“ดูจะเป็นความหวัง” สำหรับหลาย ๆ คน และสร้างความคึกคักให้กับแวดวงการศึกษาไม่น้อย เมื่อ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม บอกในงาน ในงานเสวนาครบรอบ 10 ปี “ก่อการครู” ว่า จะเร่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติโดยจะให้มีผลบังคับใช้ภายใน 2 ปี
แต่ “ความสับสนก็ยังเกิดขึ้น” เมื่อมีการชี้แจงนโยบายการปฏิรูปการศึกษา เพราะกว่าจะได้เห็น พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ จะใช้เวลา 5 ปี แต่การประกาศผลักดันพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ก็ถือเป็นคำมั่นสัญญาของฝ่ายการเมืองที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากในการบริหาร 4 รัฐบาลที่ผ่านมา “การปฏิรูปการศึกษา ยังย่ำอยู่กับที่”
ขณะที่การผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติปี 42 ที่ใช้มานานมากว่า 20 ปี ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและความรู้ ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน ที่ต้องการทักษะ และการพัฒนาเพื่อให้รองรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การศึกษาไทย มีปัญหารุมเร้าหลายด้าน ทั้งในเรื่องคุณภาพ ที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (ผลสอบ PISA รั้งท้าย) ความเหลื่อมล้ำสูง เด็กกว่าหนึ่งล้านคนหลุดจากระบบการศึกษาจากปัญหาความยากจน ทรัพยากรถูกจัดสรรไม่ทั่วถึง
หลักสูตรก็อาจจะเก่าไม่ทันโลก ปัญหาภายในโรงเรียน เด็กนักเรียนมีปัญหาสุขภาพจิต และยาเสพติด
การปฏิรูปการศึกษา จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งแก้ไข แต่ฝ่ายการเมืองมักจะมองเป็นเรื่องความสำคัญระดับรอง และพุ่งเป้าหมายที่การแก้ปัญหาปากท้องระยะสั้น มากกว่า
ทำให้ที่ผ่านมาการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ยังเกิดขึ้นน้อย แม้ว่าจะมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ที่ตั้งเป้าหมายหมายให้ไทยหลุดพ้นจากรายได้ปานกลางสู่รายได้สูง ภายในปี 2580 ซึ่งการหลุดพ้นประเทศกับดักรายได้ปานกลาง ต้องพัฒนาทักษะ และลงทุนทรัพยากรมนุษย์ให้มีศักยภาพสูง จนสามารถแข่งขันได้
แต่น่าเสียดายว่า ตลอดช่วง 4 รัฐบาลที่ผ่านมา การลงทุนพัฒนาศักยภาพของคนยังเกิดขึ้นน้อย โดยเฉพาะการเอาจริงเอาจังกับการปฏิรูปการศึกษา ที่ควรจะปฏิรูปโครงสร้างการศึกษา ยังไม่เกิดขึ้น แม้รัฐบาลประยุทธ์จะพยายามปฏิรูปโครงสร้างทางการศึกษาแต่ก็ไปไม่ถึงฝั่ง
รัฐบาล “ประยุทธ์”แก้โครงสร้างแต่ไปไม่ถึงฝั่ง
การปฏิรูปการศึกษาในยุครัฐบาลของ ประยุทธ์ จันทร์โอชา (2557–2566) มีการขับเคลื่อนเชิงนโยบายการศึกษาหลายด้านพร้อมกัน โดยเน้นคำสำคัญคือ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต–ลดความเหลื่อมล้ำ–ผลิตกำลังคนตอบเศรษฐกิจใหม่” โดยมีความปฏิรูป ดังนี้
1 .ปฏิรูปการศึกษาในเชิง“โครงสร้าง”
มีความพยายามออก “พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ โดยพยายามยกร่างกฎหมายการศึกษาใหม่ เพื่อปรับระบบทั้งโครงสร้าง
เน้นให้การศึกษาเชื่อมกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 54 การเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่วงชาติ ตกไปเพราะรัฐบาลยุบสภาก่อน ทำให้ การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง” ยังไม่สำเร็จในยุคนี้
2) พัฒนา “ระบบการเรียนรู้” เปลี่ยนจากท่องจำ เป็นทักษะ
นโยบายหลักคือเปลี่ยนจากการเรียนแบบเดิม ไปสู่การพัฒนาทักษะและสมรรถนะ เช่น ปรับการสอนให้เน้น ทักษะอาชีพ–คิดวิเคราะห์–สหวิทยาการผลักดัน “บัณฑิตพันธุ์ใหม่” ที่ทำงานได้จริงเชื่อมการเรียนกับการทำงาน (Work-integrated learning)
นอกจากนี้ ได้พัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้หลายโครงการ เช่น
