ไทยเข้าร่วมการประชุมใหญ่สมัยสามัญของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ครั้งที่ 70 ที่กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย เมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา โดย ศ. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ มอบหมายให้ นพ. รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เป็นผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมการประชุม
ในแต่ละปี IAEA จะจัดการประชุมใหญ่ประจำปี โดยมีผู้แทนจากประเทศสมาชิกมากกว่า 180 ประเทศ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศและองค์กรภาคประชาสังคมเข้าร่วม โดยวาระสำคัญของการประชุมครอบคลุมทั้งการพิจารณางบประมาณและแผนงานของ IAEA สำหรับปีถัดไป การรับรองสมาชิกใหม่ ตลอดจนการกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ระหว่างประเทศ
อ่านเพิ่มเติม: เปิดโรดแมป “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก” พร้อมแค่ไหน-จะมาเมื่อไร?
IAEA คืออะไร
ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA เป็นองค์กรอิสระในระบบสหประชาชาติ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ของโลก โดยมีจุดเริ่มต้นจากประธานาธิบดี ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ แห่งสหรัฐอเมริกา มีข้อเสนอ “อะตอมเพื่อสันติ” (Atoms for Peace) ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในปี 2496 ท่ามกลางความกังวลของประชาคมโลกต่อการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อการทหาร ก่อนนำไปสู่การก่อตั้ง IAEA อย่างเป็นทางการในปี 2500
บทบาทสำคัญของ IAEA คือการสนับสนุนรัฐสมาชิกในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์สันติ ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า การแพทย์และสาธารณสุข การเกษตรและอาหาร ไปจนถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ไปยังประเทศกำลังพัฒนา
ขณะเดียวกัน ยังพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ เพื่อให้การใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เป็นไปอย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมจากรังสี รวมถึงตรวจสอบว่าประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตามพันธกรณีด้านการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ และใช้วัสดุและสถานประกอบการทางนิวเคลียร์เพื่อวัตถุประสงค์สันติเท่านั้น
ประเทศสมาชิกได้ความช่วยเหลือด้านนิวเคลียร์
ปัจจุบัน IAEA มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 181 ประเทศ โดยประเทศสมาชิกสามารถเข้าร่วมโครงการความร่วมมือทางเทคนิค (Technical Cooperation Programme) และขอรับความช่วยเหลือให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละประเทศ
ความช่วยเหลือครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาบุคลากรผ่านหลักสูตรฝึกอบรมเฉพาะทาง การฝึกอบรมระหว่างปฏิบัติงาน ทุนการศึกษาและทุนฝึกอบรม การเยี่ยมชมทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนการถ่ายทอดองค์ความรู้ การส่งผู้เชี่ยวชาญ และการสนับสนุนอุปกรณ์ เพื่อเสริมศักยภาพในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปใช้ประโยชน์อย่างสันติ
ทั้งนี้ประเทศสมาชิกยังสามารถขอรับคำแนะนำและการประเมินจาก IAEA ในด้านความปลอดภัยและความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์ โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ระหว่างเตรียมพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรก เพื่อช่วยให้การเตรียมโครงการเป็นไปตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยและเหมาะสมกับบริบทของประเทศ
ไทยเข้าเป็นสมาชิก IAEA ตั้งแต่ปี 2500 โดยที่ผ่านมาสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) มีความร่วมมือกับ IAEA ทั้งการพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการนำมาตรฐานของ IAEA มาใช้ประกอบการพัฒนาระบบกำกับดูแลและกฎหมายด้านนิวเคลียร์และรังสีของไทย
นอกจากนี้ ไทยยังเข้าร่วมโครงการความร่วมมือทางเทคนิค (Technical Cooperation Programme) ของ IAEA เพื่อพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ในหลายสาขา ทั้งการแพทย์ การเกษตร อาหาร และอุตสาหกรรม เช่น
- ด้านการแพทย์และสาธารณสุข เทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีถูกนำมาใช้ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็ง รวมถึงการใช้รังสีเพื่อฆ่าเชื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ภายใต้ระบบกำกับดูแลด้านความปลอดภัยทางรังสี
- ด้านการเกษตรและอาหาร มีการนำเทคโนโลยีฉายรังสีมาใช้ลดเชื้อจุลินทรีย์และกำจัดแมลงในผลิตผลทางการเกษตร ช่วยยืดอายุการเก็บรักษา และสนับสนุนให้สินค้าเป็นไปตามข้อกำหนดด้านสุขอนามัยสำหรับการค้าและการส่งออก
- ด้านการใช้เทคนิคแมลงหมัน (SIT) เพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืชและลดการใช้สารเคมี รวมถึงการใช้รังสีชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์เพื่อปรับปรุงพันธุ์พืช ให้มีลักษณะที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
ไทยพร้อมแค่ไหนกับการมีนิวเคลียร์
ความร่วมมือระหว่าง IAEA กับไทย กำลังขยายไปสู่การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย บุคลากร และระบบความปลอดภัย เพื่อรองรับการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)
รายงานประจำปี 2568 ของ IAEA ระบุว่า มีประเทศสมาชิกมากกว่า 60 ประเทศแสดงความสนใจ SMR และขอรับการสนับสนุนจาก IAEA เพื่อทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมทั้งด้านการพัฒนาเทคโนโลยี การนำไปใช้งาน และระบบกำกับดูแล
