แน่ชัดว่า สาเหตุหลักของอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ไม่ใช่เพราะภัยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุ เเต่เกี่ยวพันถึงเงื่อนงำความไม่โปร่งใสในการการจัดซื้อจัดจ้าง การออกแบบและก่อสร้างที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐาน นำไปสู่การสอบสวนทุจริตการฮั้วประมูล และออกหมายจับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

ความคืบหน้าของคดี
ก่อนครบรอบ 1 ปี ตึกถล่ม เพียง 5 วัน ในวันที่ 23 มี.ค. 69 สุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการและโฆษก สตง. ได้รายงานการดำเนินการหลังโศกนาฏกรรมว่า ทาง สตง. ได้บอกเลิกสัญญาในส่วนของงานก่อสร้างและควบคุมงาน ขณะที่สัญญาออกแบบยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและแจ้งธนาคารในฐานะผู้ค้ำประกันให้ชำระเงินตามหลักประกัน และอยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายทั้งทางแพ่ง อาญา และปกครอง
ขณะเดียวกัน ยังมีการแจ้งบริษัทประกันภัยให้ชดใช้ค่าสินไหม และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินความเสียหายเพื่อดำเนินการเรียกร้องต่อผู้รับจ้าง
พร้อมทั้งยืนยันว่า แผนการก่อสร้างตึกใหม่จะไม่มีการดำเนินต่อ ยังไม่มีการตั้งงบประมาณใหม่ และยังคงใช้งบเดิมที่ผูกพันไว้ โดยชะลอการเบิกจ่ายจนกว่าจะได้ข้อสรุป และถือว่าเหตุการณ์ตึกถล่มที่ผ่านมาเป็นบาดแผลของ สตง. ที่พร้อมจะเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย โดยเตรียมหลักฐานประมาณ 44,412 แผ่นให้ตรวจสอบ หากพบว่ามีความผิด ก็พร้อมจะถูกดำเนินคดี
ในส่วนของการเยียวยา รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 129,855,093 บาท ครอบคลุมผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 96 ราย บาดเจ็บ 9 ราย (คนไทย 65 ราย, เมียนมา 36 ราย, กัมพูชา 3 ราย และลาว 1 ราย) โดยเป็นการเยียวยาโดย “ไม่ผูกพัน” กับคดี
การเยียวยาโดย “ไม่ผูกพัน” กับคดี หมายถึงการจ่ายเงินหรือชดเชยความเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้เสียหาย ในระหว่างที่กระบวนการยุติธรรมยังไม่สิ้นสุด การกระทำนี้ไม่ถือเป็นการยอมรับผิดทางกฎหมาย และไม่ผูกพันต่อผลคำพิพากษาในอนาคต ทำให้ผู้เสียหายได้รับความช่วยเหลือทันทีโดยไม่ต้องรอผลคดี
สำหรับความคืบหน้าของคดีนี้ จากการแถลงข่าวและในวันที่ 26 ธ.ค. 68 ของ สตง. รวมถึงตรวจสอบจากผู้เกี่ยวข้อง มีข้อมูลดังต่อไปนี้
ศาลอาญา : ผลจากการตรวจสอบนำไปสู่การสั่งฟ้องผู้ต้องหา 23 ราย ครอบคลุมทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ทั้งผู้ออกแบบ ผู้รับเหมา และผู้ควบคุมงาน ฐานความผิดเกี่ยวกับการออกแบบ ควบคุม และก่อสร้างอาคารโดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ จนทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย รวมถึงความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม ตามกฎหมาย
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 227, 238, 264 และมาตรา 268,
- พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522
- พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560
- กฎกระทรวงและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
สำหรับความคืบหน้าในชั้นศาลอาญานั้น มีการนัดตรวจพยานหลักฐาน เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 68 โดยได้นัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 69
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) :ได้ดำเนินการสอบสวนกรณีความผิดตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และสั่งฟ้องผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ ในกรณีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (กฎหมายฮั้ว)
นอกจากนี้ยังได้ส่งเรื่องให้สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการในกรณีที่ได้มีการร้องเรียนและกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ 72 ราย
สำนักงาน ป.ป.ช. : จากกรณีที่มีการส่งเรื่องร้องเรียนมายัง ป.ป.ช. ทาง ป.ป.ช. จึงได้แจ้งให้ สตง. ส่งมอบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง สตง. ได้จัดส่งเอกสารหลักฐานให้สำนักงาน ป.ป.ช. ตามที่ร้องขอแล้ว ความคืบหน้าล่าสุด นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ระบุว่า มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนไปแล้ว โดยผู้ถูกกล่าวหาแบ่งเป็น 3 กลุ่มตามที่ DSI เสนอมา ทั้ง 1.ผู้บริหารองค์กรอิสระ ได้แก่ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) เลขานุการประธาน คตง. ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และอดีตผู้ว่าฯ สตง. 2.คนที่เกี่ยวข้องกับการจ้างออกแบบ ก่อสร้าง และควบคุมงาน และ 3.ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารบริหารพัสดุภาครัฐ ที่แม้จะไม่มีการกำหนดกรอบเวลา แต่จะเร่งทำงานให้เร็วที่สุด
กรมบัญชีกลาง : ได้ดำเนินการตรวจสอบการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดย สตง. ได้ตอบข้อซักถามและชี้แจงข้อมูล พร้อมทั้งจัดส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อการตรวจสอบแล้ว
คอร์รัปชันในมิติวิศวกรรม
เพียงสองวันหลังเหตุการณ์ ในวันที่ 30 ม.ค. 68 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยประกอบด้วยหน่วยงานรัฐ องค์กรวิชาชีพ และสถาบันการศึกษา รวมถึง 4 มหาวิทยาลัยด้านวิศวกรรม จนได้ผลสรุปการตรวจสอบในวันที่ 30 มิ.ย. 68 โดยพบความบกพร่องการออกแบบและการก่อสร้าง ได้แก่
- การพังถล่มเริ่มจากโครงสร้างส่วนล่างของอาคาร (ชั้น 1–4) จากแรงเฉือนที่ผนังรับแรง
- ผนังปล่องลิฟต์และคอนกรีตมีความแข็งแรงต่ำกว่าที่กำหนด
- รายละเอียดการก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบและข้อกำหนดทางกฎหมาย
- จุดต่อโครงสร้าง (Link Beam) มีระยะสั้นกว่ามาตรฐาน ทำให้เกิดความอ่อนแอ
แรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวครั้งนั้น ไม่ได้สั่นสะเทือนเพียงโครงสร้างคอนกรีต สั่นคลอน “ความน่าเชื่อถือ” ของระบบตรวจสอบภาครัฐ และโครงการภาครัฐอีกหลายโครงการ
ต่อตระกูล ยมนาค อดีตนายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และ หัวหน้าทีมผู้สังเกตการณ์อิสระในข้อตกลงคุณธรรม ของโครงการสร้างตึก สตง. กล่าวกับ Policy Watch Thai PBS ว่า
แม้โครงการสร้างอาคาร สตง. ใหม่จะเข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรม แต่เป็นการเข้าร่วมเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 64 หลังจาก สตง. ได้กำหนด TOR และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะลงนามสัญญาจ้างก่อสร้าง เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 63 ทำให้กลไกตรวจสอบของข้อตกลงทำได้ไม่เต็มที่
“หากทีมสังเกตการณ์ได้เข้าไปตรวจสอบตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่ร่างข้อตกลง เงื่อนไขการประมูลอะไรต่าง ๆ ให้มันยุติธรรม โครงการนี้ก็จะมีการแข่งขันกันได้อย่างยุติธรรม ซึ่งเป็นส่วนที่จะช่วยป้องกันคอร์รัปชันได้ดีมาก และป้องกันเหตุการณ์ตึกถล่มได้”
และในระหว่างที่ก่อสร้าง ผู้สังเกตการณ์จากข้อตกลงคุณธรรมยังพบว่า คนที่เป็นผู้ควบคุมงานทำหน้าที่ไม่เต็มที่ ซึ่งทาง ต่อตระกูล กล่าวว่า
“เราเห็นว่าคนทื่มาควบคุมงาน มาทำงานจำนวน 4-5 คนเท่านั้นที่มาอยู่ประจำ พอเราถามว่าผู้ควบคุมงานตามสัญญามีกี่คน เพราะว่าการจ้างงานเดือนนึงตั้ง 2 ล้านบาท เป็นอัตราที่ค่อนข้างสูงนะ ก็ได้คำตอบว่ามีจำนวน 50 คน แต่อีก 45 คน ทำงานอยู่ ไม่ใช่ว่าจะต้องมาทุกวัน
และพอทางทีมขอถามรายชื่อ ก็ได้รับรายชื่อมาภายหลัง แล้วพอถามว่าขอนัดพบได้ไหม สามารถเจอกันได้เมื่อไร ก็ได้คำตอบว่า เขามาควบคุมงานในวันที่ทีมผู้สังเกตการณ์ไม่มาเท่านั้น
หลังจากที่เกิดเรื่องแล้วถึงได้พบว่า ในบรรดา 50 คนนั้น มีจำนวนมากเลยที่มีแต่ชื่อ แล้วบางชื่อก็ออกมาบอกว่าไม่ได้ทำงานให้โครงการนี้ ไม่ได้รับรู้กับโครงการ เพียงมีชื่อเข้าไปเฉย ๆ บางคนก็ยอมรับว่าเซ็นชื่อ แต่เซ็นชื่อแค่ว่าให้เอาชื่อไปเสนอ แล้วก็หายไป”
นอกจากนี้จากมุมมองผู้สังเกตการณ์ ยังพบว่า การทำงานไม่ค่อยจะเป็นตามขั้นตอนที่ถูกต้อง เมื่อผู้สังเกตการณ์เตือนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องขั้นตอนในการเปลี่ยนแปลงแบบ ที่เป็นเรื่องของโครงสร้าง ก็ไม่ได้รับการตอบสนองที่ดี
“ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงแบบระหว่างการก่อสร้าง เราเห็นว่าคนที่คนที่เซ็นอนุมัติการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่สถาปนิก แต่เป็นผู้จัดการของบริษัทออกแบบ ซึ่งในแง่วิชาชีพ คนที่รับผิดชอบในเรื่องแบบ ไม่ใช่บริษัท แต่เป็นวิชาชีพสถาปนิกหรือวิศวกรที่ลงนามแจ้งขออนุญาตก่อสร้าง เราก็เตือนไปหลายหน ถึงจะแก้ไขภายในตอนหลัง
เช่นเดียวกับ ผนังรับแรงเฉือน (Shear Wall) ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญในด้านของวิศวกรรมโครงสร้างที่คนทั่วไปเรียกว่า “ผนังลิฟต์” ที่มีการแก้แบบจนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความแข็งแรงของอาคารน้อยลง ปรากฏว่าคนที่เซ็นก็มาอีกแล้ว เป็นบริษัทผู้ออกแบบ แทนที่จะเป็นวิศวกรโครงสร้าง
ทางเราก็ได้ยืนยันว่าเป็นสำนักงานผู้ออกแบบไม่ได้ ต้องเป็นวิศวกรเท่านั้น ปรากฏว่า ก็มีการนำวิศวกรคนอื่นมาเซ็น ซึ่งทางเราก็แย้งไปอีกว่า ไม่ใช่วิศวกรผู้ออกแบบ ไม่สามารถเซ็นรับรองได้
แต่ทางโครงการอ้างว่า ตามระเบียบราชการ เซ็นได้ ไม่ต้องเป็นคนเดิมก็ได้ ไม่ต้องเป็นผู้ออกแบบก็เซ็นได้ ทางกรรมการของ สตง. เองก็บอกว่าถูกต้องแล้วตามระเบียบของราชการแล้ว แต่มันผิดวิชาชีพวิศวกรรม”
ห่วงโซ่คอร์รัปชันในโครงการภาครัฐ
ย้อนกลับไปในเดือน ต.ค. 61 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เริ่มต้นโครงการด้วยการว่าจ้างออกแบบ ผ่านกระบวนการคัดเลือกที่มีผู้ยื่นข้อเสนอ 24 ราย เหลือผู้ผ่านการคัดเลือก 3 ราย และลงนามสัญญาในวันที่ 9 ต.ค. 2561 ด้วยวงเงิน 73 ล้านบาท
สองปีถัดมา ในเดือน พ.ย. 63 โครงการเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญ คือการว่าจ้างก่อสร้างด้วยวิธี e-bidding มีผู้ยื่นข้อเสนอ 7 ราย จากผู้ซื้อซอง 16 ราย ก่อนลงนามสัญญาเมื่อวันที่ 23 พ.ย. 63 ด้วยวงเงินสูงถึง 2,136 ล้านบาท
ต่อเนื่องในเดือน ม.ค. 64 มีการว่าจ้างควบคุมงาน วงเงิน 74.65 ล้านบาท เพื่อกำกับคุณภาพการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบและมาตรฐาน
โครงสร้างการดำเนินโครงการประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ผู้ออกแบบ ผู้รับเหมา และผู้ควบคุมงาน แม้โครงการจะเดินหน้า แต่หลังครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญา ผู้รับจ้างสามารถส่งมอบงานได้เพียงบางงวด ล่าช้าไม่เป็นไปตามกรอบเวลาสัญญา ในระหว่างก่อสร้าง ของวันที่ 28 มี.ค. 68 อาคารได้ถล่มลงมาหลังเกิดแผ่นดินไหว
เหตุการณ์นี้ได้ทิ้งคำถามปัญหาเชิงโครงสร้างไว้หลายคำถาม ทั้งระบบตรวจสอบภายในโครงการล้มเหลวตั้งแต่ขั้นตอนไหน คอร์รัปชันซ่อนตัวในขั้นตอนไหนของการจัดซื้อจัดจ้าง เหตุใดความบกพร่องในโครงสร้างจึงไม่ถูกตรวจพบ และใครคือผู้รับผิดชอบ “ตัวจริง” ซึ่งเป็นคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบ ซึ่งเป็นปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่มักพบในโครงการภาครัฐ
มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้คลี่ให้เห็นถึงทุจริตคอร์รัปชันโครงการภาครัฐว่า สามารถอยู่ในทุก ๆ ขั้นตอน ตั้งแต้ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ระยะต้นน้ำ การวางแผนและการกำหนดโครงการ เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดและตรวจสอบได้ยากที่สุด เพราะคือการสร้าง “ความชอบธรรม” ให้กับการโกง และเป็นการโกงกันก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ที่แม้จะมีพระราชบัญญัติอย่างดีแล้ว มีกรมบัญชีกลางช่วยดูแลแล้ว ก็สามารถโกงได้
- การเขียนโครงการตามใบสั่ง บ่อยครั้งที่โครงการรัฐไม่ได้เริ่มจากความต้องการของประชาชน แต่เริ่มจากการวางแผนของผู้มีอำนาจของภาครัฐเพื่อหาช่องทางใช้งบประมาณ
- การทำศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) มีการจ้างวานทำรายงานการศึกษาความคุ้มค่าที่ผิดหลักวิชาการ เพื่อให้โครงการดูมีความเป็นไปได้ คุ้มค่า หรือบิดเบือนข้อมูลให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้มีอำนาจที่ต้องการผลักดันโครงการนั้นๆ
- การล็อกสเปกและฮั้วประมูล เพื่อควบคุมให้ผลการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปในแนวทางที่ต้องการ เป็นการจ้างบริษัทออกแบบที่ต้องการ เพื่อกำหนดสเปกวัสดุหรือเทคโนโลยีที่เกินจำเป็น หรือฟุ่มเฟือย หรือเจาะจงยี่ห้อที่บริษัทในเครือข่ายเป็นตัวแทนจำหน่าย เพื่อดันวงเงินงบประมาณสูงขึ้นเกินความจริง นำมาซึ่งโครงการที่หรูหรา เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการประมูล ก็จะเป็นไปตามแนวทางที่ฮั้วกันไว้แล้ว
ระยะกลางน้ำ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการประมูล
- การประมูลระบบ e-bidding มีความปลอดภัยสูง แต่มีข่าวลือบ่อยครั้งว่า มีข้อมูลรั่วไหลจากคนใน ที่ทำให้บริษัทบางแห่งรู้ราคาคู่แข่งล่วงหน้า มีการจ่ายเงินใต้โต๊ะ ซื้อขายข้อมูล เพื่อให้รู้ข้อมูลคู่แข่งล่วงหน้า อย่างไรก็ตามยังไม่เคยพบหลักฐานชัดเจนตามที่เกิดข่าวลือ
แต่ในการประมูลขั้นตอนนี้ สามารถเป็นช่องทางให้บริษัทนอมินีเข้ามาร่วมประมูลแข่งกันเองได้ตั้งแต่การยื่นซองประมูล การเสนอราคากลาง จนถึงการลงนามสัญญา โดยอำพรางเพื่อปิดบังเจ้าของที่แท้จริง
- การสมรู้ร่วมคิดในสัญญา มีความพยายามทำสัญญาที่สมรู้ร่วมคิดกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับเอกชนเพื่อกินส่วนต่างงบประมาณ หรือให้ “เงินทอน” ซึ่งในการประมูลผู้รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งเป็นมูลค่าใหญ่ที่สุด และเกิดทุจริตขึ้นเป็นประจำ ที่มักจะมี “เงินทอน”
หรือร่างสัญญาเปิดช่องให้เอกชนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานรัฐได้ หรือ ฟ้องร้องเรียก “ค่าโง่” เพราะเมื่อมีการประมูลแล้ว ในขั้นตอนการทำสัญญาก็ยังพบว่า มีความพยายามที่จะทำสัญญาให้เอื้อประโยชน์กับฝ่ายเอกชน ซึ่งสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ การเปิดช่องให้มีการฟ้องเรียกค่าโง่จากหน่วยงานของรัฐได้ ซึ่งพบบ่อยมาก ด้านหนึ่งอาจจะเป็นการสมรู้ร่วมคิดกัน อีกด้านหนึ่งอาจจะเป็นความเคี่ยวของเอกชนและความรู้ไม่เท่าทันของเจ้าหน้าที่รัฐ
ระยะปลายน้ำ การบริหารสัญญาและการก่อสร้าง คือขั้นตอนที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนและความปลอดภัยของแรงงานโดยตรง และนำไปสู่อุบัติเหตุซ้ำซาก
- การแก้ไขแบบงานเพื่อเพิ่มกำไร เมื่อได้งานแล้ว จะมีการสมรู้ร่วมคิดกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพื่อขอแก้ไขแบบ เปลี่ยนวัสดุ หรือเพิ่ม-ลดงาน เพื่อกำจัดส่วนที่กำไรน้อยออกไปและแทนที่ด้วยงานที่ทำกำไรสูง
- การลดสเปกและมาตรฐานให้ต่ำลง เช่น ลดมาตราฐานวัสดุ การลดปริมาณปูน ใช้เหล็กที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือตัดขั้นตอนวิศวกรรมที่สำคัญออกไปเพื่อลดต้นทุนหลังจากต้องจ่าย “เงินทอน” ไปแล้ว
- การสร้างความล่าช้าที่เป็นระบบ การจงใจปล่อยให้งานล่าช้าเพื่อขอขยายเวลาโดยไม่ต้องเสียค่าปรับหรือปรับน้อย ผ่านการเอื้อประโยชน์และการอะลุ่มอล่วย ให้ยืดเวลาให้ง่าย ๆ แบบไม่สมเหตุสมผล
กรณีศึกษาตึก สตง.
จากวงจรคอร์รัปชันโครงการภาครัฐ เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันได้เทียบเคียงกับโครงการก่อสร้างตึก สตง. ดังนี้
ในระยะต้นน้ำ การวางแผนและการกำหนดโครงการ ที่การเขียนโครงการไม่ได้เริ่มจากความต้องการของประชาชน และในขั้นตอนการออกแบบและประมูล พบความพยายามในการออกแบบอาคารที่ฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น มีการใช้ของหรูหรา ราคาแพง เช่น ก๊อกน้ำ โซฟา หรือห้องพักผ่อน ห้องเธียเตอร์ ที่ดูขัดกับภารกิจของหน่วยงานตรวจสอบ
รวมถึงการสั่งซ์้อโทรศัพท์แบบอะนาลอกจำนวน 2,000 เครื่อง ด้วยงบประมาณกว่า 13.6 ล้านบาท เท่ากับราคาเครื่องละ 6,800 บาท ขณะที่ตามท้องตลาดราคาเครื่องละ 1,000 กว่าบาท และไม่ได้เป็นที่นิยมใช้กันแล้วในปัจจุบัน
ระยะกลางน้ำ ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการประมูล บริษัทที่ สตง. จัดซื้อจัดจ้าง เป็นบริษัทนอมินี ที่ผู้ถือหุ้นชาวไทยไม่มีคุณสมบัติทางการเงินหรือประสบการณ์ทางธุรกิจที่สอดคล้องกับโครงการก่อสร้าง และยอมให้ทุนต่างชาติเช่าชื่อบริษัทไปประมูลโครงการภาครัฐ ส่งผลให้ต้นทุนโครงการสูงขึ้นจากการต้องหักหัวคิวหลายต่อ และนำไปสู่การลดสเปกวัสดุก่อสร้างในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อรักษาผลกำไร
เห็นได้ชัดว่า บริษัทที่ สตง. จัดซื้อจัดจ้าง เป็นบริษัทนอมินี ที่ต่างชาติ (ไชน่า เรลเวย์) ถือหุ้นผ่านตัวแทนคนไทยเพื่อให้ดูเหมือนเป็นบริษัทไทยที่เข้าเกณฑ์ประมูลงานภาครัฐได้ แต่ตัวแทนชาวไทยไม่ได้มีคุณสมบัติทางการเงินหรือประสบการณ์ทางธุรกิจที่สอดคล้องกับโครงการก่อสร้าง
และ ระยะปลายน้ำ ที่เป็นการบริหารสัญญาและการก่อสร้าง มีการซื้อขายลายเซ็น และแอบอ้างปลอมลายเซ็นของวิศวกร สถาปนิก และวิศวกรควบคุมงาน ทำให้แม้เอกสารจะดูครบถ้วนตามระเบียบราชการ แต่ในความเป็นจริงกลับไม่มีการตรวจสอบมาตรฐานวิศวกรรมอย่างแท้จริง
เช่นเดียวกับที่ ต่อตระกูล ในฐานะผู้สังเกตการณ์ในข้อตกลงคุณธรรมเคยทักท้วงถึงการเซ็นชื่ออนุมัติการเปลี่ยนแปลงแบบก่อสร้าง ที่ไม่ใช่สถาปนิกหรือวิศวกร แต่เป็นผู้จัดการของบริษัทออกแบบ รวมทั้งให้วิศวกรที่ไม่ใช่วิศวกรผู้ออกแบบเซ็นรับรองแทน
จะตัดวงจรคอร์รัปชันได้อย่างไร
ในการตัดวงจรคอร์รัปชันภาครัฐ ต้องเริ่มจากเรื่องพื้นฐานเบื้องต้นได้แก่ การรับผิดรับชอบ การเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ และเจตจำนงทางการเมือง
มานะ นิมิตรมงคล ตั้งข้อสังเกตว่า ในการดำเนินคดีคอร์รัปชันโครงการภาครัฐ รวมถึงกรณีตึก สตง. ถล่มนั้น เป็นการเหมาเข่งดำเนินคดีแต่ผู้มีอำนาจรอดตัว ที่มีการดำเนินคดีกับคนจำนวนมาก ตั้งแต่วิศวกร ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ระดับล่าง แต่ผู้ที่มีอำนาจระดับสูงที่ลงนามอนุมัติกลับมักจะรอดตัวไปได้เสมอผ่านช่องว่างทางกฎหมายและการอ้างว่า “ทำตามระเบียบ”
“จนวันนี้เราไม่รู้เลยนะว่าใครมันโกง จำนวนคนที่ถูกดำเนินคดีไปตอนนี้มันเยอะมาก มันเหวี่ยงไปทั้งหมดเลย แบ่งคดีเป็น 3 กลุ่ม คือ
กลุ่มที่ 1 คือ นอมินี ซึ่งถือว่าเป็นนอมินีจริง ที่มีนอมินีของทุนต่างชาติเข้ามารับงาน แล้วบริษัทคนไทยยอมให้เช่าชื่อ เช่าหัวของบริษัทไปประมูลงาน ถือว่าเป็นความผิด ต้องดำเนินคดี
กลุ่มที่ 2 คือ การดำเนินคดีทั้งสถาปนิก วิศวกร วิศวกรที่ปรึกษา บริษัทก่อสร้าง หมดเลย ทั้ง ๆ ที่ มันต้องเป็นคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่เฉพาะเจาะจง หรือบางคน ถ้าคนผิดเยอะมากขนาดนี้ คดีอาจไม่รัดกุม คนโกงตัวจริงอาจจะรอดตัว ขณะที่คนไม่ผิด ต้องเดือดร้อน เสียชื่อเสียง เสื่อมเสียวงศ์ตระกูล เสื่อมเสียธุรกิจ
กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มข้าราชการที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ DSI ส่งคดีไปให้ ปปช. อีก 72 ราย ยิ่งเป็นการเหมาเข่งเลย มันเป็นไปไม่ได้ที่การฮั้วประมูลจะเกิดขึ้นจากคน 72 คน ครอบคลุมทุกหน่วยงาน ทุกคณะกรรมการ
ซึ่งเป็นลักษณะการเองผิดคนโกงที่มักเกิดขึ้นในบ้านเรา ที่เป็นการลงโทษคนตัวเล็กตัวน้อย ไม่ใช่คนที่มีอำนาจในระดับสั่งการ ”
สำหรับการปิดกั้นหรือเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับรู้นั้น ยังพบว่าคณะกรรมการตรวจสอบ เผยแพร่ข้อมูลเพียงโดยสรุปและปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญ ทำให้สาธารณชนไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการทุจริต ซึ่ง มานะ เสนอว่า
“ขอให้เริ่มง่ายที่สุดเลย และไม่มีต้นทุนเลย ก็คือ ความรับผิดรับชอบต้องไม่หยุดอยู่ที่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ เหมาเข่งดำเนินคดีกับข้าราชการระดับล่างเพื่อเอาตัวรอดของผู้บริหารระดับสูง
แต่ต้องไล่สายยาวไปถึงอธิบดี ปลัดกระทรวง และรัฐมนตรีที่ลงนามอนุมัติ ถ้าผู้อำนวยการโกง อธิบดีต้องรับผิดชอบ ถ้าอธิบดีโกง ปลัดต้องรับผิดชอบ ถ้าปลัดโกง รัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ
และสร้างระบบการตรวจสอบที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้จริงในทุกขั้นตอน ทุกอย่างต้องตรวจสอบย้อนหลังได้ เอาผิดได้ ถ้ามันมีปัญหาขึ้นมา ตั้งแต่การร่างงบประมาณไปจนถึงการส่งมอบงาน ต้องเปิดเผยข้อมูลข้อท็จจริง เมื่อสื่อมวลชนถาม สังคมถาม ก็ขอให้ตอบตรงไปตรงมา อย่าโยนความผิด และอย่าฟ้องปิดปาก
เช่นประกันสังคมซื้อตึกเก่า 7,000 ล้านบาท ในราคาเกินราคาตลาด พอมีคนท้วงถามก็ไม่ยอมตอบ ไม่บอกข้อมูล แต่พอประชาชน หรือ สส. ฝ่ายค้าน พูดข้อมูลผิดเพี้ยนหน่อยนึงก็ฟ้องปิดปากเลย ปิดปากทันที ขอแค่นี้ก่อน ขอแค่นี้ก่อน เริ่มต้นจากตรงนี้ก่อนเลย” มานะ ทิ้งท้าย
เช่นเดียวกับ ต่อตระกูล ยมนาค ที่เสนอว่า การเปิดเผยข้อมูลทั้งกระบวนการของโครงการภาครัฐเพื่อให้สาธารณชนร่วมตรวจสอบเป็นพื้นฐานสำคัญของการขจัดคอร์รัปชัน เช่น ข้อตกลงคุณธรรม ที่เป็นเกราะป้องกันการทุจริต
อย่างไรก็ตาม กลไกข้อตกลงคุณธรรมถูกท้าทายด้วยอำนาจการเมืองและการบริหารที่จงใจลดทอนประสิทธิภาพ งบประมาณสนับสนุนโครงการตรวจสอบเหล่านี้ ถูกปรับลดลงเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง
แม้แต่ค่าเดินทางพื้นฐานสำหรับผู้สังเกตการณ์ในโครงการมูลค่านับพันล้าน รัฐบาลยังอ้างว่าไม่มีงบประมาณรองรับจนหน่วยงานเจ้าของโครงการต้องควักเงินจ่ายเอง
อีกทั้งความพยายามแทรกแซงสภาวิชาชีพผ่านการแต่งตั้งกรรมการสัดส่วนของรัฐ ทำให้การตรวจสอบจรรยาบรรณวิศวกรในโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ขาดความเป็นอิสระ
ท้ายที่สุดแล้ว การแก้ปัญหานี้อาจอยู่ที่การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะอย่างเต็มรูปแบบตามมาตรฐาน CoST ที่เป็นโครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ มุ่งเน้นการเปิดเผยข้อมูลการก่อสร้างตลอดทุกขั้นตอน และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบโครงการก่อสร้างภาครัฐ
หรือการใช้แพลตฟอร์ม ACT Ai เพื่อให้ทุกขั้นตอนของการประมูลและการแก้ไขสัญญาถูกนำมาเปิดเผยให้ประชาชนร่วมตรวจสอบได้จริง
แต่อย่างไรก็ตาม ในการตรวจสอบและขจัดคอร์รัปชันโครงการภาครัฐ ภาครัฐและภาคการเมืองต้องให้การสนับสนุน ซึ่งเท่ากับว่าต้องมีความตั้งใจจริงหรือเจตจำนงทางการเมือง
เจตจำนงทางการเมืองกับนโยบายต้านโกงของ 4 พรรคการเมือง
เหตุการณ์ตึก สตง. ยิ่งกระพือความโกรธแค้นต่อปัญหาการทุจริตในสังคมไทย โดยเฉพาะการทำงานของภาครัฐที่พิสูจน์แล้วว่าผลกระทบอยู่ใกล้ตัวเรามากเพียงใด จนเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญในการชิงชัยการเลือกตั้งที่ผ่านมา ที่พรรคการเมืองต้องสร้างความเชื่อมั่นผ่านนโยบายต้านโกงให้ได้
โดย พรรคเพื่อไทย เน้นปราบปรามทุจริตด้วยเทคโนโลยีและการมีส่วนร่วม ประกาศจะปราบคอร์รัปชันตั้งแต่บนลงล่าง ด้วยนโยบาย “รัฐดิจิทัล” ลดความยุ่งยากซับซ้อนของระบบราชการให้มีความฉับไวโปร่งใสมากขึ้น โดยบูรณาการข้อมูลทุกกระทรวงบนแพลตฟอร์มเดียว ให้ประชาชนใช้บริการภาครัฐแบบ “One-Stop Digital Government Service” ผ่านระบบออนไลน์ ที่จะสร้างกฏเกณฑ์อย่างชัดเจนเพื่อช่วยลดดุลพินิจเจ้าหน้าที่ อันเป็นช่องว่างเรียกรับใต้โต๊ะ เพิ่มการเข้าถึงข้อมูลตรวจสอบได้ด้วย “Digital Governance Dashboard” ให้ประชาชนเข้าดูข้อมูลเรียลไทม์เกี่ยวกับงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และสถานะโครงการ
นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยยังเสนอให้มีระบบติดตามตรวจสอบผู้ถือประโยชน์ที่แท้จริงเพื่อสกัดทุนเทาและการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินทุก 5 ปี และไม่ให้ข้าราชการในหน่วยงานสำคัญที่เกษียณอายุ ไปเป็นที่ปรึกษาหรือลูกจ้างในภาคเอกชนซึ่งมีกิจการเกี่ยวข้องกันภายใน 5 ปี
พรรคเพื่อไทยยังมีแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายและข้อกำหนดการจัดซื้อจัดจ้างภายใต้นโยบาย “ขจัดภัยทุจริตคอร์รัปชันทั้งระบบ” อาทิ การอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างต้องทำในรูปคณะกรรมการ, เอกชนที่จะเข้าเสนอต่อหน่วยงานรัฐต้องมีระบบความโปร่งใสในการบริหารจัดการ และโครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผ่านเว็บไซต์ก่อนประกาศให้มีการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นต้น
ด้านพรรคประชาชน จะปิดช่องโหว่ให้คนโกงด้วยการ “ปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้าง” เริ่มจากลดการจัดซื้อแบบเจาะจงและขจัดสิทธิพิเศษรัฐวิสาหกิจซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดการใช้จ่ายที่สูงเกินจริง รวมถึงยกเลิกการค้ำประกันซองประมูลที่กลายเป็นต้นทุนแฝงที่เอกชนบวกกลับเข้ามาในราคาสินค้าที่ขายให้รัฐ
ขณะที่ประชาชนต้องเข้าถึงข้อมูลได้ โดยเฉพาะข้อมูลหลังการเซ็นสัญญาที่จะช่วยให้เห็นความคืบหน้าของโครงการ การใช้วัสดุที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน การแก้ไขสัญญา ที่ปัจจุบันยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนนี้ และต้องให้บุคคลภายนอกเข้ามาตรวจสอบโครงการมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท สกัดการล็อกสเปกและฮั้วประมูล
นโยบาย “มีส้ม ไม่ทนโกง” ของพรรคประชาชนยังเน้นการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ โดยจะทำ Open Data ข้อมูลภาครัฐในหลักการ “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น” ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งรวมไปถึงการพัฒนาระบบบริการภาครัฐช่องทางเดียวเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกัน ทั้งยังใช้เทคโนโลยีเพื่อลดดุลพินิจเจ้าหน้าที่ หรือใช้ AI ในการจับโกงในภาครัฐ และหนุนเสริมการจับโกงผ่านกฎหมายและกลไกต่าง ๆ
พรรคประชาธิปัตย์ เป็นอีกพรรคที่มีแนวคิดนำเทคโนโลยีมาช่วยต้านโกงและ Open data คล้ายคลึงกัน โดยนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการ และรวบรวมข้อมูลหน่วยงานภาครัฐไว้ในที่เดียว เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างสะดวก ครบถ้วน เข้าใจได้ กับแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ Thailand Government Watch” ที่จะเปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และข้อมูลโครงการภาครัฐต่าง ๆ ซึ่งมี AI ช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงทุจริต ตรวจจับความผิดปกติ
และเสนอให้มีการกำหนดมาตรฐานข้อมูลเปิดการจัดซื้อจัดจ้าง (OCDS) ที่จะต้องเผยแพร่ข้อมูลตลอดทุกขั้นตอนในรูปแบบ Machine-Readable ตั้งแต่ราคากลาง ผู้เข้าประมูล ความสัมพันธ์บริษัท เงื่อนไขสัญญา การจ่ายเงิน จนถึงผลงานหลังส่งมอบ ซึ่งช่วยให้เข้าถึงการติดตามตรวจสอบมากยิ่งขึ้น ตามนโยบายของพรรคที่มีหลักการ “เปิดเป็นหลัก”
นโยบายสำคัญอีกหนึ่งนโยบาย คือการสร้างกลไกคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสการทุจริต ทั้งระบบการแจ้งที่ไม่ต้องเปิดเผยตัวตน โดยใช้เทคโนโลยีและข้อกฎหมายช่วยให้ผู้แจ้งมีความปลอดภัย ให้สังคมกล้าที่จะเปิดโปงคนโกง
นอกจากนี้ยังให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องเปิดเผยที่มาของรายได้และส่วนได้ส่วนเสียของทรัพย์สิน ซึ่งบัญชีทรัพย์สินจะต้องเป็นไปตามหลักการ Oen Data และสำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีจะต้องตรวจสอบและอภิปรายก่อนการแต่งตั้ง เพื่อให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถูกตรวจสอบได้อย่างแท้จริง
ที่สำคัญยังมีนโยบายในการปรับรื้อโครงสร้างองค์กรตรวจสอบการทุจริตและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เช่น สตง. ป.ป.ช. วุฒิสภา ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้การทำงานขององค์กรมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ เรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาชน
ขณะที่ พรรคภูมิใจไทย แกนนำจัดตั้งรัฐบาล แม้จะไม่ได้หาเสียงด้วยนโยบายต้านโกงอย่างชัดเจน แต่ก็มีนโยบาย “รัฐดิจิทัลเต็มรูปแบบ” ที่จะเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานภาครัฐและนำ AI มาใช้บริหารจัดการในภาครัฐ โดยก่อนหน้านี้ ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ให้ความเห็นกับอิศราว่า การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และหน่วยงานที่มีบทบาทเป็นผู้กำกับดูแลและผู้บังคับใช้กฎหมาย ควรมีการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ ซึ่งมีความเห็นว่าระบบที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับจะนำไปสู่การรับผิดชอบได้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- สำรวจ 7 ข้อสงสัย”ตรวจสอบทุจริต”ซากตึก สตง.
- สตง.แจง 8 ข้อแก้แบบปล่องลิฟต์ เหตุไม่ตรงตามกฎกระทรวง
- ตึก สตง. ถล่ม ยอดภูเขาน้ำแข็ง ปัญหาคอร์รัปชัน






