จากผลสำรวจตัวอย่างผู้บริหารและตัวแทนภาคธุรกิจ จำนวน 401 ราย ทั่วประเทศ ในปี 69 โดย คณะทำงาน Zero Corruption พบว่าเหตุผลหลักที่ภาคเอกชนยอมจ่ายสินบนให้ภาครัฐในการดำเนินธุรกิจ อันดับ 1 คือ ขั้นตอนการติดต่อมีความซับซ้อน 29.1% รองลงมาคือ กฎหมายหรือระเบียบเปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจมากเกินไป 25.0%
พร้อมกันนี้มีข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อลดปัญหาคอร์รัปชัน คือ การใช้ระบบดิจิทัล หรือ E-Government/E-Procurement เพื่อลดการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ประกอบการ รวมทั้งการปฏิรูปกฎหมายลดขั้นตอน (Regulatory Guillotine) เพื่อลดช่องใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ และเปิดข้อมูลสัญญา ที่เข้าถึงได้ง่าย เพื่อสร้างความโปร่งใสตรวจสอบได้
กฎหมายบริการประชาชนฉบับใหม่แก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน
ร่าง พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชนฉบับใหม่ ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค. 69 ซึ่งเป็นร่างที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม หลังจากนี้เป็นขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ และประกาศบังคับใช้
กฎหมายใหม่นี้จะเป็นการอัปเดต พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ที่ใช้มานานถึง 12 ปี ซึ่งจะยกระดับบริการภาครัฐให้รวดเร็ว บริการในรูปแบบดิจิทัลทำให้เข้าถึงบริการได้สะดวก ลดขั้นตอนซ้ำซ้อนยุ่งยากในการติดต่อราชการ ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนและผู้ประกอบการมากขึ้น
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ย้ำว่า กฎหมายนี้จะช่วยลดโอกาสเรียกรับผลประโยชน์ คอร์รัปชันของหน่วยงานภาครัฐ เรียกเก็บเงินจากประชาชนและเอกชนที่มาติดต่อขอใบอนุญาตเพิ่มเติมเพื่อลัดขั้นตอนพิจารณาอนุญาต หรือการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่สร้างเงื่อนไขเพิ่มเติมเพื่อเรียกรับสินบน
พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน
ในงานเสวนา “คนไทยไม่ทนโกง”: ถึงเวลาออกแบบระบบที่ “โกง” ยาก โดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 69 ธนศักดิ์ มังกโรทัย รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้กล่าวถึงกฎหมายอำนายคววามสะดวก-บริการประชาชน ว่า
ร่างกฎหมายนี้ มีเนื้อหาสำคัญในการขยายขอบเขตของกฎหมายให้ครอบคลุมทุกงานบริการของรัฐ เช่น
- การจัดให้มีช่องทางพิเศษแบบเร่งด่วน (Fast track) เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนให้ได้รับบริการที่รวดเร็วขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาเจ้าหน้าที่เรียกสินบนเพื่อลัดคิว
- กำหนดให้การเรียกเอกสารประกอบคำขอจากประชาชนต้องเท่าที่จำเป็น โดยจะเรียกเอกสารที่ตนออกให้แก่ประชาชนเอง หรือเรียกสำเนามากกว่า 1 ชุด ไม่ได้
- การขยายขอบเขตให้ใบอนุญาตสามารถชำระค่าธรรมเนียมแทนการต่ออายุแบบเดิมเพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่
- กำหนดให้กรณีที่เรื่องใดต้องขออนุญาตจากผู้อนุญาตมากกว่าหนึ่งราย ให้มีการรวมศูนย์อำนาจในการอนุญาตตามกฎหมายหลายฉบับให้เป็นระบบการอนุญาตหลัก (Super License)
- ในกรณีที่ใบอนุญาตหรือหลักฐานการต่ออายุใบอนุญาตชำรุด สูญหาย หรือถูกทำลาย ไม่ต้องยื่นหลักฐานที่แสดงการแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ
- จัดตั้งศูนย์รับคำขอทางอิเล็กทรอนิกส์ส่วนกลาง แทนศูนย์รับคำขออนุญาต และกำหนดให้สามารถมอบหมายให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการศูนย์ดังกล่าวได้
- ปรับระบบอนุญาตโดยปริยาย (Auto Approve) เมื่อเอกสารครบถ้วนตามเกณฑ์ หากครบกำหนดเวลาพิจารณา แต่หน่วยงานยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ ให้ถือว่าเป็นการอนุญาตโดยปริยาย
- นำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการบริการประชาชนจนสามารถทำธุรกรรมได้โดยไม่ต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่โดยตรง (Zero-touch)
ธนศักดิ์ กล่าวว่า การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายนี้ก็เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565
“มาตรการทั้งหมดนี้เป็นการรื้อถอนโครงสร้างแบบเก่าที่ล่าช้าและเต็มไปด้วยช่องโหว่ แล้วแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติที่โปร่งใส ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบระบบที่ ‘โกงยาก’ และทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการของรัฐได้อย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง”
ปิดช่องทางการใช้ดุลยพินิจเจ้าหน้าที่ตามอำเภอใจ
เพื่อแก้ไขช่องโหว่และป้องกันไม่ให้กระบวนการอนุมัติอนุญาตกลายเป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ กฎหมายอำนวยความสะดวกฯ ฉบับใหม่ จึงได้บรรจุมาตรา 14 เพื่อกำหนดกรอบและแนวทางการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเข้มงวด
กฎหมายฉบับนี้ระบุให้หน่วยงานต้องทำคู่มือสำหรับประชาชน ซึ่งคู่มือต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข ค่าธรรมเนียม และระยะเวลาในการพิจารณาที่ชัดเจน รวมถึงรายการเอกสารหลักฐานที่ผู้ขออนุญาตจะต้องยื่นมาพร้อมกัน
การกำหนดเช่นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกวาดล้างถ้อยคำปลายเปิดในกฎหมายเก่า ที่มักเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจ เช่น คำว่า “การพิจารณาตามความเหมาะสม” หรือ “การพิจารณาที่เห็นสมควร” หรือ “เป็นไปตามดุลยพินิจ”
คำเหล่านี้มักถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการดึงเรื่องประวิงเวลา หรือสร้างเงื่อนไขเพิ่มเติมเพื่อเรียกรับสินบนจากประชาชนและภาคธุรกิจ เมื่อกฎหมายใหม่บังคับให้มีการกำหนดแนวทางการใช้ดุลยพินิจไว้อย่างชัดเจนในคู่มือ
ประชาชนจะสามารถรับทราบแนวทางและขั้นตอนที่แน่นอนล่วงหน้า ซึ่งจะช่วยลดโอกาสของเจ้าหน้าที่ในการใช้ดุลยพินิจส่วนบุคคลลงอย่างมาก และช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาระหรือต้นทุนแฝงแก่ประชาชนในการติดต่อราชการอีกต่อไป
โดยกฎหมายนี้เป็น 1 ในกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ ที่เป็นรากฐานในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมขององค์กรภาครัฐที่ ก.พ.ร. พยายามอุดช่องโหว่ระบบราชการให้การโกงน้อยลง ได้แก่
- พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558
- พ.ร.บ. การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565
- พ.ร.ฎ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- หวังพึ่งเทคโนโลยี แก้คอร์รัปชัน พยุงอันดับดัชนีทุจริต
- ออกแบบกลไกรัฐอย่างไรให้โกงยากขึ้น
- 3 เครื่องมือ พลิกโฉมปราบคอร์รัปชัน