ในปีเดียวกัน IAEA ยังเปิดหลักสูตร SMR School เพื่อให้ความรู้ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนระบบพลังงาน การเงิน กฎหมาย การเลือกพื้นที่ ความปลอดภัยและการออกใบอนุญาต การจัดการกากและเชื้อเพลิงใช้แล้ว การเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน ไปจนถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยจัดขึ้นในอาร์เจนตินา เคนยา และประเทศไทย (เมื่อ ก.ค. 68) มีผู้แทนจากภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล และองค์กรที่อาจทำหน้าที่เดินเครื่องโรงไฟฟ้าในอนาคตเข้าร่วม
อ่านเพิ่มเติม: PDP 2026 กับ 4 ทางเลือกพลังงานสะอาด ปูทางโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ล่าสุด กระทรวงพลังงาน ได้บรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ หรือ ร่าง PDP 2026 ที่กำลังเปิดรับฟังความเห็น โดยมีกำลังผลิตรวม 9,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2593 ตามเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของไทย
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ (พนส.) ได้มีมติเห็นชอบกรอบนโยบายการกำกับดูแลโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ SMR แม้ ศ. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี อว. ในฐานะประธาน พนส. จะระบุว่า ไทยยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะสร้างโรงไฟฟ้า SMR แต่เป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในด้านกฎหมาย การพัฒนาคน และระบบการกำกับดูแล เพื่อให้ประเทศมีข้อมูลและศักยภาพเพียงพอก่อนที่จะมีการตัดสินใจเชิงนโยบาย
อ่านเพิ่มเติม: เปิดผลประเมิน SMR ไทยพร้อม 10 จาก 19 ด้าน เร่งกฎหมาย-คน-จัดการกาก
ทั้งนี้ความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จากการประเมินตามกรอบ 19 ด้านของ IAEA พบว่า ไทยผ่านแล้ว 10 ด้าน อยู่ระหว่างการพัฒนาใกล้เสร็จ 6 ด้าน และยังต้องเร่งทำอีก 3 ด้าน คึอ นโยบายระดับชาติ การจัดตั้ง NEPIO และแผนเงินทุน/การลงทุน
อย่างไรก็ตาม IAEA ไม่ได้เป็นผู้อนุมัติให้ไทยสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR แต่มีบทบาทในการกำหนดแนวทาง มาตรฐาน และให้คำแนะนำด้านความปลอดภัย รวมถึงประเมินความพร้อมของประเทศสมาชิก ขณะที่การตัดสินใจเชิงนโยบาย การออกใบอนุญาต และการกำกับดูแลโครงการ เป็นอำนาจของหน่วยงานไทย
นอกจากนี้ ยังมีงานสำคัญที่ต้องเดินหน้าควบคู่กัน คือ ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดทางแพ่งเกี่ยวกับความเสียหายทางนิวเคลียร์ (ร่าง พ.ร.บ. Nuclear Liability) โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ได้จัดทำขึ้น ผ่านการทำประชาพิจารณ์และเห็นชอบจากคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เสร็จแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
ขณะเดียวกันยังเหลือจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการร่วมแห่งชาติ ซึ่งเป็นกลไกกลางในการกำกับดูแลและออกใบอนุญาต SMR เพื่อให้กระบวนการอนุมัติ ตรวจสอบ และควบคุมความปลอดภัยเป็นไปอย่างมีเอกภาพและรัดกุม รวมถึงจัดตั้งคณะที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง รองรับการกำกับดูแล การออกใบอนุญาต และการตรวจติดตามความปลอดภัยตามมาตรฐานของ IAEA
ไทยยืนยัน IAEA เตรียมระบบกำกับดูแลรองรับ SMR
ในการประชุมใหญ่ IAEA สมัยที่ 70 (IAEA GC70) ไทยได้ประกาศความมุ่งมั่นในการสร้างกรอบกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัย และกำลังคน เพื่อรองรับการนำนิวเคลียร์ SMR มาใช้อย่างปลอดภัย พร้อมสนับสนุนข้อริเริ่ม Atoms4NetZero ของ IAEA ซึ่งส่งเสริมบทบาทของพลังงานนิวเคลียร์ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
ขณะเดียวกัน ไทยยังยืนยันความร่วมมือกับ IAEA ในเสาหลักสำคัญ ทั้งด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ ความมั่นคงปลอดภัย การตรวจสอบและการพิทักษ์ความปลอดภัย ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อวัตถุประสงค์สันติ ในฐานะสมาชิกคณะผู้ว่าการ IAEA (วาระ 2567 – 2569)
ไทยยังประกาศสนับสนุนเงินเข้ากองทุนความร่วมมือทางวิชาการของ IAEA หรือ Technical Cooperation Fund (TCF) สำหรับปี 2570 อย่างเต็มจำนวน เพื่อสนับสนุนความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากร องค์ความรู้ และการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปใช้ประโยชน์ในประเทศสมาชิก
นอกจากนี้ นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ยังได้เข้าร่วมกล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดเครือข่าย Global Network for SMR Innovation (GNSI) ซึ่งเป็นเวทีกลางสำหรับแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านเทคนิค ปรับแนวทางการพัฒนา SMR ให้สอดคล้องกัน และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการนำเทคโนโลยี SMR มาใช้
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเตรียมความพร้อมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR โดยมี IAEA สนับสนุนด้านองค์ความรู้ แนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรฐานความปลอดภัย แม้ SMR จะถูกบรรจุไว้ในร่าง PDP 2026 แต่เส้นทางยังมีอีกหลายขั้นตอน ทั้งด้านกฎหมาย ระบบกำกับดูแล บุคลากร ความปลอดภัย และการเลือกพื้นที่ โดยหนึ่งในโจทย์ใหญ่ คือ การให้ประชาชนเข้าใจและยอบรับได้ ก่อนที่จะเดินหน้าโครงการได้จริง
บทความที่เกี่ยวข้อง:




