ในขณะที่ภาคประชาชน ภาควิชาการ หรือแม้แต่เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วม ก็ช่วยกันคิดหาวิธีแก้ปัญหาเพื่อทำให้เมืองหลวงแห่งนี้รอดพ้นจากปัญหาที่เรื้อรังมายาวนาน และกระทบกับวิถีชีวิตประชาชนกว่า 5.5 ล้านคน
ในรายการ Bangkok Pitch แผนพลิกบางกอก ทาง Thai PBS กลุ่มคนรุ่นใหม่ในชื่อทีม ร RA-BYE TEAM ประกอบด้วย สิยาพัฐ ยิ่งผลพิบูลพร, นิศามณี เปียกบุตร และ กรกนก บุญพันธ์ ได้เสนอแนวคิด แอปพลิเคชัน “ร Ra-bye” (รอระบาย) รวมศูนย์ข้อมูลน้ำท่วมขัง กทม. สู่แพลตฟอร์มแจ้งเตือนและคำนวณเส้นทางสัญจร โดยมุ่งเน้นไปที่การย่อยข้อมูลภาครัฐให้ประชาชนเข้าใจและนำไปใช้วางแผนการเดินทางได้จริง
จุดเด่นของแอปพลิเคชันนี้คือการบูรณาการฐานข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาประมวลผลเพื่อแจ้งเตือนระดับน้ำ ประเมินระยะเวลาการระบายน้ำ และแนะนำเส้นทางสัญจรที่เหมาะสมกับยานพาหนะแต่ละประเภท ภายใต้นโยบาย “เข้าใจได้ ง่ายดี” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารความเสี่ยงสู่สาธารณะ
กรุงเทพมหานครกับความเสี่ยงน้ำท่วมขัง
จากสถิติสถานการณ์ภัยพิบัติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีประชากรในพื้นที่กว่า 5.5 ล้านคน ซึ่งล้วนได้รับผลกระทบจากอุปสรรคในการสัญจรและการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจระดับครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยที่สูญเสียรายได้ในวันที่มีน้ำท่วมขัง
สาเหตุหลักที่ทำให้กรุงเทพฯ มีความเสี่ยงสูง เนื่องมากจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ ที่เป็นพื้นที่ราบลุ่มที่เอื้อต่อการท่วมขังของน้ำ อีกทั้งต้องรับมวลน้ำเหนือที่ไหลบ่าลงมา รวมกับสภาวะน้ำทะเลหนุนสูง ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ระบบการระบายน้ำต้องใช้เวลาในการจัดการเมื่อเกิดฝนตกหนัก นำมาสู่สภาวะ “น้ำรอการระบาย”
ข้อจำกัดของการสื่อสาร สู่นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ที่เน้นเรื่อง “เข้าใจได้ ง่ายดี”
แม้ปัจจุบันภาครัฐจะมีแอปพลิเคชันสำหรับติดตามสถานการณ์น้ำและการจราจร เช่น ThaiWater สำหรับดูข้อมูลจุดเสี่ยงและปริมาณน้ำ หรือ BMA Traffic สำหรับตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามแยกต่าง ๆ แต่จากการศึกษาของกลุ่มเยาวชนพบว่า ข้อมูลเหล่านี้ยังกระจัดกระจายและอาจยังไม่ตอบสนองต่อการใช้งานในสถานการณ์เร่งด่วนที่ต้องการความรวดเร็ว รวมไปถึงความเข้าใจที่ง่ายดายสำหรับการสัญจรในพื้นที่ย่อย
“แม้ปัจจุบันจะมีหลายแพลตฟอร์มให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลน้ำท่วมและการจราจร แต่เราพบว่าบางส่วนยังไม่ตอบโจทย์ในเรื่องของความง่ายและรวดเร็วในการนำข้อมูลไปใช้งานจริง ปัญหาน้ำท่วมขังหรือ ‘น้ำรอการระบาย’ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตประจำวันของประชากรในกรุงเทพฯ กว่า 5.5 ล้านคน พวกเราจึงนำข้อจำกัดเหล่านี้มาพัฒนาต่อยอด เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางและใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น”
ทีม ร RA-BYE อธิบายเพิ่มเติมถึง โครงสร้างของแอปพลิเคชัน “ร Ra-bye” ซึ่งประกอบด้วย 4 ฟังก์ชันหลัก
-
- ระบบแผนที่ แสดงตำแหน่งปัจจุบันของผู้ใช้งาน พร้อมสัญลักษณ์สีแจ้งเตือนระดับน้ำท่วมขังในเส้นทางต่าง ๆ สีแดง คือ น้ำท่วมสูง, สีเหลือง ปานกลาง, สีเขียว สัญจรได้ปกติ
-
- ระบบแจ้งเตือน รายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ระบุระดับน้ำ และระยะเวลาโดยประมาณที่น้ำจะระบายจนแห้ง พร้อมคำแนะนำประเภทยานพาหนะที่สามารถสัญจรได้ เช่น รถยนต์ผ่านได้ แต่มอเตอร์ไซค์ควรหลีกเลี่ยง
-
- ระบบรายงาน เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรายงานสถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่ของตนเอง โดยสามารถระบุความ สูงของน้ำและสถานะการสัญจร เพื่อนำไปรวมกับฐานข้อมูลของ กทม.
-
- ระบบปัญญาประดิษฐ์ประมวลเส้นทาง (AI Routing): คำนวณเส้นทางหลีกเลี่ยงน้ำท่วมขัง เพื่อประหยัดเวลาและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง
“พวกเราอยากทำหน้าที่เสมือน ‘นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล’ ที่นำข้อมูลเชิงสถิติจากหลากหลายแหล่งของภาครัฐ มาย่อยและสื่อสารออกไปให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายที่สุด เพื่อให้ทุกคนสามารถนำข้อมูลมาประเมินสถานการณ์ของตนเองได้ทันที และยังเป็นการสื่อสารให้สาธารณชนรับรู้ว่าหน่วยงานต่าง ๆ กำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาอยู่ ตามแนวนโยบาย ‘เข้าใจได้ ง่ายดี’ ของพวกเรา”
เป้าหมายสูงสุดของทีม RA-BYE ไม่ใช่เพียงการสร้างเทคโนโลยี แต่คือการนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายในการจัดการข้อมูลเมือง ที่กลุ่มเยาวชนระบุว่า ต้องการทำหน้าที่เสมือน “นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล” ที่นำข้อมูลทางสถิติและตัวเลขที่ซับซ้อนของภาครัฐ มาแปลงเป็นการสื่อสารที่ตรงประเด็น
ทั้งนี้ การมีแพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อประชากรทุกกลุ่มในกรุงเทพฯ ทั้งนักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว ให้สามารถรับรู้สถานการณ์ วางแผนการเดินทาง และตระหนักว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาพื้นที่ใดอยู่บ้าง ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับผลกระทบจากภัยพิบัติในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
Clean Air Now แก้ PM 2.5 ด้วยข้อมูล
ขณะที่มลพิษทางอากาศ ฝุ่น PM 2.5 เป็นอีกปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กและผู้สูงอายุ รวมถึงสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานครมากกว่า 3,000 ล้านบาทต่อเดือน ต้นเหตุหลักยังคงมาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ สภาพอากาศปิด การเผาชีวมวลทางการเกษตร และมลพิษจากการจราจร
ข้อมูลสถิติระบุว่า จำนวนวันที่มีอากาศดีในกรุงเทพมหานครมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครจะมีการขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว หรือการตรวจจับรถควันดำ แต่ข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้การแก้ปัญหาไม่บรรลุผล คือการขาดการประเมินประสิทธิผลของนโยบายอย่างเป็นระบบ และข้อจำกัดด้านอำนาจทางกฎหมายของ กทม. ที่ไม่สามารถเข้าไปจัดการต้นตอของปัญหาในส่วนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานอื่นได้ เช่น ภาคอุตสาหกรรม หรือการขนส่งข้ามจังหวัด
กลุ่มเยาวชน “PSC TO BE ผู้ว่า” ที่มีสมาชิก ประกอบด้วย ณัฐศักดิ์ สาริกา, ชนกฤต คำตาแสง, กตาธิกาน ระดมเล็ก และมีผู้สนับสนุนในทีม วลัยพรรณ โพธิสัตย์, ณัฐนรินทร์ ชัยวิสุทธิ์ ได้เสนอ 2 นโยบายแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพมหานคร
1. นโยบาย Clear Air Now กรุงเทพต้องหายใจได้ เน้นการประเมินประสิทธิผลของมาตรการ ข้อเสนอนี้มุ่งอุดช่องโหว่ของการดำเนินนโยบายที่ขาดการติดตามผล โดยเสนอให้มีการบูรณาการความร่วมมือกับคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำเทคโนโลยีตรวจวัดฝุ่นความละเอียดสูง ได้แก่ “KU Tower” และ “Super Station” มาใช้ ข้อมูลจากสถานีเหล่านี้สามารถระบุความหนาแน่นและ “ทิศทางลม” ของฝุ่นได้อย่างแม่นยำ ทำให้ทราบแหล่งกำเนิดที่แท้จริง
แนวทางปฏิบัติคือ การจัดเก็บชุดข้อมูล (Data) ทั้งก่อนและหลังการบังคับใช้มาตรการต่าง ๆ ของ กทม. แบ่งเป็นระยะ (เช่น 3 เดือน หรือ 6 เดือน) เพื่อนำตัวเลขสถิติทางวิทยาศาสตร์มาประเมินว่า มาตรการที่บังคับใช้นั้นประสบผลสำเร็จหรือไม่ คุ้มค่าต่องบประมาณหรือไม่ เพื่อนำไปปรับปรุงหรือยกเลิกมาตรการที่ไม่เกิดผลสัมฤทธิ์
“ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครเราไม่ได้ขาดมาตรการรองรับ เรามีมาตรการจำนวนมาก… แต่คำถามที่ตามมาคือ มาตรการเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากเพียงพอแล้วหรือยัง ถ้าหากมันมีประสิทธิภาพแล้ว เหตุใดเรายังต้องตื่นนอนมาเผชิญกับค่าฝุ่น เด็กต้องสวมหน้ากากอนามัยไปโรงเรียน นี่จึงนำมาซึ่งการเสนอนโยบายที่ให้มีการประเมินประสิทธิผลของมาตรการที่เราทำขึ้น”
2.นโยบาย One Air One Team บูรณาการหน่วยงานเชิงโครงสร้าง
ข้อเสนอนี้มุ่งแก้ปัญหาด้านโครงสร้างอำนาจ เนื่องจากปัจจุบัน กทม. ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดการปัญหามลพิษทุกมิติ เยาวชนกลุ่มนี้จึงเสนอแนวทาง “การบูรณาการความร่วมมือของรัฐบาลกลาง” โดยกำหนดเงื่อนไขว่า หากค่าฝุ่น PM 2.5 สูงเกิน 80 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่ 30% ของ กทม. รัฐบาลกลางควรประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินด้านมลพิษทางอากาศ และมอบอำนาจ ให้กรุงเทพมหานครทำหน้าที่เป็น “ศูนย์บัญชาการร่วม” ในการแก้ไขปัญหา
นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อเป็นกฎหมายแม่บทในการให้อำนาจ กทม. บังคับใช้กฎหมายข้ามหน่วยงานได้ เช่น
-
- ร่วมกับกระทรวงคมนาคม ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับรถควันดำ และผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งพลังงานไฟฟ้า
-
- ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปลี่ยนการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรให้เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้
-
- ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม ติดตั้งระบบเซนเซอร์ตรวจวัดมลพิษแบบเรียลไทม์ที่ปล่องควัน หากพบการปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน กทม. ต้องมีอำนาจสั่งระงับสายการผลิตได้ทันที
“นี่ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่นี่คือการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายที่จะให้ กทม. มีประสิทธิภาพในการดำเนินการมากขึ้น… ถ้ากรุงเทพมหานครสามารถกำหนดข้อจำกัดทางกฎหมายหรือบังคับใช้กฎหมายข้ามหน่วยงานได้ด้วยตนเอง ลงพื้นที่เอง ตรวจเอง จับเอง และแก้ปัญหาเอง จะทำให้การจัดการมลพิษทางอากาศมีประสิทธิภาพในทุกๆ ด้าน เพราะทุกวันนี้ ปัญหาฝุ่นรอไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว”
ข้อเสนอเชิงนโยบายจากกลุ่มเยาวชนสะท้อนให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหา PM 2.5 จำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำ และการปรับปรุงโครงสร้างทางกฎหมายเพื่อให้อำนาจหน่วยงานท้องถิ่นสามารถจัดการปัญหาที่ต้นเหตุได้อย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อรักษาสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงอากาศสะอาดของประชาชน
นักวิชาการหนุนใช้ข้อมูลเชิงลึกและประสานความร่วมมือ
เวทีการนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาของกรุงเทพมหานครโดยตัวแทนเยาวชน ได้รับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากนักวิชาการ 3 ท่าน ได้แก่ รศ.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติ และ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต, รศ.วิษณุ อรรถวานิช นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ วสันชัย วงศ์สันติวนิช ทีมผู้พัฒนา (Developer) แพลตฟอร์มออนไลน์ Jitasa.Care โดยมุ่งเน้นไปที่ 2 ประเด็นหลักคือ การพัฒนาระบบแจ้งเตือนน้ำท่วมและการจัดการวิกฤตฝุ่น PM2.5 ซึ่งเน้นการใช้ฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ การวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และการทำงานร่วมกับพื้นที่รอยต่อ
