เป็น Safe Journey นำเรื่องนี้ไปคิดต่อว่าจะทำอย่างไรเพื่อช่วยส่งเสริมความปลอดภัย และหาวิธีการที่จะทำให้ทั้งตัวเด็กนักเรียน รวมถึงผู้ปกครองสวมหมวกกันน็อกขณะขับขี่รถจักรยานยนต์เพื่อความปลอดภัยร่วมกันทั้งหมด
2. นโยบาย WHEEL (Walkable & Human-centered Environment for Emissions-Light mobility) โดยทีม “Bike4All“ เสนอนโยบายยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อคนปั่นจักรยาน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสถานีจอด เส้นทางเชื่อมต่อขนส่งสาธารณะ และระบบเช่าจักรยานที่สะดวกสบาย เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายลดมลพิษทางอากาศและคืนสุขภาพดีให้คนเมือง
ทั้งนี้ ชัชชาติ เพิ่มเติมเรื่องหมวกกันน็อกสำหรับเด็ก เพราะเด็ก 70-80% ซ้อนมอเตอร์ไซค์มาเรียน เรื่องการปั่นจักรยานที่ต้องแก้จุดติดขัดทางกายภาพ และเรื่องออทิสติกที่ต้องจำแนกสเปกตรัมเพราะไม่มีคู่มือเดียวใช้ได้กับทุกคน
ทางด้าน ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาเมืองอย่างสร้างสรรค์ พร้อมแนะนำให้น้อง ๆ เสนอข้อมูลจุดติดขัดทางกายภาพที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการปั่นจักรยาน เช่น พื้นที่ที่ปั่นต่อไปไม่ได้ เพื่อให้ทีมงาน กทม. สามารถเข้าดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้สามารถปั่นจักรยานได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย พร้อมทั้งกล่าวชักชวนให้น้อง ๆ ไปปั่นจักรยานร่วมกันอีกด้วย
3. นโยบายสนับสนุนผู้ดูแลออทิสติกแบบองค์รวม (Holistic Autism & Caregiver Support Network) โดยทีม “KoQo – ASD toolkit“ เพื่อการดูแลบุคคลออทิสติกและผู้ดูแลแบบองค์รวมอย่างเป็นระบบ ซึ่งทีมเสนอปรับปรุงคู่มือดูแลบุคคลออทิสติก ให้เป็นชุดเครื่องมือดิจิทัลที่ตอบโต้กับผู้ใช้ได้ และตอบโจทย์ปัญหาของผู้ดูแลได้อย่างตรงจุด
โดย ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เสนอแนะว่า เรื่องนี้ถือเป็นเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ปัจจุบันมีการวินิจฉัยที่ดีขึ้นทำให้เราตรวจพบเด็กพิเศษหรือกลุ่มออทิสติกมากขึ้น ซึ่งเด็กกลุ่มนี้มีสเปกตรัมที่กว้าง ตั้งแต่กลุ่มที่สามารถทำงานได้ตามปกติ ไปจนถึงกลุ่มที่มีอาการค่อนข้างเยอะ
ดังนั้นคู่มือจะต้องจำแนกสเปกตรัมให้ชัดเจนเพื่อหาแนวทางการดูแลที่เหมาะสมสำหรับแต่ละกลุ่ม พร้อมให้คำแนะนำว่าอาจไม่มีคู่มือปฏิบัติงานมาตรฐานเดียว ที่ใช้แก้ปัญหาได้กับทุกคน เพราะแต่ละแนวทางการดูแลรักษาอาจมีความแตกต่างกัน
ทั้ง 3 นโยบาย ทางผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้แลกเปลี่ยนแนวคิดการแก้ปัญหาเมือง ผ่านกระบวนการ Design Thinking ซึ่งมี 5 กระบวนการ โดยกล่าวว่า จุดเริ่มต้นที่สำคัญคือต้องเข้าใจปัญหาก่อน ถ้าเรานั่งอยู่ในออฟฟิศ ไม่มีทางที่จะเข้าใจปัญหาของชาวบ้านต้องลงไปเดิน พอลงไปก็จะเข้าใจปัญหาว่าปัญหาคืออะไร นั่นคือจุดเริ่มต้นของความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งถือเป็นหัวใจของการเข้าใจปัญหา
การนิยามปัญหาให้ถูกต้องมีความสำคัญมาก หากนิยามปัญหาผิดจะไม่มีทางได้ทางแก้ไขที่ถูกต้องเลย ตัวอย่างเช่น ปัญหารถติดในกรุงเทพฯ หากนิยามว่าถนนไม่พอและแก้ด้วยการสร้างถนนเพิ่ม ปัญหาก็ไม่มีวันจบเพราะปริมาณรถมีมากเกินไป แต่หากนิยามใหม่ว่าปัญหาคือระบบขนส่งสาธารณะไม่ดีพอ ซึ่งหากระบบขนส่งสาธารณะดี ประชาชนก็จะไม่อยากขับรถยนต์ส่วนตัวที่ต้องเสียทั้งค่าประกันและค่าจอดรถราคาแพง การระดมความคิดหาทางแก้ไข คือการคิดหาทางแก้ไขปัญหาให้ได้จำนวนหลากหลายและมากที่สุด