- โครงการนักเรียน ป.1 อ่านออกเขียนได้ใน 1 ปี ซึ่งในปี 2559 ปรับลดจำนวนนักเรียนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้จาก 11.60% เหลือ 3.94% และจะทำให้เหลือ 0% ในปี 2560
- โครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ในปี 2558 ได้นำร่องโรงเรียน 4,100 แห่งทั่วประเทศ
- โครงการบูรณาการการสอน และการเรียนรู้ โดยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM Education) เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการคิดเชิงบวก ซึ่งในปี 2559 ได้ดำเนินการในโรงเรียน 2,495 แห่ง ขยายผลให้ครบทุกโรงเรียนให้แล้วเสร็จภายในปี 2564
- โครงการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ได้ปรับหลักสูตรการเรียนรู้ เดิมใช้เวลาเรียนภาษาอังกฤษเพียง 1 คาบ/สัปดาห์ ได้ขยายเวลาเรียนเป็น 5 คาบ/สัปดาห์
- โครงโรงเรียนประชารัฐ ภายใต้โครงการสานพลังประชารัฐ ร่วมกันระหว่างรัฐ เอกชนประชาสังคม 69 หน่วยงาน โดยมีเป้าหมายพัฒนาโรงเรียนประชารัฐ 7,424 แห่ง ระยะแรกดำเนินการแล้ว 3,312 แห่ง
3) ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
มาตรการสำคัญ เช่น ตั้ง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)ใช้ฐานข้อมูลระบุตัวเด็กยากจน และจัดงบช่วยเหลือ ช่วยเหลือเด็กยากไร้หลายแสนคน และแก้ปัญหาเด็กออกนอกระบบการศึกษา ซึ่ง ถือเป็น “ผลงานรูปธรรม” ที่ชัดที่สุดในยุครัฐบาลประยุทธ์ นอกจากนี้ จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย และจัดสรรงบประมาณปี 2560 จำนวน 39,900 ล้านบาท
4) พัฒนาระบบบริหารจัดการ การเรียนการสอน
การบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก มุ่งเน้นจัดการโรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 20 คนลงมา 827 แห่ง เพื่อให้เด็กได้เรียนรวมกันในโรงเรียนที่ดี และอยู่ใกล้บ้าน ภายใต้ชื่อโครงการ *“โรงเรียนดีใกล้บ้าน”*
- โครงการครูผู้ทรงคุณค่าแห่งแผ่นดิน โดยสรรหาครูเกษียณอายุที่เป็นครูเก่ง มาปฏิบัติการสอนในสาขาวิชาที่ขาดแคลนในโรงเรียนทั่วประเทศ ได้เริ่มดำเนินการแล้วในปี 2559 จำนวน 1,097 อัตรา และปี 2560 จำนวน 5,400 อัตรา
- โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูในสาขาวิชาเฉพาะ และดึงคนเก่งมาเป็นครู โดยในปี 2559 มีแผนที่จะบรรจุเป็นข้าราชการครู 4,079 อัตรา และในอีก 10 ปีข้างหน้า (ปี 2569) จะดึงนักศึกษาที่เก่งให้มาเป็นครูไม่น้อยกว่า 44,200 อัตรา
- การพัฒนาครูแกนนำด้านการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ (Boot Camp English) เพื่อเตรียมความพร้อมในการสร้างครูวิทยากร ดำเนินการพัฒนาแล้วในช่วงแรก 6,000 คน ช่วงที่สอง 7,500 คน ทำให้ภายในปี 2561 มีครูภาษาอังกฤษที่ผ่านการอบรม 13,500 คน
5) ดันอาชีวะ–แรงงาน–อุตสาหกรรม 4.0
ยกระดับอาชีวศึกษาผลิตแรงงานทักษะตรงกับอุตสาหกรรมใหม่เชื่อมการศึกษาเข้ากับเศรษฐกิจ (Thailand 4.0) เป้าหมาย: แก้ปัญหา “เรียนไม่ตรงงาน” โดยพัฒนาการเรียน อาชีวศึกษาทวิภาคี ร่วมกับภาคเอกชน ปัจจุบันมีสถานศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เข้าร่วม 426 แห่ง ร่วมกับผู้ประกอบการ 13,686 แห่ง ตั้งเป้าหมายภายในปี 2564
6) การพัฒนาระบบการทดสอบ ประเมิน
การพัฒนาระบบการทดสอบ ประเมิน และประกันคุณภาพการศึกษาระบบทดสอบ โดยปรับลดการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) จากกลุ่มสาระการเรียนรู้จาก 8 กลุ่ม เป็น 5 กลุ่ม พร้อมปรับให้สอดคล้องกับการเรียนการสอน การสอบปลายภาค และการสอบโอเน็ตให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ช่วงโควิด ทำให้การเรียนออนไลน์เร่งตัวผลักดันการเรียนผ่านระบบออนไลน์ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหลักวางฐาน “learning platform” ของรัฐ
การปฏิรูปการศึกษา ยุคประยุทธ์คือ “เปลี่ยนแนวคิดได้พอสมควร การเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่เปลี่ยนโครงสร้างได้ไม่สุด” คือมีความพยายามปฏิรูปทั้งระบบ แต่ติดข้อจำกัดทางการเมืองและระบบราชการ ทำให้ผลลัพธ์ออกมาเป็น “กึ่งปฏิรูป” มากกว่า “ปฏิรูปเต็มรูปแบบ”
เศรษฐา ทวีสิน : มองการศึกษาเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
รัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน มองการศึกษาเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” เน้น Upskill / Reskill คนทำงานผูกกับการดึงการลงทุน–เศรษฐกิจดิจิทัล
แถลงนโยบายการศึกษาต่อรัฐสภา เมื่อวันจันทร์ที่ 11 กันยายน 2566 กำหนดแนวทางดำเนินการนโยบายด้านการศึกษา ไว้ในกรอบนโยบายในการบริหารและพัฒนาประเทศ ระยะกลางและระยะยาว เพื่อเสริมขีดความสามารถให้กับประชาชน ผ่านการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนทุกคน
รัฐบาลจะดำเนินนโยบายปฏิรูปการศึกษา
- สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต มุ่งส่งเสริมให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ รวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนตามความถนัด
- แนวนโยบาย ส่งเสริมการอ่าน เพื่อสร้างอนาคต สร้างรายได้ กระจายอำนาจการศึกษาให้ผู้เรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึง มีอุปกรณ์การเรียนที่เหมาะสมต่อผู้เรียนแต่ละวัย และใช้ระบบเทคโนโลยีการศึกษาสมัยใหม่
- จัดทำหลักสูตรและให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับความรู้ความสนใจของผู้เรียน ส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาทั้งในด้านสังคม
- วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Applied Science) และการวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) เพื่อต่อยอดให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยไม่ละเลยการศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของประเทศ และการปลูกฝังความรักในสถาบันหลักของชาติ เพื่อให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของโลกสมัยใหม่อย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม
- นโยบายการพัฒนาคุณภาพของครูทั้งประเทศ รวมไปถึงครูแนะแนว เพื่อช่วยให้นักเรียนได้รับคำแนะนำด้านเนื้อหาของวิชาการและการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเลือกเรียนและประกอบอาชีพ
- การดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจของนักเรียนทุกคน
- รัฐบาลจะส่งเสริมการสร้างรายได้ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ทั้งสายวิชาการและสายอาชีพให้มีรายได้จากวิชาที่เรียน โอกาสฝึกงานระหว่างเรียน เพื่อสร้างบุคลากรที่มีทักษะและความสามารถตรงต่อความต้องการของการจ้างงาน และที่สำคัญที่สุด
รัฐบาลเศรษฐา ให้ความสำคัญการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เป็นรากฐานสำคัญของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสังคมไทย
ทั้งนี้ นโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลเศรษฐา สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐและแนวนโยบายแห่งรัฐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หมวด 5 มาตรา 54 และยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ดังนี้
- การปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม มุ่งเน้นให้สถาบันทางสังคมร่วมปลูกฝังค่านิยมและวัฒนธรรมที่พึงประสงค์
- การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
- ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21
- การตระหนักถึงพหุปัญญาของมนุษย์ที่หลากหลาย
อย่างไรก็ตาม ด้วยระยะเวลาในการบริหารงานของรัฐบาลเศรษฐา ค่อนข้างสั้นเพียง 1 ปีทำให้การผลักดันเรื่องการศึกษายังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะ การผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 42 ที่ใช้มานาน ยังไม่มีการกล่าวถึงอย่างชัดเจนในรัฐบาลนี้
รัฐบาลแพทองธาร : พัฒนาทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย
นโยบายการศึกษาของรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร มีความใกล้เคียงกับรัฐบาลเศรษฐา อาจะด้วยเป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ทำให้ ชูแนวทาง “พัฒนาทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย” เน้นความเท่าเทียม การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการปรับปรุงทักษะแรงงาน (Reskill/Upskill) ไม่แตกต่างกัน
รัฐบาลเชื่อว่าทุนมนุษย์เป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาประเทศ รัฐบาลจะเร่งส่งเสริมผลักดันให้เกิดการพัฒนาคนไทยทุกช่วงวัยอย่างเต็มกำลังและความสามารถ โดย
- ส่งเสริมการเกิด และเติบโตอย่างมีคุณภาพ ของเด็กทุกคน อย่างเท่าเทียม
เด็กไทยทุกคน จะต้องเข้าถึงศูนย์ดูแลเด็กปฐมวัยที่มีมาตรฐาน เมื่อเติบโตก็ได้เรียนหนังสือ ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการคิดวิเคราะห์ อย่างมีเหตุผล
- ส่งเสริมการปลดล็อกศักยภาพ ทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม และความสามารถทางกีฬา
พัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น ทั้งในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เข้ามาสนับสนุน ตอบโจทย์ ศักยภาพของผู้เรียน ลดภาระ และลดความเหลื่อมล้ำ ในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ
- ส่งเสริมให้เกิดการเรียนสองภาษา โดยใช้ AI เป็นตัวช่วย
เน้นการสอนทักษะที่ใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตจริง เพื่อการสร้างรายได้ (Learn to Earn)
- ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือ ระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาทุกระดับ
เฟ้นหา และช่วยเหลือเด็กและเยาวชน ที่หลุดจากระบบการศึกษา
- ส่งเสริมการปฏิรูประบบอาชีวศึกษา และอุดมศึกษา เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการแรงงานในอนาคต และรองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-Long Learning)
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปการศึกษาในรัฐบาลแพรทองธาร ก็ยังไม่เกิดขึ้น ขณะที่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติที่เป็นทิศทางหรือแผนแม่บทการศึกษา ไม่ได้รับการผลักดันใน รัฐบาลนี้มากนัก
รัฐบาลอนุทิน (อนุทิน 2) : เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ
ส่วนคำแถลงนโยบาย การศึกษา ของ รัฐบาลอนุทิน (อนุทิน 2) ชู แนวคิด “เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา”
เน้นการยกระดับคุณภาพชีวิต ปฏิรูปการศึกษาให้เข้าถึงง่าย ปรับหลักสูตรให้จบแล้วมีงานทำทันที และลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองเป็นภารกิจเร่งด่วน
นอกจากนี้ มุ่งเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาให้เป็น “สะพานทักษะ” (Skill Bridges) เน้นทักษะวิชาชีพที่ตอบโจทย์ตลาดงาน เพื่อให้เรียนจบแล้วมีงานทำทันทีเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime)
- พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้ตลอดเวลาลดภาระผู้ปกครอง
- มาตรการด่วนช่วยลดค่าครองชีพ สั่งโรงเรียนผ่อนปรนกฎระเบียบต่างๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองปฏิรูปการศึกษาและเทคโนโลยี
- ปฏิรูปกฎหมายการศึกษาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
- พัฒนาทุนมนุษย์, ปรับระบบประเมินผลที่ยืดหยุ่น, และบูรณาการเรื่องความยั่งยืน (SDGs) เข้าไปในหลักสูตรปฏิรูปครู
- ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพครูให้เป็นนักออกแบบการเรียนรู้
ปรับปรุงหลักสูตรให้ตอบโจทย์ทักษะมนุษย์
สิ่งที่ดูเป็นความหวังของรัฐบาลอนุทิน2 คือ การประกาศผลักดันการปฏิรูปการศึกษา พร้อมทั้งมีไทม์ไลน์ที่ชัดเจนในการแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ให้แล้วเสร็จในปี 70 ของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ และ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (รองนายกรัฐมนตรีและ รมว กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และ นวัตกรรม
แนวทางการศึกษาของศ.ดร.ยศชนัน เน้น “เข้าใจรายบุคคล” (Personalized Education) ชูหลักคิด สิ่งที่ AI ไม่เก่ง คือสิ่งที่มนุษย์เก่ง
มุ่งเน้นการปรับปรุงหลักสูตรให้ตอบโจทย์ทักษะมนุษย์ พัฒนาคนเป็นทุนมนุษย์คุณภาพสูง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูงด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี
“ การศึกษาไทยต้องปรับให้เข้ากับความสามารถและความสนใจที่แตกต่างกันของเด็กแต่ละคน แทนที่จะใช้มาตรฐานเดียวกันหมดพัฒนาทักษะที่ AI ทำไม่ได้”
หลักการคือมุ่งเน้นทักษะมนุษย์ที่หุ่นยนต์ทำไม่ได้ เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิเคราะห์ (Critical Thinking) การแก้ปัญหาซับซ้อน และทักษะทางอารมณ์ผสานความร่วมมือรัฐ-เอกชน
การส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชนเพื่อสร้างหลักสูตรที่ตรงตามความต้องการของตลาดงานจริงยกระดับทุนมนุษย์สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง
การศึกษาคือทุนมนุษย์ที่สำคัญที่สุดในการยกระดับประเทศ โดยมุ่งเน้นการวิจัย นวัตกรรม และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจด้วย พ.ร.บ. การศึกษาฯการศึกษาในยุคดิจิทัลให้ความสำคัญกับการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างนวัตกรรมระดับโลก
ผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ปี 70
ขณะที่ ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดแนวทางและไทม์ไลน์การปฏิรูปการศึกษาไทย (พ.ศ. 2569-2573) มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างการศึกษาให้ทันสมัย ผลิตแรงงานทักษะสูง และลดความเหลื่อมล้ำ ตั้งเป้าหมายแก้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติในปี70
เสนอ5 นโยบายเร่งด่วน “ปฏิรูปการศึกษาไทย”
- คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก: นำเทคโนโลยี AI มาช่วยลดภาระงานเอกสาร/งานธุรการ เพื่อให้ครูมีเวลาสอนเด็กอย่างเต็มที่รื้อสูตรความเหลื่อมล้ำ
- ปรับงบประมาณรายหัวใหม่ ให้เงินถึงโรงเรียนและเด็กที่ขาดแคลนจริงยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง
- ปรับหลักสูตรให้ตรงกับความต้องการของตลาดงานโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย: สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทั้งทางกายภาพและจิตใจขับเคลื่อนการศึกษาชายแดนใต้
- ยกระดับคุณภาพโรงเรียนเอกชน ปอเนาะ และตาดีกาเป้าหมายและไทม์ไลน์สำคัญระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569-2573): ตั้งเป้าผลิตแรงงานทักษะสูง 1 ล้านคนเป้าหมายระยะแรก
- เดินหน้า “Thailand Zero Dropout” เด็กหลุดระบบการศึกษาต้องเป็นศูนย์การเร่งรัด: เร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ให้ตรงเป้าหมายและคุ้มค่าที่สุดการปฏิรูปนี้เน้นใช้เทคโนโลยี (AI) เป็นฐานในการทำงาน ลดภาระงานที่ไม่ใช่การสอน เพื่อให้การเรียนการสอนมีคุณภาพขึ้น
ที่ผ่านมาในทุกรัฐบาล นโยบายการศึกษา จะถูกบรรจุเอาไว้ในคำแถลงต่อรัฐสภา แต่การดำเนินการผลักดัน การปฏิรูปการศึกษากลับไม่มีความชัดเจนมากนักทำให้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติที่ถือเป็นแผนแม่บทในการกำหนดทิศทางการศึกษา ไม่เคยได้รับการแก้ไขเลยตลอด20 ปีที่ผ่านมา
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




