กระทรวงการคลังรายงานสถานการณ์ลงทะเบียนโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 มีผู้ผ่านคุณสมบัติรวม 9,506,531 ราย แบ่งเป็นผู้มีสิทธิเดิมที่เคยยืนยันตัวตนแล้ว 6,366,645 ราย และผู้ที่ต้องยืนยันตัวตนเพิ่มเติม (e-KTC) 3,139,886 ราย
รายใหม่เหลือยืนยันตัวตน 7.9 แสนราย
สำหรับกลุ่มที่ต้องยืนยันตัวตนเพิ่มเติม ส่วนหนึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจใช้สิทธิแทนผู้มีสิทธิเดิม เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้พิการที่ไม่สามารถเดินทางไปยืนยันตัวตนด้วยตนเองได้ จึงมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทน ขณะที่อีกส่วนเป็นผู้ที่ผ่านคุณสมบัติและได้รับสิทธิเป็นรายใหม่ ข้อมูล ณ วันที่ 10 ส.ค. กลุ่มดังกล่าว ยืนยันตัวตนสำเร็จแล้ว 2,309,306 ราย ยังไม่มายืนยันตัวตน 794,800 ราย และยืนยันตัวตนไม่สำเร็จ 35,780 ราย
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเปิดให้ยืนยันตัวตนได้ถึง 12 ม.ค. 2570 ผ่าน ช่องทาง แอปพลิเคชัน เป๋าตัง และหน่วยรับลงทะเบียนทั้ง 5 แห่ง ได้ถึง 14 ต.ค. 2569 ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารออมสิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และ ธนาคารอิสลาม

คนตกเกณฑ์ขอทบทวนสิทธิ 4.2 ล้านราย
ส่วนผู้ที่ผลการตรวจสอบคุณสมบัติไม่ผ่าน ขณะนี้ยื่นขอทบทวนสิทธิแล้ว 4,293,229 ราย คิดเป็น 46% จากทั้งหมด 9,314,253 ราย โดยกระทรวงการคลัง เปิดให้ยื่นขอได้ถึงวันที่ 31 ส.ค. 2569 ผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์โครงการ https://welfare.mof.go.th และ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th แอปพลิเคชั่นเป๋าตัว แอปพลิเคชั่นทางรัฐ หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร (กรุงไทย, ออมสิน, ธ.ก.ส., ธอส., ธ.อิสลาม)
นอกจากนี้หากต้องแก้ไขข้อมูล ดำเนินการได้ที่หน่วยตรวจสอบคุณสมบัติ หรือขอรับความช่วยเหลือได้ที่ ศูนย์ One Stop Service : OSS องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่วนราชการในพื้นที่ โดยกระทรวงมหาดไทย ภายใน 20 ก.ย. 2569 จากนั้น กระทรวงการคลัง จะประกาศผลการทบทวนสิทธิ วันที่ 30 ก.ย. 2569
รัฐผ่อนเกณฑ์บัตรคนจน หลังเสียงวิจารณ์ตกหล่น
โครงการสวัสดิการแห่งรัฐ รัฐบาลได้เปิดคัดกรองคุณสมบัติผู้มีสิทธิรอบใหม่ หลังจากผู้มีสิทธิเดิมได้รับสิทธิมานานตั้งแต่ปี 2565 เพื่อทบทวนว่าผู้มีสิทธิยังคงมีคุณสมบัติตามเกณฑ์และช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่ยากจนอย่างแท้จริง โดยรอบปี 2569 มีผู้ผ่านคุณสมบัติ 9,506,531 ราย ลดลงจากผู้มีสิทธิเดิมที่มีประมาณ 13.45 ล้านราย
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างกว้างขวาง ถึงหลักเกณฑ์การคัดกรองที่อาจยังไม่ครอบคลุม และอาจทำให้ผู้มีรายได้น้อยบางส่วนตกหล่นจากโครงการในรอบนี้ โดยมีกรณีที่ถูกตัดสิทธิ เช่น ผู้สูงอายุบางรายไม่ผ่านเกณฑ์เนื่องจากมีสถานะเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา การครอบครองรถยนต์เก่าที่มีอายุ 20–25 ปี นักเรียนและผู้ที่กู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และการนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษีได้บุคคลธรรมดา
ทั้งนี้ต่อมารัฐบาลได้ทยอยปรับปรุงหลักเกณฑ์คัดกรองและผ่อนปรนเงื่อนไขเพื่อคืนสิทธิ์ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยตามที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์ โดยเริ่มจาก ยกเลิกตัดสิทธิผู้ที่ใช้ชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี (เฉพาะในรอบปี 2569) รถยนต์อายุเกิน 20 ปี และรถจักรยานยนต์อายุเกิน 15 ปี จะไม่ถูกนำมาคิดเป็นทรัพย์สินในการตัดสิทธิ์ ตัดยอดเงินกู้ยืม กยศ. ออกจากกรอบการคำนวณรายได้ ยกเลิกตัดสิทธิกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้มีรายได้น้อยที่เรียนการศึกษานอกระบบ (กศน.)
เนื้อหาอื่นเพิ่มเติม:




