ในงานเสวนา “คนไทยไม่ทนโกง”: ถึงเวลาออกแบบระบบที่ “โกง” ยาก โดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ในวันที่ 30 มิ.ย. 69 ได้เปิดตัววารสาร TIJ Connect วารสารวิชาการที่ชวนสังคมมองปัญหาคอร์รัปชันผ่านมิติต่าง ๆ และเป็นฐานข้อมูลในการขจัดทุจริต
โดยในงานได้เผยให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐไทยที่เอื้ออำนวยให้คอรัปชันเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งโครงการรัฐ มูลค่าของคอร์รัปชัน พร้อมร่วมกันออกแบบระบบและกลไกภาครัฐให้โกงได้ยากขึ้น
พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ กล่าวว่าทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก มีงานวิจัยทางเศรษฐกิจโลกประเมินว่ามีเงินกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถูกปล้นจากงบประมาณของประเทศต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้นำไปสู่สาธารณประโยชน์ที่แท้จริง โดยสาเหตุสำคัญของคอร์รัปชันมาจาก 2 ประการ ได้แก่
- การกระจุกตัวของอำนาจ (concentration of power)
- การทำทุกอย่างให้เป็นความลับ (lack of transparency)
ยิ่งอำนาจกระจุกตัวและมีการเก็บงำเป็นความลับมากเท่าไหร ก็ยิ่งมีช่องทางแสวงประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น
ทั้งนี้ ทุจริตคอร์รัปชันเป็นตัวทำลายหลัก “นิติธรรม” ที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถทำตามหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง
การโกงทำได้ง่ายเพราะระบบช่วยผลิตซ้ำคนโกง
สุภอรรถ โบสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ HAND Social Enterprise ชี้ให้เห็นว่าการโกงนั้นเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันเช่น การไปขออนุญาตที่มีขั้นตอนซับซ้อน ใช้เวลานาน หรือการโดนใบสั่งบนท้องถนน ที่ในไปสู่การให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งไม่ได้มาจากพฤติกรรมระดับปัจเจก แต่มาจากระบบและกลไกลของรัฐที่เอื้อให้คนโกงง่าย
ยกตัวอย่างกรณีล่าสุดคือคดีทุจริตข้อสอบข้าราชการท้องถิ่น ที่ในบรรดาคนสมัครสอบ แล้วยอมจ่ายเงินเพื่อโกงข้อสอบ ย่อมต้องมีคนที่อ่านหนังสือและติวมาอย่างดี แต่ที่จ่ายเพราะไม่อยากแพ้คนที่ไม่ได้เตรียมตัวอ่านหนังสือมาแต่จ่ายเงิน เลยต้องทุจริตเพื่อให้ได้สอบเข้าราชการได้ เป็นการจ่ายเพื่อประกันความมั่นใจว่าจะสอบผ่าน ทั้งนี้เพราะระบบผลิตซ้ำคนโกงและการโกง

นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส TDRI เปิดเผยว่าการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการภาครัฐสร้างความเสียหายในเชิงมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยจากการประเมินพบว่าเม็ดเงินของประเทศที่ต้องสูญเสียและรั่วไหลออกไปจากระบบคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งเงินจำนวนนี้คือภาษีของประชาชนที่สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์
ในขณะที่งบประมาณรายจ่ายในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของหน่วยงานตรวจสอบต่าง ๆ เช่น ป.ป.ช. ป.ป.ท. สตง. และ DSI รวมกันกลับอยู่ที่ประมาณ 5,848 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความห่างกันอย่างมากระหว่างความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรที่ใช้ในการปราบปราม
นอกจากนี้ เมื่อเจาะลึกไปในรูปแบบของ “ผู้ใหญ่คอร์รัปชัน” หรือขบวนการโกงที่น่ากลัวกว่าตัวแปรทั่วไปในระบบประมูล จะพบว่าโครงการเหล่านี้มักถูกเรียกขานว่าเป็นงานของผู้ใหญ่ที่ไม่มีทางเข้าถึงได้ หากไม่ใช่พวกพ้องเดียวกัน
โดยมีลักษณะร่วมสำคัญคือ มักจะมีการหักหัวคิวหรือจ่ายเงินส่วนต่างประมาณ 3% ถึง 10% ซึ่งกลายเป็นการเพิ่มต้นทุนให้แก่รัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สาเหตุหลักที่ทำให้ปัญหานี้อันตรายและหยั่งรากลึกเป็นเพราะผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจมักไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบ เนื่องจากกลัวผลกระทบต่อตำแหน่งหน้าที่ อีกทั้งราคาประมูลงานมักจะถูกตั้งไว้สูงเกินกว่าราคาตลาดที่แท้จริง ส่งผลให้คุณภาพของงานก่อสร้างหรือบริการสาธารณะต่ำกว่ามาตรฐานและงบประมาณแผ่นดินต้องถูกใช้ไปอย่างไม่เป็นธรรม
รูปแบบหลักที่เครือข่ายเหล่านี้นิยมใช้สามารถจำแนกออกได้เป็น 3 รูปแบบหลักด้วยกัน คือ
- งานการเมืองหรือทำงานบูรณาการ ซึ่งเป็นการใช้นักการเมืองหรือเครือข่ายนักการเมืองตั้งตัวแทนหรือบริษัทในเครือข่ายเข้ามาเพื่อรับงานก่อสร้างหรือจัดซื้อจัดจ้างโดยตรง
- รวมงานก่อนใหญ่ เป็นการควบรวมโครงการหรือจัดซื้อจัดจ้างส่วนราชการเป็นโครงการขนาดใหญ่เพียงโครงการเดียวเพื่อจงใจกีดกันผู้ประกอบการรายย่อย ทำให้มีผู้เข้าร่วมประมูลได้เพียงไม่กี่รายและเปิดโอกาสให้มีการตกลงผลประโยชน์หรือโอนย้ายรายได้เข้าตัวบุคคล
- งานมีเจ้าของหรือขายโควตางาน ซึ่งเป็นกรณีที่เอกชนได้งานไปแล้วนำไปปล่อยขายช่วงต่อกินส่วนต่างกำไร โดยบางกรณีไม่มีการทำงานจริงแต่ตกลงผลประโยชน์และแบ่งอำนาจไว้ล่วงหน้าก่อนจะมีการเขียนขอบเขตของงานหรือ TOR เพื่อล็อคสเปกให้ตรงกับผู้รับเหมาเป้าหมาย เห็นได้จากการมีหน้าม้าหรือตัวกลางหลายทอด การจัดทำโครงการขนาดใหญ่ที่ผิดปกติ รวมถึงพฤติกรรมการฮั้วประมูลที่มีผู้ชนะการประกวดราคาเพียงรายเดียวหรือหน้าเดิมซ้ำๆ
คอร์รัปชันประเภทนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่กระบวนการประมูล แต่คือระบบอุปถัมภ์และการใช้อำนาจนอกระบบเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน ส่งผลให้รัฐได้ของแพงแต่ด้อยคุณภาพ และทำให้ประชาชนกลายเป็นผู้สูญเสียผลประโยชน์ในท้ายที่สุด
สมการการแก้คอร์รัปชัน
นณริฏ เสนอว่า ความพยายามแก้ปัญหาคอร์รัปชันนั้นสามารถผ่านกลไกเชิงระบบสามารถอธิบายและวิเคราะห์ได้อย่างเป็นรูปธรรมผ่านมุมมองทางเศรษฐศาสตร์และโครงสร้างการบริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดสมการคอร์รัปชันของ Robert Klitgaard (1988) ที่ระบุว่า
คอร์รัปชัน (C) = อำนาจผูกขาด (M) + ดุลยพินิจ (D) – ความรับผิดชอบตรวจสอบได้ (A)
ดังนั้นแนวทางในการลดทุจริตให้ได้ผลอย่างยั่งยืนจึงต้องมุ่งเป้าไปที่การทลายอำนาจผูกขาดลง เพิ่มความโปร่งใสเพื่อลดการใช้ดุลยพินิจส่วนบุคคล และยกระดับกระบวนการตรวจสอบให้เข้มข้นขึ้น
ในการลดอำนาจผูกขาดนั้น รัฐจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม กระจายอำนาจการตัดสินใจไม่ให้กระจุกตัวอยู่กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และหันมาใช้ระบบที่เป็นกลางอย่างระบบ e-bidding ในการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อป้องกันไม่ให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับกลุ่มทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ
ส่วนการลดการใช้ดุลยพินิจจำเป็นต้องมีการกำหนดกติกาและเกณฑ์การพิจารณาให้ชัดเจน มีมาตรฐานเดียวกันในทุกหน่วยงาน ลดขั้นตอนที่ต้องพึ่งพาการตัดสินใจตามอำเภอใจของเจ้าหน้าที่ และนำระบบดิจิทัลรวมถึงกระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติเข้ามาแทนที่เพื่อประวัติข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกเมื่อ
ขณะเดียวกันการเพิ่มความรับผิดชอบและการตรวจสอบก็ต้องทำควบคู่ไปกับการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ยกระดับระบบติดตามและตรวจสอบภายในให้มีประสิทธิภาพ ตลอดจนเปิดช่องทางให้ภาคประชาชนและสื่อมวลชนสามารถมีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสและได้รับการคุ้มครองอย่างปลอดภัยเพื่อสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นในสังคม
นอกจากนี้ เมื่อศึกษาบทเรียนสำคัญจากกรณีศึกษาของต่างประเทศในการจัดการกับตัวแปรเรื่องค่าตอบแทน จะเห็นได้ชัดเจนว่า การเพิ่มเงินเดือนเพียงอย่างเดียวไม่เคยเพียงพอต่อการขจัดคอร์รัปชัน หากไม่จัดการตัวแปรอื่นควบคู่กันไป
ยกตัวอย่างเช่น กรณีของประเทศกานาในช่วงปี 2010 ที่มีการขึ้นเงินเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างก้าวกระโดด ซึ่งแม้ประชาชนส่วนใหญ่จะคาดหวังว่าการทุจริตจะลดลง แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกลับตรงกันข้าม เพราะการเรียกรับผลประโยชน์กลับเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากโครงสร้างระบบยังเปิดช่องโหว่และขาดการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ
ในทางกลับกัน ประเทศไต้หวันเลือกใช้แนวทางที่ครอบคลุมกว่า โดยการขึ้นเงินเดือนเจ้าหน้าที่ศุลกากรให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยข้าราชการทั่วไปประมาณ 2 เท่า ควบคู่ไปกับการปราบปรามอย่างจริงจัง มีการตรวจตราพฤติกรรมอย่างเข้มงวดและไม่เลือกปฏิบัติ ส่งผลให้คอร์รัปชันลดลงอย่างเห็นได้ชัดและดึงดูดคนเก่งคนดีเข้ามาสู่ระบบเพิ่มขึ้น
บทเรียนเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าสมการแก้คอร์รัปชันที่แท้จริงต้องประกอบด้วย 3 ตัวแปรหลักที่ทำงานร่วมกัน ได้แก่
- ค่าตอบแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรมเพื่อลดแรงกดดันทางการเงินและจูงใจคนมีความรู้ความสามารถ
- การลดโอกาสในการทำผิดด้วยการปิดช่องทางการใช้ดุลยพินิจที่ไม่จำเป็นและเพิ่มความโปร่งใสในระบบงาน
- การลงโทษที่เกิดขึ้นจริงทางกฎหมายอย่างเท่าเทียมและไม่มีการยกเว้น ซึ่งหากโครงสร้างตราบใดที่เงินเดือนไม่พอประทังชีพ ตำแหน่งยังเปิดช่องให้เรียกรับผลประโยชน์ ระบบตรวจสอบอ่อนแอ และบทลงโทษไม่แน่นอน คนโกงก็ยังคงมองเห็นความคุ้มค่าที่จะเสี่ยง การลดทุจริตจึงจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อทำให้แรงจูงใจและโอกาสในการโกงถูกปิดลง ในขณะที่ความเสี่ยงจากการถูกลงโทษทางกฎหมายถูกปรับให้สูงขึ้นอย่างทั่วถึง
6 มิติธรรมาภิบาล ปิดช่องทางคอร์รัปชัน
นณริฏ ยังได้เสนอ การออกแบบระบบเพื่อป้องกันการโกงอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัย “โครงสร้างธรรมาภิบาล 6 มิติ” ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องมือปิดช่องคอร์รัปชัน และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาร่วมตรวจสอบงบประมาณ
โดยหลักการนี้เน้นย้ำว่าธรรมาภิบาลไม่ใช่เพียงแค่การตามจับคนโกงหลังจากความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว แต่คือการวางระบบให้โกงได้ยาก ตรวจสอบพบได้ง่าย และต้องมีผู้รับผิดชอบเสมอเมื่อเกิดความผิดพลาด โครงสร้างทั้ง 6 มิตินี้ประกอบไปด้วยมิติต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
- มิตินิติธรรม มุ่งเน้นการจัดวางกติกาและอำนาจให้ถูกจุด กฎหมายต้องไม่ซ้ำซ้อน ไม่เปิดช่องโหว่ มีการประเมินผลกระทบก่อนออกกฎหมาย และปรับโครงสร้างรัฐให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจอย่างเหมาะสมเพื่อลดการเลือกปฏิบัติและการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเอื้อประโยชน์
- มิติคุณธรรม กำหนดให้ผู้ถืออำนาจต้องมีจริยธรรม โดยต้องทำให้ประมวลจริยธรรมสามารถนำไปบังคับใช้ได้จริง มีเกณฑ์ที่คัดกรองบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญอย่างโปร่งใส และมีบทลงโทษที่เป็นมาตรฐานเพื่อลดผลประโยชน์ทับซ้อนและการทุจริตเชิงนโยบาย
- มิติความโปร่งใส ข้อมูลของรัฐต้องเปิดเผย ตรวจสอบได้ และสามารถนำไปใช้งานต่อได้จริง ผ่านการเปิดข้อมูลโครงการ งบประมาณ และผลกระทบอย่างเป็นระบบ มีฐานข้อมูลรัฐที่เชื่อมโยงและเข้าถึงง่าย พร้อมทั้งใช้เครื่องมือดิจิทัลให้สื่อมวลชนและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบเพื่อลดโอกาสในการปกปิดความผิด
- มิติความรับผิดชอบและตรวจสอบได้ ทุกการตัดสินใจต้องสามารถตอบสังคมได้ว่าทำเพื่อใคร โดยกำหนดสายความรับผิดชอบที่เชื่อมโยงถึงประชาชน ให้ผู้ใช้บริการมีส่วนร่วมในการกำหนดและประเมินผล ตลอดจนเสริมกลไกการทำงานของหน่วยงานอิสระอย่าง ป.ป.ช. สตง. และผู้ตรวจการแผ่นดินให้เข้มแข็ง
- มิติการมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมและมีเสียงในทุกขั้นตอน มีกระบวนการประชาพิจารณ์ที่มีมาตรฐานและเป็นกลาง และต้องเปิดเผยรายงานการมีส่วนร่วมต่อสาธารณะเพื่อสร้างผู้ตรวจการร่วมในสังคมตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ
- มิติความคุ้มค่า งบประมาณและโครงการของรัฐต้องให้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์จริงแก่ประชาชน มีการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและคำนึงถึงทุนสิ่งแวดล้อม สังคม และการคลังอย่างรอบด้าน เพื่อตัดงบโครงการที่ไม่จำเป็นหรือมีราคาแพงเกินจริงออกไป
เมื่อพิจารณาในแง่ของเครื่องมือควบคุมคอร์รัปชันแบบเข้มข้น เมื่อระบบสถาบันอ่อนแอ สังคมมักจะหันไปพึ่งพาเครื่องมือ 3 รูปแบบที่มีความเข้มข้นแตกต่างกัน
- การใช้บทลงโทษที่รุนแรงทางกฎหมาย ซึ่งบางสังคมในอดีตเคยเลือกใช้ยาแรง เช่น การตัดสิทธิ์หรือลงโทษขั้นสูงสุดแก่เครือข่ายญาติโกโหติกาของผู้กระทำผิด ทว่าในปัจจุบันมักเกิดคำถามปลายเปิดตามมาว่าการลงโทษที่หนักหน่วงเช่นนี้มีความยุติธรรมและยึดหลักสิทธิมนุษยชนจริงหรือไม่
- การใช้บทลงโทษทางสังคม ซึ่งเน้นการกดดันทางตราหน้าลดทอนเกียรติยศของคนโกงและครอบครัวในวงสังคม อย่างไรก็ดี เครื่องมือนี้มักเจอปัญหาความลักลั่นเมื่อสังคมปัจจุบันเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับสิทธิส่วนบุคคลและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้เกิดความท้าทายว่าเราจะใช้พลังสังคมในการตรวจสอบอย่างไรไม่ให้กลายเป็นการศาลเตี้ยที่ไร้การควบคุม
- การใช้กรอบศีลธรรม ซึ่งเป็นการพึ่งพาสัญญาณเตือนเมื่อศีลธรรมในสังคมเริ่มเสื่อมถอยลงจนทำให้คนในสังคมมองว่าการโกงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้หากตนเองได้ประโยชน์ กฎหมายที่ไม่สมบูรณ์จึงมักถูกหลีกเลี่ยงผ่านช่องโหว่ทางจริยธรรม
ดังนั้น โจทย์สำคัญของสังคมไทยในปัจจุบันคือการเปลี่ยนผ่านคำถามปลายเปิดเหล่านี้ให้กลายเป็นการปฏิบัติจริง โดยการทำให้บทลงโทษมีความยุติธรรมตามหลักสากล ใช้พลังสังคมในการเฝ้าระวังอย่างสร้างสรรค์ และปลูกฝังคุณธรรมที่หยั่งรากลึกจนทำให้เกิดค่านิยมที่ว่าสิ่งใดที่ผิดกฎหมายและไร้จริยธรรม จะไม่สามารถยอมรับได้ในทุกกรณีไม่ว่าจะอ้างเหตุผลใดก็ตาม
ปฏิรูประบบราชการปิดช่องโหว่ทุจริต
ธนศักดิ์ มังกโรทัย รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้เสนอการออกแบบบริการรัฐให้โปร่งใสและประชาชนเข้าถึงได้จริง ด้วยกฎหมายและเทคโนโลยี โดยกล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดของ ก.พ.ร. คือการสร้างระบบราชการเพื่อปิดปัดช่องทางเบียดบังและทุจริตคอร์รัปชัน โดยดำเนินภารกิจหลัก 4 ด้าน ได้แก่
- การอำนวยความสะดวกในการอนุมัติอนุญาต
- การพัฒนารัฐบาลดิจิทัล
- การขับเคลื่อนไปสู่มาตรฐานสากล
- การกำหนดตัวชี้วัดเพื่อกำกับติดตามอย่างใกล้ชิด
การขับเคลื่อนเหล่านี้อยู่ภายใต้กฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ ประกอบด้วย พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558, พ.ร.บ. การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 และ พ.ร.ฎ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ซึ่งกฎหมายเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นรากฐานในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมขององค์กรภาครัฐ
ธนศักดิ์ เสนอว่าการพัฒนาระบบราชการมีเป้าหมายคือการเป็นรัฐที่ล้ำหน้า (Digital Government) และรัฐที่เปิดกว้าง (Open Government) ด้วยการยกระดับบริการภาครัฐสู่การเป็น End-to-End Service ที่ลดภาระของประชาชนและภาคธุรกิจให้เป็นศูนย์ ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานราชการเข้าสู่ Single Platform ปรับลดบทบาทภาครัฐที่ไม่จำเป็นเพื่อเปิดโอกาสให้ภาคส่วนอื่นเข้ามามีส่วนร่วม
ตลอดจนการเปิดข้อมูลภาครัฐ (Open Data) ให้ภาคประชาชนสามารถเข้าถึงและร่วมตรวจสอบการทำงานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นการส่งเสริมความยืดหยุ่น คล่องตัว และสร้างความโปร่งใสไร้ทุจริตให้เกิดขึ้นในระบบการทำงานอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ก.พ.ร. ได้กำหนดหลักการชี้นำ (Guiding Principles) ที่มุ่งตอบสนองความต้องการของประชาชนและลดโอกาสในการเรียกรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ โดยเน้นย้ำเรื่องการลดการใช้ดุลยพินิจของบุคคล ปิดช่องว่างทางกฎหมาย และยกเลิกการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนโดยไม่จำเป็น
โดยการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการบริการประชาชนจนสามารถทำธุรกรรมได้โดยไม่ต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่โดยตรง (Zero-touch) การลดขั้นตอนการอนุมัติอนุญาตที่ไม่จำเป็น การส่งเสริมการให้บริการในรูปแบบอัตโนมัติ (Automated Processing) และการทบทวนปัญหาอุปสรรคของกฎหมายเก่าที่ล้าสมัยเพื่อปรับปรุงกระบวนการอนุมัติให้กระชับและโปร่งใสยิ่งขึ้น และกลไกการเปลี่ยนแปลงนี้ถูกขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมร่าง พ.ร.บ.พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกฯ ฉบับใหม่
กลไกทางกฎหมายที่ทำให้คนผิดลอยนวล
นณริฏ เห็นได้วยกับการปฏิรูปกฎหมายและการบังคับใช้เพื่ออุดช่องโหว่ไม่ให้เกิดคอร์รัปชัน แต่ก็ได้เตือนว่า การออกแบบกฎหมายและนโยบายสาธารณะหากขาดความรัดกุมจะกลายเป็นเครื่องมือที่บั่นทอนความยุติธรรมเสียเอง โดยยกตัวอย่างเรื่องค่าปรับต่ำเกินไปจนกลายเป็นค่าธรรมเนียม ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อตรรกะของการกระทำผิดถูกเปลี่ยนให้เป็นเพียงธุรกรรมทางการเงิน
โดยเฉพาะผู้กระทำความผิดที่มีฐานะร่ำรวยจะเปรียบเทียบระหว่างผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการฝ่าฝืนกฎหมายกับมูลค่าค่าปรับที่ต้องจ่าย หากพบว่ามีความคุ้มค่าที่จะยอมเสียเงิน ค่าปรับนั้นจะไม่ทำหน้าที่ในการลงโทษหรือป้องปรามอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นเพียงต้นทุนในการทำธุรกิจ กลายเป็นการกระทำผิดเป็นสิทธิพิเศษของคนมีเงิน
ดังนั้นแนวทางแก้ไขในเชิงนโยบายจำเป็นต้องกำหนดค่าปรับให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ที่ได้รับจริงและมีสัดส่วนที่เหมาะสม รวมถึงการใช้มาตรการเสริม เช่น การเพิกถอนสิทธิ์หรือพักใบอนุญาตประกอบกิจการ และการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อสร้างแรงกดดันทางสังคม
นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่จากนโยบายการชี้เบาะแสกลายเป็นบัตรหลุดพ้นความผิด ที่แม้ว่าเจตนาเดิมของการให้สิทธิ์บรรเทาโทษแก่ผู้ที่ยอมชี้เบาะแสหรือให้ข้อมูลจะเพื่อจูงใจให้เกิดการเปิดโปงขบวนการทุจริต แต่อาจกลายเป็นช่องโหว่ให้ผู้ร่วมกระทำความผิดใช้เป็นเครื่องมือหลบหนีความรับผิดชอบ หรือเปิดช่องให้มีการกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีกันเองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
ดังนั้นจึงต้องคำนึงถึงเจตนาและคุณค่าของข้อมูล ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นอิสระ ให้ความสำคัญกับความเสียหายต่อสังคมและผู้เสียหายเป็นอันดับแรก และไม่ให้สิทธิ์พิเศษเกินควรจนบ่อนทำลายหลักความเสมอภาคและความรับผิดชอบ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- เปิดขบวนการ “ทุจริตสอบ” ข้าราชการท้องถิ่น ทั่วประเทศ 6,669 ตำแหน่ง
- ถอดบทเรียนตึก สตง.ถล่ม เช็กลิสต์ จุดเสี่ยงทุจริตโครงการรัฐ
- 3 เครื่องมือ พลิกโฉมปราบคอร์รัปชัน