โดยมีข้อแนะนำสำคัญคือ อย่าเพิ่งหลงรักคำตอบหรือไอเดียแรกของตัวเอง แต่ควรเปิดกว้างรับไอเดียอื่น ๆ ชวนคนมาร่วมคิดและระดมเขียนไอเดียออกมาให้เยอะที่สุดก่อนจะค่อย ๆ คัดออก
ในกระบวนการผลักดันนโยบาย ควรเริ่มต้นจากการสร้างแบบจำลองหรือพื้นที่ต้นแบบก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าแนวทางดังกล่าวเป็นคำตอบที่ถูกต้องและใช้ได้จริง แทนที่จะนำแนวทางแก้ไขปัญหาไปบังคับใช้พร้อมกันในทุกพื้นที่ เช่น ทำพร้อมกันทั้ง 50 เขต
ในช่วงท้ายของงาน ชัชชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า ข้อดีของกรุงเทพมหานครคือ ปัญหาในแต่ละพื้นที่มีความคล้ายคลึงกัน หากเราสามารถสร้างต้นแบบที่ทำงานสำเร็จ หรือหากแก้ปัญหาสำเร็จได้ใน 1 เขต ก็สามารถขยายผลไปยังอีก 50 เขตได้เช่นกัน
กลไกและความท้าทายของสภาเมืองคนรุ่นใหม่
โครงการสภาเมืองกรุงเทพนี้ถือว่าเป็นอีกนโยบายของผู้ว่าฯ ชัชชาติ ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งสมัยแรก ที่ยังคงต่อเนื่องมาถึงสมัยที่ 2 อย่างไรก็ตามนโยบายนี้ยังคงมีความท้าทายในเรื่องของการเชื่อมโยงการทำงานระหว่าง “สภาเมืองคนรุ่นใหม่” กับ “สภาเด็กและเยาวชน กทม.” ที่จะต้องปรับปรุงระบบและกลไกกฎหมายเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมมากขึ้น
รวมทั้งระบบพี่เลี้ยงติดตามและสนับสนุนทีมคนรุ่นใหม่หลังผ่านเวทีสภาเมืองคนรุ่นใหม่ เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ของ กทม. ให้สามารถผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริงได้อย่างต่อเนื่อง
ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กล่าวกับ Policy Watch ถึงสภาเมืองคนรุ่นใหม่ว่า เป็นโครงการที่ทางสำนักวัฒนธรรม กทม. เป็นผู้ดูแล ในเรื่องของการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน ทุกข้อเสนอของเด็กและเยาวชนจะผ่านคณะกรรมการของสำนักฯ ก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ของสำนักเอง และบุคคลผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก
แต่ละนโยบายจะถูกเชื่อมกับสำนักต่าง ๆ ของกทม. เช่น นโยบายการดูแลบุคคลออทิสติก ก็จะเชื่อมประสานกับสำนักอนามัยและสำนักการแพทย์ นโยบายเมืองจักรยานก็จะหารือทำงานประสานกับสำนักการจราจรและขนส่ง ที่ดูแลระบบจราจร สัญญาณไฟ และกล้อง CCTV และ สำนักการโยธา
แต่ละทีมคนรุ่นใหม่ที่เสนอนโยบายจะมีพี่เลี้ยงในการดูแล ประสาน และให้คำปรึกษา และทำพื้นที่ทดลองเพื่อลงมือทำและรับ feedback นโยบายที่ประสบผลสำเร็จ กทม ก็จะดำเนินการต่อ บางอันไม่สำเร็จก็อาจจะต้องหาพื้นที่ทดลองใหม่ไปเรื่อย ๆ ในกรณีที่คิดว่ายังไม่สามารถทำได้ อาจจะเป็นพื้นที่เฉพาะหรือพื้นที่ศึกษาไปก่อน
ยกตัวอย่างเช่น เป็นเรื่องของการบรรจุราคากลางในกรมบัญชีกลางเป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายที่เกินขอบเขตอำนาจของ กทม. ทางกทมง จึงได้พาทีมคนรุ่นใหม่ไปเจอกับสำนักงบประมาณของกระทรวงการคลัง แล้วก็กลายเป็นข้อเสนอนโยบาย เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งส่งผลต่อทั้งประเทศ
หัวใจของสภาเมืองคนรุ่นใหม่คือการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน โดยไม่ได้มองว่า เด็กและเยาวชนเป็นเพียงผู้มาร่วมกิจกรรม แต่เราเห็นเขาเป็นผู้คิดนโยบายหรือว่าผู้กำหนดนโยบายหรือผู้สร้างนโยบายสาธารณะ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- ส่งเสริมเศรษฐกิจย่าน พัฒนาเศรษฐกิจเมือง
- กรุงเทพฯของใคร? เหตุใดการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. จึงสำคัญกว่าที่คิด
- กรุงเทพฯ ไปได้ไกล ไปได้อีก ต้องมี “ข้อมูล” สำหรับการออกแบบนโยบาย




