ประชาชนจำนวนมากถูกจำกัดการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ส่งผลโดยตรงต่อระดับความรู้และทักษะที่ไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ทำให้เด็กจบใหม่หางานทำไม่ได้เพิ่มมากขึ้น
จากข้อมูลภาวะการทำงานของประชากรปี 2569 สำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ประเทศไทยมีผู้ว่างงานจำนวน 393,073 คน โดยเฉพาะวัยทำงานกลุ่มอายุ 20-24 ปี เป็นช่วงวัยที่มีสัดส่วนว่างงานมากที่สุด คิดเป็น 35.7% ของผู้ว่างงานทั้งหมด และในกลุ่มผู้ว่างงานนี้ เป็นผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสูงสุด 116,246 คน
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวในงานเสวนา Forum 2026 วันที่ 3 ก.ค. 69ว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาบั่นทอนทุนมนุษย์นั้น มาจากความไม่ต่อเนื่องและ ขาดกลไกเชิงสถาบันที่ทำหน้าที่วางกลยุทธ์
“แม้เราจะมีการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ในปี 2542 มี พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ มีการปรับโครงสร้างสู่การกระจายอำนาจ รวมทั้งมีการปรับหลักสูตร แต่ระหว่างปี 2542-2560 ประเทศไทยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมากถึง 20 คน หรือเฉลี่ยรัฐมนตรีแต่ละท่านจะมีเวลาทำงานเพียง 10-11 เดือนเท่านั้น ในขณะที่รัฐบาลประเทศเวียดนาม และสิงคโปร์มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพียง 4 และ 5 คนตามลำดับเท่านั้น ในช่วงเวลา 18 ปีเท่ากัน
การที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงเจ้ากระทรวงมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านถึง 5 เท่าเช่นนี้ย่อมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย และผู้บริหารระดับสูงบ่อยครั้ง วาระการปฏิรูปที่ถูกกำหนดขึ้นในรัฐบาลหนึ่ง หรือรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ก็มักถูกทบทวนหรือยกเลิกในรัฐบาลหรือรัฐมนตรีท่านถัดไป”
จากการทำงานของ กสศ. ร่วมกันครูอาจารย์กว่า 400,000 คน ท้องถิ่นกว่า 7,850 แห่ง ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ รวมถึงภาคประชาสังคม ประสาร ได้เสนอนโยบายสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ เช่น
ระบบข้อมูลด้านการศึกษา ได้แก่ จำนวนเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ อยู่ที่ไหน ยังอยู่ในระบบการศึกษาหรือไม่ ซึ่งจะต้องเป็นชุดข้อมูลคุณภาพสูงที่ต่อเนื่องยาวนานพอที่จะบอกได้ว่าคุณภาพการศึกษาเป็นอย่างไร เด็กในแต่ละช่วงชั้น มีพัฒนาการทางการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ ดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กในช่วงวัยเดียวกันในระดับนานาชาติ รวมทั้งการเชื่อมข้อมูลของแต่ละหน่วยงานเข้าหากัน ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับข้อมูลการประเมินผล PISA
โดย ประสาร เปรียบความสำคัญของข้อมูลกับการรักษาพยาบาลว่า “เปรียบได้กับหมอที่ไม่มีประวัติคนไข้ ไม่มีผลเลือด ไม่มีแม้แต่ชื่อของคนไข้ที่นอนอยู่ตรงหน้า ต่อให้หมอเก่งและตั้งใจแค่ไหน ก็ไม่มีทางที่จะวินิจฉัยหรือรักษาโรคได้ถูก”
การวิจัยเชิงประจักษ์ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่มองไม่เห็นด้วยตาแต่เป็นรากฐานและเข็มทิศนำทางให้กับนวัตกรรมด้านอื่น ๆ ทั้งหมด กสศ. ใช้การวิจัยเชิงประจักษ์ที่หลากหลาย เช่น การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCT) เพื่อแปลงข้อค้นพบให้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่มีหลักฐานรองรับ ไม่ใช่เกิดจากความเชื่อหรือความรู้สึก
งานวิจัยนี้ช่วยให้พบความจริงเชิงลึก เช่น ภาวะ IQ ที่ลดลงของเด็กชนบทตามระดับชั้น หรือการค้นพบกลุ่ม “นักเรียนช้างเผือก” ที่ทำคะแนนได้สูงแม้จะยากจนที่สุด จนกลายเป็นพิมพ์เขียวของนโยบายทุน ODOS
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันงบประมาณด้านการวิจัยถูกตัดลดลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเปรียบเสมือนการถอดเข็มทิศออกจากเรือ และอาจทำให้การขับเคลื่อนความเสมอภาคทางการศึกษาในอนาคตหลงทางได้
ประสาร กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญในอนาคตคือการออกแบบกลไกทางกฎหมาย การเงิน และนโยบายที่จะช่วยรองรับให้นวัตกรรมเหล่านี้ดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากรที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบันอย่างไรก็ดี ในปีงบประมาณล่าสุด กสศ. ถูกตัดงบประมาณด้านการวิจัยมากที่สุดเป็นประวัติการณ์
ภาครัฐและการเมืองวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำ
จุดอ่อนสำคัญของการศึกษาไทยในช่วง 30 – 40 ปีที่ผ่านมาคือ ปัญหาความไม่ต่อเนื่องของนโยบายอันเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและตำแหน่งรัฐบาลที่ปรับเปลี่ยนบ่อยครั้ง
กสศ. จึงได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติร่วมกันหาทางออกในการปฏิรูปการศึกษา ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณและความผันผวนทางการเมือง โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการตั้งงบประมาณรายปีไปสู่การลงทุนในทุนมนุษย์ในระยะยาวอย่างเป็นระบบ
ธีราภา ไพโรหกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้อธิบายว่า ปัญหาแท้จริงของการศึกษาไทยไม่ใช่การขาดแคลนนโยบายที่ดี แต่นโยบายที่ดีเหล่านั้นมักไม่มีสถานะที่มั่นคงพอจะอยู่รอดจนเห็นผลสำเร็จ ภายใต้การนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในรัฐบาลปัจจุบัน
มากไปกว่านั้น ระบบราชการยังทำงานแบบไซโล (Silo) ที่การทำงานแต่ละหน่วยงานหรือกระทรวงต่างคนต่างทำ ขาดการบูรณาการ ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่ยากที่สุดในการทำงาน
อีกทั้ง เพื่อทลายระบบการทำงานแบบแยกส่วนภายในกระทรวงศึกษาธิการ ปัจจุบันจึงได้ตั้ง คณะกรรมการบูรณาการเพื่อเปลี่ยนมาขับเคลื่อนงานตามรายนโยบายแทนระบบแท่งราชการเดิม
นอกจากนี้ ยังได้แยกความต่อเนื่องของนโยบายออกจากความต่อเนื่องของตัวบุคคลให้ได้ ยกระดับและบูรณาการระบบฐานข้อมูล เพื่อให้มีข้อมูลที่ชัดเจนเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจแทนการใช้ดุลยพินิจส่วนบุคคล และระดับกลไกต้องมุ่งเน้นหลักสูตรการศึกษาที่ยืดหยุ่นตามทักษะที่ตลาดแรงงานโลกต้องการจริง
สุดท้าย ธีราภา กล่าวถึงการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่เข้าสู่สภาฯ ภายในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อใช้เป็นธรรมนูญการศึกษาที่มั่นคง
อมรศักดิ์ กิจธนานันท์ รองประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา ได้อธิบายข้อดีของโครงสร้างคณะกรรมาธิการฝั่งสภาสูง ที่มีการควบรวมงานด้านการศึกษาและงานด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ไว้ในคณะเดียวกัน ทำให้สามารถมองภาพรวมในการพัฒนาทุนมนุษย์เชื่อมโยงกันได้ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานไปจนถึงระดับสูง
ในแง่ของอำนาจหน้าที่ด้านงบประมาณ แม้วุฒิสภาจะไม่มีอำนาจในการตัดลดตัวเลขงบประมาณโดยตรงเหมือนสภาผู้แทนราษฎร แต่สามารถตั้งข้อสังเกตและท้วงติงการจัดสรรงบประมาณที่บันทึกไว้ให้ฝ่ายบริหารนำไปพิจารณาปรับปรุงได้
โดย อมรศักดิ์ เสนอให้เปลี่ยนวิธีคิดจากการจัดสรรงบประมาณรายหัวแบบเท่ากัน แต่ไม่เป็นธรรม ไปเป็นการจัดสรรตามระดับความจำเป็นโดยอาศัยฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
ขณะเดียวกันความเหลื่อมล้ำยังเกี่ยวพันกับหลายกระทรวง ไม่ควรปล่อยให้งบกระจายไปตามกระทรวงต่าง ๆ โดยขาดการประสานงาน
ไตรภพ คำเพชร สส.จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย และเลขานุการคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ยอมรับว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งในเรื่องการเขียนนโยบาย แต่จุดอ่อนร้ายแรงคือขาดความต่อเนื่องเฉลี่ยแล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอยู่ในตำแหน่งเพียงคนละ 9 – 10 เดือนเท่านั้น การมีหน่วยงานอย่าง กสศ. ที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับโครงสร้างกระทรวงจึงเป็นข้อดีที่ทำให้กลไกช่วยเหลือเด็กยากจนดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง
ไตรภพ ได้ตั้งข้อสังเกตเชิงโครงสร้างว่างบประมาณการศึกษาของไทยส่วนใหญ่ถูกจ่ายตรงไปยังตัวหน่วยงานมากกว่าการส่งตรงถึงตัวบุคคลที่เดือดร้อนจริง ๆ ซึ่งแนวทางที่ถูกต้องควรจ่ายตามความจำเป็นของเด็กและช่วงอายุตั้งแต่อภิบาลจนถึงวัยแรงงาน
นอกจากนี้ ไตรภพ ยังได้สะท้อนวิกฤตความเหลื่อมล้ำและระบบการศึกษาไทยที่มีความซ้ำซ้อนและกระจัดกระจายอย่างมาก เนื่องจากมีทั้งกระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และวัด ต่างคนต่างจัดการศึกษาโดยไม่ขึ้นตรงต่อกัน ส่งผลให้การรวบรวมฐานข้อมูลเด็กยากจนพิเศษหรือเด็กที่หลุดออกจากระบบเป็นไปได้ยาก
ปัจจุบันโรงเรียนในประเทศไทยที่มีอยู่ราว 30,000 กว่าแห่ง ประสบปัญหาเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 60 คนไปแล้วกว่าหมื่นแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เผชิญปัญหาครูไม่ครบชั้นและขาดแคลนผู้บริหาร ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต่ำและเกิดช่องว่างห่างจากโรงเรียนขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ
คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรจึงได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กนี้โดยเฉพาะ และพร้อมจะสนับสนุนงบประมาณให้แก่ กสศ. เพิ่มขึ้นหลังจากได้รับฟังรายงานผลการดำเนินงานในรอบปีที่ผ่านมา
การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า งบประมาณด้านการศึกษาของประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นในทุก ๆ ปี ทว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคะแนนประเมินผล PISA ของเด็กไทยกลับมีทิศทางสวนทางลดลงอย่างต่อเนื่อง
สิ่งนี้สะท้อนชัดเจนว่าปัญหาการศึกษาไทยไม่ใช่เรื่องปริมาณเม็ดเงิน แต่เป็นปัญหาด้านประสิทธิภาพการใช้เงิน เมื่อพิจารณาสัดส่วนงบประมาณ 100 บาท พบว่าร้อยละ 70 – 80 ถูกใช้ไปกับหมวดเงินเดือนและบุคลากร อีกประมาณร้อยละ 20 เป็นงบรายจ่ายประจำ เช่น ค่าอาหาร คงเหลือเม็ดเงินเพียงแค่ 4 บาทเท่านั้นที่ได้นำไปใช้จ่ายเพื่อตอบสนองความแตกต่างเชิงคุณภาพหรือช่วยเหลือความขาดแคลนของเด็กจริง ๆ
ทางด้าน พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอแนะว่าไม่ควรด่วนสรุปว่าความล้มเหลวทั้งหมดเกิดจากการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีบ่อยครั้ง เพราะในประวัติศาสตร์รัฐมนตรีบางคนที่อยู่นานก็ไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลง และถ้ารัฐมนตรีไม่มีผลงานการเปลี่ยนตัวก็ถือเป็นเรื่องสมควร
พริษฐ์ วัชรสินธุ ได้ยกกรณีศึกษาเรื่องความล่าช้าในการจัดทำหลักสูตรการศึกษาฉบับใหม่มาแทนที่หลักสูตรปี 2551 ที่ล้าสมัยและถูกใช้มาตั้งแต่ยุคที่โลกพึ่งมี iPhone รุ่นแรก ซึ่งแม้ทุกฝ่ายจะเห็นพ้องตรงกันว่าต้องเปลี่ยนเป็นหลักสูตรอิงสมรรถนะ แต่กลับยังไม่สามารถผลักดันให้สำเร็จได้เนื่องจากติดอุปสรรคสำคัญ 3 ประการ คือ
- แรงเฉื่อยในระบบราชการ ระบบประเมินผลของราชการมักมุ่งเน้นตรวจสอบความจัดเจนในการทำโครงการให้ครบตามระเบียบมากกว่าการวัดผลสัมฤทธิ์ที่ตัวเด็ก ข้าราชการจึงเลือกทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ เพื่อความปลอดภัยทางระเบียบกฎเกณฑ์
- การแทรกแซงของกลุ่มผลประโยชน์ เห็นได้จากกระแสข่าวเกี่ยวกับการคัดค้านและแทรกแซงจากกลุ่มธุรกิจสำนักพิมพ์บางกลุ่มที่พยายามรักษาผลประโยชน์จากระบบการพิมพ์ตำราเรียนแบบเดิม
- เจตจำนงทางการเมือง รัฐบาลไม่ได้จัดลำดับความสำคัญให้แก่กระทรวงศึกษาธิการอย่างแท้จริง สะท้อนได้จากการจัดสรรโควตารัฐมนตรีใน ครม. ทั้ง 4 ชุดหลังการเลือกตั้งปี 2566 ที่พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลไม่เคยส่งคนของตนเองมานั่งบริหารกระทรวงศึกษาธิการเลย
พริษฐ์ เสนอว่า การทลายอุปสรรคทั้ง 3 ประการ คือการสร้างฉันทามติร่วมกันของภาคประชาชน ส่งแรงกดดันไปถึงนักการเมืองให้ต้องขับเคลื่อนนโยบายตามที่สัญญากับประชาชนไว้ นอกจากนี้ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในงบประมาณโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการแพลตฟอร์มการเรียนรู้ Anywhere Anytime ที่ใช้งบประมาณสูงกว่า 26,000 ล้านบาท ซึ่งตรวจสอบพบข้อพิรุธในข้อกำหนด TOR และความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนบางกลุ่ม
ปัญหาการพัฒนาทุนมนุษย์ในมุมมองภาคธุรกิจ
เนื่องจากปัญหาเรื่องทุนมนุษย์และความเหลื่อมล้ำมาจากความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจที่ กสศ. พยายามต่อสู้และขับเคลื่อนกลไกแก้ไขมาตลอดระยะเวลา 8 ปี
อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงโครงการมอบอุปกรณ์ทางการศึกษาให้กับนักเรียนอย่างคอมพิวเตอร์ว่า หากให้แต่เครื่องเปล่า ๆ ก็ทำให้คอมพิวเตอร์เหล่านั้นกลายเป็นเพียงแค่ “เครื่องดักฝุ่น” ที่ไม่มีใครใช้งานเนื่องจากไม่มีโปรแกรมหรือเนื้อหาการเรียนรู้
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงได้นำองค์ความรู้เหลักสูตรอีเลิร์นนิง (E-learning) รวมถึงคลาสเรียนและคู่มือสำหรับทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็ก นักเรียน ไปจนถึงวัยเกษียณ ใส่เข้าไปในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง และไม่ได้ใส่ไปเพื่อให้เด็กเรียนอย่างเดียว แต่มีหลักสูตรสำหรับครูเพื่อนำไปใช้สอนต่อด้วย
การศึกษาถือเป็นการลงทุนในมนุษย์ที่ภาคธุรกิจให้ความสำคัญมากชขึ้น การลงทุนลักษณะนี้ไม่ใช่เพียงการทำ CSR แต่เป็นการสร้าง Win-Win ที่ธุรกิจได้บุคลากรที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันประเทศก็ได้ทรัพยากรมนุษย์ที่เข้มแข็งและพร้อมรองรับการเติบโตในอนาคต หากเราไม่ลงทุนพัฒนาคนตั้งแต่วันนี้ ก็จะไม่สามารถสร้างกำลังคนที่พร้อมรับอนาคตได้
ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้ชัดว่า เศรษฐกิจต้องเติบโตได้ดีควบคู่ไปกับความเท่าเทียม ทว่าการเติบโตของเศรษฐกิจต้องพึ่งพาแรงงาน แต่โครงสร้างประชากรไทยในปัจจุบันมีคนเกิดน้อยลงเรื่อย ๆ ส่งผลให้ปริมาณแรงงานลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สิ่งเดียวที่จะเข้ามาทดแทนและชดเชยปริมาณที่หายไปได้คือการเพิ่มคุณภาพของแรงงาน ยิ่งในยุคปัจจุบันที่พายุ AI กำลังมาแรง การทำงานร่วมกับ AI ให้มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่การนำคำสั่งสำเร็จรูปไปใช้ แต่แรงงานต้องมีหลักคิด ทักษะการวิเคราะห์ และกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงวิพากษ์เพื่อควบคุมและสั่งการ AI ซึ่งทักษะเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการปลูกฝังและปูพื้นฐานมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก
ปัญหาความไม่เสมอภาคทางการศึกษาจึงเป็นวงจรอุบาทว์ที่ทำให้สังคมไทยติดอยู่ในกับดักความยากจนข้ามรุ่น แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะไม่ได้มีบทบาทหน้าที่โดยตรงในการจัดการศึกษา แต่ก็ได้ร่วมมือกับ กสศ. ในการขับเคลื่อนนโยบายความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) ผ่านโครงการ “ครูสตางค์”
โครงการนี้ริเริ่มโดย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อพัฒนาและสร้างเครือข่ายครูแกนนำในการนำความรู้ทางการเงิน โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในปีนี้จะต้องมีโรงเรียนแกนนำอย่างน้อย 1 โรงเรียนต่อ 1 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เพื่อทำหน้าที่กระจายความรู้ทางการเงินและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็ก ๆ อย่างทั่วถึง
ทางด้าน สราวุฒิ อยู่วิทยา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้แสดงความเห็นว่า นโยบายการศึกษานั้นไม่ใช่นโยบาย Quick Win แต่เป็น Quick Fix หรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปทีละจุด เปรียบเสมือนเวลาที่เราป่วยเป็นไข้ การกินยาลดไข้เป็นเพียงการบรรเทาอาการชั่วคราวแต่ไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุของโรค การศึกษานั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลาในการบ่มเพาะยาวนาน
ปัจจุบันหอการค้าไทยได้ร่วมมือกับภาครัฐขับเคลื่อนหลักสูตรที่เรียกว่า CWIE (Cooperative and Work-Integrated Education) หรือการจัดนโยบายการศึกษาที่บูรณาการกับการทำงาน ซึ่งไม่ใช่แค่การส่งเด็กไปฝึกงานตามปกติ แต่เป็นกลไกที่ภาคเอกชนเข้าไปร่วมออกแบบหลักสูตรกับมหาวิทยาลัยตั้งแต่ต้น นำโจทย์จริง เครื่องมือจริงในโรงงานไปให้เด็กเรียนรู้ และให้เด็กเข้ามาทำงานในบริษัทเอกชนเป็นระยะเวลาเต็ม 1 ปีเต็ม เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเด็กจบการศึกษาออกมาจะได้รับทั้งปริญญาและมีประสบการณ์การทำงานจริงทันที 1 ปี ซึ่งตอบโจทย์ภาคธุรกิจได้อย่างแม่นยำ
นอกจากนี้ ในระดับอาชีวศึกษา (ปวส.) หอการค้าไทยได้ร่วมมือกับ กสศ. ทำโครงการโมเดลพัฒนากำลังคนสายอาชีพในระดับจังหวัด โดยปีแรกนำร่องที่ 3 จังหวัด และปีนี้ขยายเพิ่มอีก 4 จังหวัด รวมเป็น 7 จังหวัด เป็นการนำความต้องการจ้างงานจริงของหอการค้าในจังหวัดนั้น ๆ มาเป็นตัวตั้ง
ยกตัวอย่างจังหวัดภูเก็ตระบุว่าขาดแคลนช่างซ่อมบำรุงเรือยอชต์อย่างหนัก กสศ. ก็จะจัดสรรทุนให้เด็กเข้าไปเรียนในสาขาวิชานั้นในวิทยาลัยท้องถิ่นโดยตรง ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ตรงเป้าและวินวินกับทุกฝ่าย รวมถึงการลงไปขับเคลื่อนในกลุ่มเด็กปฐมวัยช่วงอายุ 0-6 ปี เรื่องทักษะสมองส่วนหน้าหรือ Executive Function (EF) และการเรียนรู้แบบ HighScope ร่วมกับท้องถิ่น เพื่อสร้างฐานรากของมนุษย์ให้แข็งแรงที่สุด
กิตติ สุขุตมตันติ กรรมการสถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เริ่มต้นด้วยการประเมินผลการทำงานของตนเองและสถาบันฯ อย่างตรงไปตรงมาว่า “เรายังสอบตก ตัวผมสอบตก และสถาบันเราก็ยังสอบตก”
โดยยกตัวอย่างกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าการส่งออกสูงถึงร้อยละ 25 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย และมีอัตราการเติบโตของ GDP ภาคอุตสาหกรรมสูงที่สุดในประเทศ และปัจจุบันมีความต้องการแรงงานในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และการออกแบบแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ที่มีทักษะด้าน AI รวมกันกว่า 50,000 คนเพื่อรองรับการขยายตัวเชิงเศรษฐกิจ
ทว่าเมื่อสภาอุตสาหกรรมฯ เดินสายไปพูดคุยกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศเพื่อขอให้ช่วยผลิตบุคลากรป้อนเข้าสู่ระบบ ทุกมหาวิทยาลัยกลับให้คำตอบพิมพ์เดียวกันทั้งหมดว่า สามารถผลิตนักศึกษาจบวิศวกรรมศาสตร์สาขาไฟฟ้าได้เพียงสถาบันละประมาณ 30 คนต่อปีเท่านั้น ซึ่งเป็นจำนวนตัวเลขที่เท่ากับเมื่อ 30 ปีที่แล้ว
กิตติ ให้เหตุผลว่า เนื่องจากตัวอาจารย์ผู้สอนไม่พร้อมที่จะปรับตัว ห้องปฏิบัติการหรือห้องแล็บต่าง ๆ ก็ยังคงใช้เครื่องมือและสอนด้วยเนื้อหาเดิมเหมือนเมื่อสามทศวรรษก่อน ยังไม่มีมหาวิทยาลัยใดในประเทศเลยที่พร้อมจะปรับตัวเพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง
ในบรรดาเด็กที่เรียนจบปริญญาตรีออกมา มีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่ได้ทำงานตรงตามสายวิชาที่เรียนมา ส่วนอีก 1 ใน 3 ต้องกลับไปทำงานสานต่อธุรกิจของครอบครัวตามที่พ่อแม่กำหนดให้ เช่น เรียนจบวิศวะแต่ต้องกลับไปเฝ้าร้านขายยาของที่บ้าน และอีก 1 ใน 3 ที่เหลือทิ้งใบปริญญาแล้วไปทำงานตามใจรัก เช่น เรียนจบหมอแต่เปลี่ยนสายไปเป็นมัคคุเทศก์นำเที่ยว นั่นหมายความว่าเม็ดเงินงบประมาณ งบการคลัง และเวลาที่เสียไปกับการศึกษาของเด็กถึง 2 ใน 3 ของประเทศช่างเป็นเรื่องที่เสียของและสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์