รศ.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติ เสนอให้ปรับวิธีคิดและรูปแบบการสื่อสาร โดยระบุว่าควรหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า “น้ำรอการระบาย” เนื่องจากไม่ตรงกับสถานการณ์จริงที่ประชาชนเผชิญ
“ไม่อยากได้ยินคำว่าน้ำรอการระบายมันไม่ใช่รอระบายแล้ว มันคือน้ำท่วม ท่วมก็บอกตรง ๆ เลย อย่าไปใช้วาจาเบี่ยงเบน ขอเปลี่ยนชื่อแอปพลิเคชันให้สะท้อนความจริง”
รศ.เสรี ได้เพิ่มเติมประเด็นเรื่องสภาพอากาศร้อนจัดในกรุงเทพมหานคร โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหมดจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มเจเนอเรชัน Z, Alpha และ Beta การเลือกผู้นำจึงต้องพิจารณาจากวิสัยทัศน์และนโยบายระยะยาวที่รองรับผลกระทบเหล่านี้
รศ.วิษณุ อรรถวานิช นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มองว่าข้อมูลที่ได้จากการรายงานของประชาชนผ่านแอปพลิเคชัน ควรถูกนำไปประเมินเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ เพื่อเป็นฐานข้อมูลให้ภาครัฐใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือการจัดหาพื้นที่หน่วงน้ำ
“สิ่งที่จะต้องทำควบคู่คือ ทำอย่างไรให้คนรู้ว่ามีแอปนี้ และชี้ให้เห็นว่าเกิดประโยชน์อีกสิ่งหนึ่งคือการเอาข้อมูลหลังบ้านมาต่อยอดประเมินมูลค่าความเสียหาย เพื่อให้ภาครัฐทราบว่าผลประโยชน์จากการลงทุนแก้ปัญหามันคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน”
ด้าน วสันชัย วงศ์สันติวนิช ระบุถึงศักยภาพของสมาร์ทโฟนในฐานะเครื่องมือตรวจวัด (Sensor) ที่มีความแม่นยำสูง ซึ่งสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณฝนและระยะเวลาการระบายน้ำ เพื่อประเมินประสิทธิภาพการทำงานของพื้นที่นั้น ๆ
“โทรศัพท์มือถือมีเซ็นเซอร์มหาศาล ถ้าเราเอาเครื่องมือที่ทุกคนมีอยู่ในกระเป๋ามาช่วยส่งข้อมูล จะทำให้มีความละเอียดแม่นยำยิ่งขึ้น… เอาข้อมูลสถิติมาสนับสนุนการตัดสินใจ นำไปสู่นโยบายได้อย่างแท้จริง”
สำหรับการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 นักวิชาการประเมินว่ากรุงเทพมหานครไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเพียงพื้นที่เดียว
รศ.เสรี เน้นย้ำว่าผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต้องทำหน้าที่ “ผู้ประสานสิบทิศ” เพื่อทำความเข้าใจข้อจำกัดของพื้นที่เกษตรกรรมนอกเขตเมือง
“ผู้ว่าฯ ต้องเป็นผู้ประสานสิบทิศ ไม่ใช่มองแค่ว่าจะไม่ยอมให้อากาศเข้ากรุงเทพฯ มันเป็นไปไม่ได้ ต้องเข้าใจพื้นที่ภายนอก ประสานให้ชัดเจนว่านครนายกเขาเผาเพราะอะไร ทราบสาเหตุแล้วถึงจะจบปัญหาได้”
รศ.วิษณุ เสนอเพิ่มว่า นอกจากการจัดการแหล่งกำเนิดฝุ่นภายในเมืองอย่างรถบรรทุกและระบบขนส่งมวลชนแล้ว ควรมีกลไกทางการเงินและการแบ่งปันทรัพยากรเครื่องจักรกลข้ามจังหวัด เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรลดการเผาอย่างยั่งยืน
“เรื่องเงินและทรัพยากรเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ก่อมลพิษบางทีก็ไม่อยากจะก่อ ถ้ามีเงินช่วยเหลือเพื่อเปลี่ยนผ่าน การแก้ปัญหาจะยั่งยืน รวมถึงกทม.สามารถประสานส่งเครื่องจักรข้ามจังหวัด เพื่อลดปัญหาการเผาในภาคเกษตรได้”
ทางด้าน วสันชัย วงศ์สันติวนิช เสนอให้ใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์วิเคราะห์องค์ประกอบของฝุ่นเพื่อระบุแหล่งกำเนิดที่แน่ชัด และใช้การวัดค่าเชิงสถิติมาประเมินประสิทธิภาพของมาตรการต่าง ๆ
“นโยบายที่ดีควรขับเคลื่อนจากตัวเลขหรือวิทยาศาสตร์ ต้องมีเครื่องมือระบุได้ชัดเจนว่า PM 2.5 มาจากไหน และการบูรณาการคือการทำให้ Win-Win ทั้งสองฝ่าย หากเราจัดสรรทรัพยากรให้ผู้ที่ต้องเผาได้ ก็จะช่วยลดปัญหาได้จริง”




