ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เป็นกลไกใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 ตามโรดแม็ปของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยแก้ปัญหาความรุนแรงทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ ปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจสำหรับผู้เรียน ที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงในรั้วโรงเรียน รวมทั้งความรุนแรงที่เป็นผลสืบเนื่องจากโรงเรียน เช่นการใช้ความรุนแรงในโลกออนไลน์
จากข้อมูลของ สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 8 – 22 เม.ย. 68 จากนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง 798 คน พบว่า 42% หรือ 337 คน เคยเผชิญหรือพบเห็นความรุนแรงในโรงเรียน
ความรุนแรงที่พบมากที่สุดคือ ความรุนแรงทางร่างกาย เช่น การถูกตี 62.6% และต่อย 52.8% ความรุนแรงทางวาจา เช่น คำพูดทำร้ายจิตใจ 68.7% และการนินทา 63.3% ขณะที่ความรุนแรงทางสังคม เช่น การล้อเลียนต่อหน้าคนหมู่มาก 50.1% และการปล่อยข่าวลือ 50.1% นอกจากนี้ ยังพบการรังแกในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะการโพสต์ด่าทอ 27.6% และการกีดกันทางสังคมออนไลน์ 12.9%
ความรุนแรงในโรงเรียน อีกสาเหตุเด็กหลุดจากระบบการศึกษา
ในปี 2568 การพัฒนาของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้สำรวจศึกษาข้อมูลของเด็กนอกระบบการศึกษาภายใต้ “โครงการการสนับสนุนและพัฒนากลไกการขับเคลื่อนครูและเด็กนอกระบบการศึกษา” พบว่าเด็กและเยาวชนอายุ 3-18 ปี ที่อยู่นอกระบบการศึกษาทั้งหมด 880,463 มีหลายสาเหตุปัจจัย ขณะที่สาเหตุมาจากความยากจนมีสัดส่วนสูงสุดคือ 46.70 % อีกสาเหตุหนึ่งคือพวกเขาและเธอได้รับความรุนแรง 3.63 % หรือราว 31,960 คน
ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ความละเลยความปลอดภัยในโรงเรียนเท่ากับการลดทอนโอกาสการเรียนรู้และผลักให้เด็กที่ตกเป็นเหยื่อหลุดจากระบบการศึกษา
การขจัดความรุนแรงในโรงเรียนจึงเป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่สอดคล้องกับโครงการ Thailand Zero Dropout ของ ศธ. ที่จะทำให้เด็กและเยาวชนหลุดจากการศึกษาหลายแสนคนให้เหลือศูนย์ภายในปี 2569 ควบคู่ไปกับการสร้างรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น มอบทักษะชีวิต อาชีพให้เด็กเรียนรู้และมีรายได้ สามารถเทียบโอนหน่วยกิตเพื่อรับรองวุฒิการศึกษา
การสร้างโรงเรียนปลอดภัยอย่างยั่งยืนไม่ใช่ภาระของครูเพียงผู้เดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน จนถึงภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบกฎเกณฑ์ด้านความปลอดภัยที่เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วม รวมทั้งความรวดเร็วในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ถูกกระทำ
ศธ.จึงมีนโยบายริเริ่มตั้ง ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง จัดทีมขึ้นมาเพื่อปกป้องเด็กและบุคลากรทางการศึกษาจากภัยทุกรูปแบบ ทำงานร่วมกับนักจิตวิทยาและนักกฎหมาย เพื่อปกป้องเด็กและบุคลากรทางการศึกษา อัดฉีดงบประมาณปรับปรุงซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานอาคารสถานที่และระบบสาธารณูปโภคที่เสื่อมโทรม เพื่อให้โรงเรียนปลอดภัย
สำหรับ ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เป็นการนำโมเดล ศูนย์ AOC (Anti Online Scam Operation Center) 1441 ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการหลอกลวงทางออนไลน์ จัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหา ระงับ อายัดบัญชี และช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตลอด 24 ชั่วโมง สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Policy Watch Thai PBS ชวน อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) พูดคุยถึง ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ที่ใกล้จะเกิดขึ้น ซึ่งตาม Road Map แล้วจะก่อตั้งในปี 69 แล้วเสร็จในปี 70

Policy Watch: สถานการณ์ปัญหาความรุนแรง และความไม่ปลอดภัยในโรงเรียนในปัจจุบัน ที่เป็นสาเหตุให้ต้องเร่งแก้ปัญหา
อัครนันท์: ไม่ว่าใครก็คิดว่าโรงเรียนคือที่ที่ปลอดภัย แต่ในความเป็นจริงมันก็มีพื้นที่ที่เรียกได้ว่าไม่ปลอดภัยอยู่ ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพจึงถูกสร้างขึ้นเพื่อกำกับดูแลพยายามทำให้โรงเรียนกลายเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยเป็นเซฟโซนจริง ๆ ให้กับเด็ก คุณครู รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษา
ทุกคนไปเรียนหนังสือ พ่อแม่ส่งลูกไปเรียนหนังสือ โรงเรียนเป็นที่ ๆ เด็กใช้ชีวิตมากที่สุด แล้วก็เป็นพื้นที่ที่พ่อแม่ให้ความไว้วางใจ แต่บางครั้ง มันกลายเป็นพื้นที่ที่น้อง ๆ เองอาจจะถูกกระทำ ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการจะต้องใส่ใจ เข้าใจปัญหานี้ และเข้าไปแก้ไขปัญหา
“ต้องเรียนตามตรงว่า ที่ผ่านมามีความพยายามแก้ไขปัญหานี้เสมอ ผู้บริหารโรงเรียนเองก็พยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ แต่หลายที่ใช้ระยะเวลานาน แต่เรื่องแบบนี้สำหรับเด็กสำหรับผู้ถูกกระทำ แค่วันเดียวมันก็รอไม่ได้
ที่ผมไปลงพื้นที่มาบางเคสใช้เวลาแก้ไขช้ามาก ใช้เวลาเป็นปีสองปี ซึ่งเขาต้องทนทุกข์ทรมานมานานมาก หลาย ๆ เคส น้อง ๆ ต้องจมอยู่กับความหวาดกลัว ไม่อยากไปโรงเรียน”
ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำก็คือ ย่นระยะเวลาในการเข้าไปกำกับดูแลเข้าไปดูแล ปกป้องเขา ให้อย่างน้อยที่สุด เวลาที่มันยาวนานในการแก้ปัญหา ต้องทำให้มันทันท่วงทีกับการแก้ปัญหา
อีกทั้ง บางเรื่อง ไม่ได้ถูกส่งมาที่กระทรวงฯ เลย กลายเป็นการแก้ปัญหาแก้สถานการณ์กันเองภายในโรงเรียน แล้วบางทีโรงเรียนก็ไม่อยากให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง พยายามให้เรื่องจบเร็วที่สุด ด้วยการซุกปัญหาไว้ใต้พรม ผอ. รร. อาจจะเคลียร์จบ แต่มันไม่ได้ถูกแก้ในระยะยาว
เพราะอย่างเคสที่ผมเพิ่งไปที่ลพบุรีมา ท่าน ผอ. จัดการปัญหาเองทุกอย่าง แต่ทุกวันนี้ก็ยังเป็นปัญหาอยู่จนเรื่องมันแดง และกลายเป็นปัญหาระยะยาว ผมเข้าใจดีว่าโรงเรียนก็ไม่ได้อยากให้เป็นข่าวหรือเป็นประเด็น แต่น้อง ๆ ผู้ถูกกระทำกลายเป็นโรคซึมเศร้าไปนั้น ก็ไม่ได้มี พม. (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) เข้าไปดูแลน้อง ๆ ไม่ได้รับกระบวนการรักษาดูแล ครอบครัวของน้องก็ไม่ได้รับการดูแล เพราะเรื่องแบบนี้ไม่ได้กระทบแค่น้อง แต่กระทบครอบครัวของน้องด้วย”
การตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ก็เพื่อการนี้ ให้กระทรวงฯ เข้าไปแก้ปัญหาได้เร็ว โดยตรง ลดขั้นตอนการแก้ปัญหา ด้วยการบูรณาการ ให้ทุกแท่งทุกหน่วยงานของของกระทรวงฯ ทำงานร่วมกันผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ ฯ
Policy Watch: ความสัมพันธ์เชิงอำนาจเป็นอีกวัฒนธรรมหนึ่งในรั้วโรงเรียน ไม่เพียงต่อศิษย์-อาจารย์ แต่รวมถึง อาจารย์-อาจารย์ อาจารย์-ผู้บริหาร ที่เป็นต้นตอของความรุนแรง ศูนย์ฯ จะจัดการปัญหานี้อย่างไร
อัครนันท์: บางเคสที่พบจากการลงพื้นที่คือ พอเด็กที่ถูกกระทำไม่กล้าพูดเรื่องนี้ เพราะว่าเขาอยู่กับความกลัว ปัญหามันก็เลยไม่ถูกแก้ไข หนำซ้ำการที่เขาไปร้องเรียนก็อาจจะกระทบเขาอีกนั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือศูนย์ฯ จะต้องทำหน้าที่ที่จะแบ็กอัปเขา เวลาใครมาร้องเรียนแล้วไม่ว่าน้อง ๆ หรือบุคลากรทางการศึกษา จะไม่ต้องเจอกับผลลัพธ์ที่ไม่ดี
เพราะศูนย์จะเปิดรับเรื่องจากเด็ก ๆ หรือบุคลากรโดยตรง ทุกคนจะสามารถส่งเรื่องตรงถึงกระทรวงฯ ได้เลยที่ผ่านมา เวลาเกิดเหตุในโรงเรียน เรื่องถึง ผอ. เรื่องมันก็จะจบตรงนั้นและมันไปต่อไม่ได้แล้ว และทางผมเองก็ยังสามารถสั่งการตรงได้เลยเพื่อให้คนที่มีอำนาจแล้วลุแก่อำนาจไม่กล้าใช้อำนาจในทางที่ผิดอีก
Policy Watch: ขอบเขตการรับเรื่องร้องเรียนและดำเนินการเป็นเช่นไร
อัครนันท์: จุดประสงค์สำคัญของศูนย์ฯ คือการรักษาสิทธิ์เด็ก สิทธิ์คุณครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน เรื่องนักเรียนถูกเพื่อน ถูกรุ่นพี่รังแก ถูกใช้ความรุนแรง ถูกคุกคาม ถูกใช้ความรุนแรงจากคุณครู หรือคุณครูถูกคุณครูด้วยกันข่มเหงรังแก ครูฝึกสอนหรือคุณครูโดน ผอ.รังแก ศูนย์ก็จะรับเรื่องจะไปแก้จะไปช่วย แต่ถ้าปัญหาที่เราจะไม่รับเรื่องก็เช่น ปัญหาเรื่องการทุจริต ซึ่งอันนี้อยู่นอกขอบเขตของศูนย์ ฯ
Policy Watch: กรณีโดน Cyberbullying หรือการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ จากคนอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโรงเรียน จะสามารถร้องเรียนได้ไหม
อัครนันท์: ได้เลย เพราะว่าเราก็จะทำงานกับ พม. ด้วย วันนี้ เราทำงานอย่างบูรณาการ หลักการการแก้ปัญหามันไม่ใช่แค่กระทรวงศึกษาธิการแล้ว แต่มีกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พม. (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ที่เราจะต้องช่วยกัน โดยมีกระทรวงศึกษาธิการเป็นเซ็นเตอร์ในดำเนินการ
Policy Watch: โครงสร้างศูนย์เป็นอย่างไร มีหน่วยงานใดเข้ามามีส่วนร่วมบ้าง และมีขั้นตอนดำเนินการอย่างไร ตั้งแต่ต้นทาง รับเรื่องร้องเรียน ถึงปลายทาง
อัครนันท์: ก่อนนี้แต่ละกรมแต่ละแท่ง ต่างคนต่างทำงานมันเลยกลายเป็นคนนั้นทำเรื่องนี้ คนนี้ทำเรื่องนั้น มันไม่บูรณาการ ไม่รอบด้านครบถ้วน แต่รอบนี้ทางกระทรวงฯ กำหนดไว้เลยว่า ทุกหน่วยงานทุกแท่งจะต้องมีส่วนพิทักษ์สิทธิ์ ซึ่งจะต้องทำในรูปแบบเดียวกัน
สิ่งแรกที่เราต้องทำคือ หนึ่งคือต้องบูรณาการให้มีแค่ศูนย์เดียว คือศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ และไม่ว่าจะหน่วยงานองค์กรไหนก็แล้วแต่ต้องมาผ่านจุดนี้ ดังนั้นเนี่ยสิ่งสำคัญที่สุดอีกเรื่องที่ตามมา คือต้องลดขั้นตอนขั้นการแก้ปัญหา
กลไกสำคัญในการดำเนินการคือ หนึ่งศูนย์จะมีหน่วยเคลื่อนที่เร็วพอเกิดเหตุ ก็จะมีหน่วยเคลื่อนที่เร็วลงไปดูแล้วก็เช็คอัพสถานการณ์เลยว่าเป็นยังไงบ้างนะครับ จะได้ทำงานให้ทันท่วงที
สองก็คือ การดูแลเยียวยาเรื่องของความรู้สึกภายใน ด้านจิตใจ ซึ่งก็จะมีทีมงานของ พม. มามาร่วมทำงานตรงนี้ด้วยนะครับ
สองหน่วยนี้จะเป็นหน่วยที่ทำงานควบคู่กัน ถ้าเกิดเหตุการณ์ทางด้านจิตใจก็จะส่ง พม. มาร่วมคือทำงานร่วมกันกับหน่วยงานอื่น ๆ ด้วย ไม่ใช่แค่ไม่ใช่แค่กระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น
ในอนาคตถ้าน้องเกิดอันตราย ทางเราก็จะประสานทางตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ที่มีบทบาทหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมกับเรา
ศูนย์จะตั้งคณะอนุกรรมการ หลายคณะ ตามประเด็น ตามกรณีที่เกี่ยวข้อง เช่นคุรุสภาก็จะเข้ามาดูในเรื่องจริยธรรมครู
นอกจากนี้ในกระทรวงศึกษาธิการ ก็มีระเบียบและโครงสร้างการทำงาน มีสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ทั้ง 76 จังหวัด เป็นหน่วยงานบริหารราชการส่วนภูมิภาค สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แต่ละพื้นที่เขาก็รับผิดชอบเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว
คือถ้าไม่หัวเด็ดตีนขาด คือถ้าไม่เป็นเรื่องเกินขอบเขตที่เราจะทำ เราจะต้องมีหน่วยงานอื่นเข้ามาทำงานร่วมกันอย่างแน่นอน
Policy Watch: นอกจากภาครัฐภาคราชการแล้ว มีภาคประชาสังคม ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้ไหม
อัครนันท์: เราตั้งใจให้เอ็นจีโอเข้ามาร่วมทำงานด้วยกันครับ เพราะเรื่องนี้ภาครัฐอย่างเดียวทำงานคนเดียวไม่ได้ เรื่องนี้มีพี่ ๆ เอ็นจีโอที่ดูแลเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว มีความชำนาญอยู่แล้ว พอเราตั้งตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ฯ เสร็จก็จะมีตั้งคณะอนุกรรมการทันที ซึ่งจะมาจากหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งเอ็นจีโอด้วย
Policy Watch: ทาง ศธ. จะให้ศูนย์มีโมเดลเดียวกับ AOC ซึ่ง AOC ตั้งขึ้นภายใต้ พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพจะก่อตั้งผ่านช่องทางใด
อัครนันท์: ตอนนี้อยู่ในช่วงของการพูดคุยหารือกันอยู่ เพราะในกระทรวงมีหลายแท่งหลายหน่วยงานที่ทำประเด็นใกล้เคียงกันนี้อยู่ เราจึงหารือกันว่าจะเอาศูนย์ไปอยู่สำนักปลัดไหม ให้สำนักปลัดเป็นเซ็นเตอร์ก่อนไหมเพื่อที่จะส่งต่อ
อย่าง สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) เองเขาก็มีส่วนของเขาครับ สอศ. (สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา) เองก็มีส่วนของเขา เช่น พอโรงเรียนสายอาชีวะมีปัญหาเขาก็ส่งแท่งอาชีวะ ตอนนี้เราพยายามจะทำให้ทุกปัญหาไปอยู่ที่เซ็นเตอร์ก่อน เพื่อไม่ให้ต่างคนต่างทำงาน
Policy Watch: การร้องเรียนผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพจะแตกต่างกับการร้องเรียนไปยังสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาอย่างไร
อัครนันท์: ไม่เหมือนแน่นอนคือเรื่องร้องเรียนจะส่งตรงถึงรัฐมนตรีเลย ซึ่งรัฐมนตรีก็มีทีมที่ช่วยกันดูอีกที ดังนั้นถ้าหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูรื่องนี้อยู่แล้ว แล้วเขาไม่แอคทีฟมันจะมีหน่วยงานที่ผมเป็นเหมือนหน่วยงานตรวจสอบอีกทีนึง ดังนั้นทุกคนต้องตื่นตัวในการทำงาน
Policy Watch: วางแผนไหมว่า จะทำให้ศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ฯ มีความยั่งยืนอย่างไร หากผลัดเปลี่ยนรัฐบาลหรือรัฐมนตรี
อัครนันท์: ด้วยการบริหารจัดการรอบนี้ เราไม่ได้อยากให้เป็นแบบอดีตที่ผ่านมา ที่พอเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายอะไรหลาย ๆ อย่าง มันก็หายไปสิ่งหนึ่งที่เราจะทำเลยก็คือ หลังจากศูนย์ฯตั้งเรียบร้อยแล้ว ก็จะดูว่าทุกหน่วยงานของกระทรวงอันไหนที่มันซ้ำซ้อนก็คงจะต้องยกเลิกไป และให้ศูนย์พิทักสิทธิ์เป็นเซ็นเตอร์ทั้งหมด เพื่อให้ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนรัฐบาลหรือไม่ว่าเราจะเปลี่ยนรัฐมนตรี ศูนย์ฯ นี้จะต้องดำรงคงอยู่ไว้ระยะยาวให้กับน้อง ๆ ได้มีที่พึ่ง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- เปิดโรดแม็ป 5 ปี พลิกโฉมการศึกษาไทย เป็นไปได้แค่ไหน
- ก้าวข้าม ‘ห้องเรียน’ สู่ ‘พัฒนาทุนมนุษย์’ โจทย์ใหม่ พ.ร.บ.การศึกษาไทย
- การศึกษาสำคัญจริงหรือ? ทำไมผ่านมา 4 รัฐบาล “แทบไม่ขยับ”