แนวทางแก้ปัญหาที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่ม คือการดึงข้อมูลจาก ระบบประกันสังคม ที่ทุกบริษัทและโรงงานทั่วประเทศต้องกรอกรายงานการจ้างงานส่งเป็นประจำทุกเดือนอยู่แล้ว เพียงแค่รัฐบาลสั่งการให้เพิ่มคอลัมน์คำถามเข้าไปอีก 1 ช่องว่าในเดือนถัดไปโรงงานของคุณมีความต้องการจ้างงานในสาขาวิชาใดและจำนวนเท่าไหร่
ข้อมูลเหล่านั้นจะกลายเป็น Big Data เชิงประจักษ์ที่มีพิกัดตำแหน่ง (Location) ของสถานประกอบการอย่างชัดเจนว่าอำเภอไหน จังหวัดไหน ต้องการแรงงานทักษะใด แล้วนำข้อมูลนี้ส่งต่อให้กระทรวงศึกษาธิการนำไปแจ้งให้เด็กและผู้ครองทราบ เพื่อที่เด็กจะได้เลือกเรียนในสาขาวิชาที่ตลาดต้องการจริง จบออกมาจะได้มีงานทำร้อยเปอร์เซ็นต์
นอกจากนี้ กิตติ ยังได้กล่าวว่า ตนได้พยายามผลักดันมานานกว่า 20 ปี แต่หน่วยงานรัฐอย่างกระทรวงแรงงาน กระทรวง อว. และกระทรวงศึกษาธิการกลับไม่เคยประสานงานหรือทำร่วมกันเลย ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสภาอุตสาหกรรมฯ พยายามเสนอตัวช่วยหาเงินให้เด็กโดยการจ้างงานพาร์ตไทม์ (Part-time) ในโรงงานเพื่อไม่ให้เด็กต้องหลุดออกจากระบบเพราะความยากจน ปรากฏว่าหน่วยงานอย่างกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกลับขู่ที่จะจับกุมผู้ประกอบการในข้อหาใช้แรงงานเด็กหากเด็กคนนั้นอายุต่ำกว่า 15 ปี ทั้งที่ความจริงมันคือการฝึกอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่เยาวชน
นอกจากนี้ กิตติ ยังได้วิพากษ์นโยบาย Zero Dropout ของกระทรวงศึกษาธิการว่า แนวคิดที่ให้เด็กเรียนผ่านคลิปวิดีโอหรือสมาร์ตโฟนอยู่บ้านเพื่อความยืดหยุ่นนั้น เป็นแนวคิดที่หลงประเด็นอย่างสิ้นเชิง เพราะเหตุผลที่เด็กหลุดออกจากระบบคือพวกเขากรณี ไม่มีเงิน เมื่อไม่มีเงินแล้วเด็กจะเอาทุนที่ไหนไปซื้อสมาร์ตโฟนและจ่ายค่าอินเทอร์เน็ต
วิธีการแก้ปัญหาที่ตรงจุดคือ การสร้างรายได้ภายในโรงเรียน เช่น การจ้างเด็กในโรงเรียนให้กวาดใบไม้ ทำสวน หรือจัดหนังสือในห้องสมุดแทนการไปจ้างคนนอก หรือการให้ครูช่วยประสานกับร้านอาหารและบ้านผู้สูงอายุรอบ ๆ ชุมชนเพื่อฝากเด็กเข้าทำงานพาร์ตไทม์ในช่วงเย็นหรือวันเสาร์อาทิตย์ ทว่าเมื่อนำแนวคิดนี้ไปเสนอ ครูส่วนใหญ่กลับปฏิเสธและบอกว่าไม่ใช่หน้าที่ของตนเอง
มากไปกว่ารนั้น การทุจริตเชิงนโยบายในแวดวงสิ่งพิมพ์การศึกษาก็เป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ โดย กิตติ ระบุถึงความผิดปกติในการผลิตตำราเรียนของไทย ที่ผู้ผลิตตั้งใจรวมเนื้อหาบทเรียนและแบบฝึกหัดทดสอบเข้าไว้ในเล่มเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เมื่อเด็กเรียนจบชั้นและเขียนคำตอบลงไปในเล่มแล้ว หนังสือเล่มนั้นจะกลายเป็นขยะทันที ไม่สามารถส่งต่อหรือบริจาคให้รุ่นน้องหรือพี่น้องในครอบครัวนำไปใช้เรียนต่อได้เหมือนในอดีต
ตำราเรียนเช่นนี้เป็นการบังคับให้ผู้ปกครองต้องเสียเงินซื้อหนังสือเล่มใหม่ทุกปี ซึ่งสร้างผลประโยชน์มหาศาลให้แก่โรงพิมพ์ แต่สร้างความเดือดร้อนให้กับครอบครัวยากจน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล”ถอดบทเรียน 8 ปีกสศ. ไขปริศนาทำไมปฏิรูปการศึกษา “เหลว”
- เปิดโรดแม็ป 5 ปี พลิกโฉมการศึกษาไทย เป็นไปได้แค่ไหน
- นโยบายการศึกษา “วนลูป” เรื่องปฏิรูปยังอีกยาวไกล




