เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ วินิจฉัยว่า การใช้รหัสคิวอาร์ (QR Code) ในบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (3) มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (8 ต่อ 1) วินิจฉัยว่า การใช้รหัสแท่ง (Barcode) ในบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
เนื่องจากศาลเห็นว่า บัตรเลือกตั้งไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้งกับต้นขั้วได้โดยตรง ความสามารถในการบ่งชี้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเฉพาะรายมีความเป็นไปได้น้อยมาก จึงเห็นว่ารหัสคิวอาร์โค้ดเป็นกรณีที่ไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูล ระหว่างบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เป็นการยากที่จะบ่งชี้ตัวผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง และผลการลงคะแนนเลือกตั้งอย่างเจาะจง
สำหรับบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ แม้จะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้งกับต้นขั้วได้ผ่านการสแกนรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งโดยตรง และหากเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ย่อมสามารถตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนเป็นการเฉพาะตัวได้
แต่การที่บุคคลภายนอกจะจับคู่เอกสารทั้ง 3 อย่าง มีเพียงหนทางเดียวคือ ต้องกระทำการร่วมกับ กปน. กกต. ประจำเขตเลือกตั้ง หรือผู้อำนวยการสำนักงาน กกต. ประจำจังหวัด จึงจะสามารถเข้าถึงต้นขั้วและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
หากแต่การจัดเก็บบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่ปรากฏรหัสแท่งบาร์โค้ด ต้นขั้วและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมเพียงพอ จึงเป็นไปได้ยาก
ที่มาคดีบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด
การแถลงคำวินิจฉัยในวันนี้เป็นไปตามเอกสารข่าววันที่ 27 ก.ย. ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญที่ยืนยันว่า วันที่ 28 ก.ย. จะยังนัดแถลงด้วยวาจา ในการลงมติคำวินิจฉัยคดีบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด โดยนัดแถลงข่าววินิจฉัยในเวลา 14:00 น.
แม้ว่าทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีมติให้วันที่ 28-29 ก.ย. เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษ เนื่องจากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วม
โดยศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลว่า มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาที่กำหนดนัด เพราะศาลกำหนดนัดเป็นการล่วงหน้าไว้นานแล้ว และได้แจ้งให้คู่กรณีทราบนัดแล้ว และเพื่อไม่ให้กระทบต่อแผนพิจารณาวินิจฉัยคดีอื่นซึ่งได้กำหนดวาระการประชุมไว้แล้วจนถึงเดือน ต.ค.
คดีนี้ ผู้ยื่นคำร้องคือ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้พิจารณาวินิจฉัยกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดย กกต. เป็นผู้ถูกร้องที่ 1, เลขาธิการ กกต. แสวง บุญมี เป็นผู้ถูกร้องที่ 2, สำนักงาน กกต. เป็นผู้ถูกร้องที่ 3
เนื่องจาก กกต. จัดการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 ที่ผ่านมา ที่กำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด (Barcode) และคิวอาร์โค้ด (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถตรวจสอบย้อนหลังสืบทราบตัวตนผู้ลงคะแนนและผลคะแนนได้ เช่น ระบุตัวตนได้ว่าบัตรใบนี้เป็นของใคร
ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224 และอาจเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียน
การยื่นคำร้องครั้งนี้ของผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ที่ระบุว่า บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ มีสิทธิยื่นคําร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีคําวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
ปัญหาการเลือกตั้งอย่างเสรีเป็นธรรมและความรับผิดรับชอบของ กกต.
แม้ว่าการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ในครั้งนี้จะไม่โมฆะ ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้อง แต่ กกต. อาจจะยังต้องเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นต่อเนื่อง สืบเนื่องจากการจัดการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2569 วันที่ 8 ก.พ. 69 ของ กกต. เต็มไปด้วยข้อผิดพลาด จนทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นใน กกต. และแคลงใจถึงความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง
ต่อเนื่องมาจนถึงคดีฮั้ว สว. ซึ่งเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 69 กกต. ได้วินิจฉัยคดีฮั้ว สว. ว่ามีผู้ที่ถูกดำเนินคดี จำนวน 77 คน มี สว. (ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง) 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน บุคคลอื่น 15 คน
โดยกกต. ไม่สั่งฟ้อง สว. สำรอง และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย สส. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยอ้างว่าไม่พบหลักฐาน ท่ามกลางการถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องการทำหน้าที่ที่ต้องแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเมื่อไม่พบหลักฐาน ไม่ใช่ตัดสินแทนศาลว่าพยานไม่น่าเชื่อถือ และยุติการแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม และวนกลับมาซ้ำเติมความน่าเชื่อถือในการทำหน้าที่ของกกต.




