รัฐบาลกำลังเดินหน้ามาตรการใหม่เพื่อลดภาระค่าเดินทางของประชาชน ด้วยระบบ “ตั๋วร่วมรถไฟฟ้า 17-45 บาท” ซึ่งตั้งเป้าให้ครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกสายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยคาดว่าจะเริ่มใช้ได้ในวันที่ 1 มกราคม 2570
มาตรการดังกล่าวถือเป็นการปรับแนวทางจากนโยบายเดิมของรัฐบาลเพื่อไทยที่เคยผลักดัน “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” แต่ถูกยกเลิกเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ก่อนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะนำแนวคิดใหม่มาใช้แทน
จาก “20 บาทตลอดสาย” สู่ “ตั๋วร่วม 17-45 บาท”
เดิมรัฐบาลเพื่อไทยเคยดำเนินนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ครอบคลุมโครงข่ายรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยใช้บัตร EMV Contactless Card และบัตร Rabbit แบบ ABT เป็นเครื่องมือชำระค่าโดยสาร
อย่างไรก็ตาม ครม. มีมติเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ยกเลิกมาตรการดังกล่าว ก่อนที่รัฐบาลอนุทิน 1 จะเปลี่ยนมาใช้มาตรการ “40 บาทตลอดวัน” สำหรับรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีแดง ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568
ต่อมา รัฐบาลอนุทิน 2 ได้ผลักดันมาตรการใหม่คือ “ค่าโดยสารร่วม 17-45 บาท” ซึ่งได้รับความเห็นชอบในหลักการจากคณะรัฐมนตรีแล้วเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569ที่ผ่านมา

เงื่อนไขสำคัญของตั๋วร่วมรถไฟฟ้า 17-45 บาท
หลักการที่ ครม. รับทราบมีสาระสำคัญดังนี้
- ค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว โดยรวมค่าแรกเข้าเดิม 17 บาท หากเดินทางแล้วค่าโดยสารรวมไม่เกิน 45 บาท จะเก็บตามจริง
- เก็บค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว ไม่ว่าจะต่อรถกี่สาย ก็จะไม่ถูกเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน
- ใช้บัตร EMV Contactless Card เป็นช่องทางชำระค่าโดยสารหลัก
- มีอัตราพิเศษ สำหรับผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส
คาดเริ่มใช้จริงต้นปี 2570
พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า ระบบตั๋วร่วมจะถูกดึงมาอยู่ภายใต้การบริหารของ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)
แนวทางคือประชาชนจะจ่ายค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว จากนั้นสามารถเดินทางเชื่อมต่อหลายสายได้ โดยมีเพดานสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยวโดยรัฐบาลตั้งเป้าพัฒนาระบบให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2569 และเริ่มใช้งานจริงวันที่ 1 มกราคม 2570 ซึ่งจะรวมถึงรถไฟฟ้าสายสีเขียวด้วย
ทั้งนี้ รัฐอาจต้องชดเชยรายได้บางส่วนให้เอกชนผู้รับสัมปทาน เนื่องจากรายได้ค่าโดยสารจะลดลงจากการกำหนดเพดานราคา
สำหรับมาตรการใหม่นี้ คาดว่าจะมีจำนวนผู้โดยสาร 1.56 ล้านคน/เที่ยว/วัน คิดเป็นเงินที่รัฐอุดหนุน 3,054 – 4,698 ล้านบาท/ปี และคาดการณ์ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่จะได้รับ 16,007.30 ล้านบาท
ปรับโครงสร้างรถไฟฟ้าทั้งระบบ
นอกจากนี้ ครม. รับทราบการปรับโครงสร้างรถไฟฟ้าแบบองค์รวมที่ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวมเพียงรายเดียวจาก 3 หน่วยงาน
- รถไฟฟ้าของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
- รถไฟฟ้าของ รฟม.
- รถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีทอง ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของกรุงเทพมหานคร (กทม.
รวมถึงการเปลี่ยนรูปแบบสัญญาเป็นแบบ PPP Gross Cost หรือสัญญา จ้างเดินรถ รวมทั้งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องในการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสีทอง และสายสีแดง ตามมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 และมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน
เร่งโอนสายสีเขียว-สีทองให้ รฟม.
นอกจากนี้ยังมอบหมายให้คณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้
1.มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับดูแลตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ของสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในแต่ละสัญญาดำเนินการเจรจาค่าแรกเข้าและส่วนแบ่งรายได้เนื่องจากปริมาณผู้โดยสารส่วนเกินที่เกิดขึ้นใหม่ (Induced Passenger) จากผู้ประกอบการเพื่อคืนให้กับประชาชน
2 มอบหมายให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) เร่งรัดดำเนินการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก ส่วนต่อขยาย และสายสีทอง ทั้งทรัพย์สินและภาระหนี้สินให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป
3 มอบหมายให้ กระทรวงคมนาคมหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง (กค.) เพื่อพิจารณาหน่วยงานที่เหมาะสมในการดำเนินการพัฒนาและบริหารจัดการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) ตามมาตรการอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนโดยดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
ยังมีคำถามเรื่องงบประมาณและความคุ้มค่า
อย่างไรก็ตามการเดินหน้าโครงการดังกล่าว สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) พิจารณาแล้วมีความเห็น ดังนี้
ประเด็นการประมาณการค่าใช้จ่ายและมีแหล่งที่มาของงบประมาณ
ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาแหล่งเงินที่จะใช้ให้มีความชัดเจน และเห็นควรให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ความคุ้มค่า และประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินมาตรการดังกล่าวเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาดำเนินมาตรการดังกล่าว
ส่วนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เห็นว่า กระทรวงคมนาคม. กทม. รฟม. และ รฟท. ต้องร่วมกันพิจารณาศึกษาทบทวนประมาณการปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้า ที่จะเกิดขึ้นพร้อมทั้งระบุสมมติฐานสำคัญที่ใช้ในการศึกษาแหล่งเงินที่ใช้ให้ชัดเจนและปฏิบัติตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ก่อนที่จะดำเนินการมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับดูแลตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ดำเนินการต่อไป
ประเด็นการเจรจากับคู่สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า
สำนักงบประมาณเห็นควรกำหนดแนวทางในการเจรจากำหนดอัตราค่าแรกเข้าและสัดส่วนการแบ่งรายได้อย่างเหมาะสม เป็นธรรม และเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยไม่ทำให้รัฐเสียผลประโยชน์ และคำนึงสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาตามสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในแต่ละสัญญาตามความเห็นของ อส. ด้วย
ประเด็นแนวทางและหลักการการดำเนินมาตรการ
สภาพัฒน์ฯ เห็นว่า สนข. ควรเร่งดำเนินการศึกษาโครงสร้างอัตราค่าโดยสารร่วมที่มีความเหมาะสมและไม่ก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลัง พร้อมทั้งเร่งดำเนินการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม
ทั้งนี้ รฟม. ควรเร่งดำเนินการศึกษารูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลักภายหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในปี 2572 เพื่อให้มีความพร้อมในการบริหารโครงการภายหลังการรับโอนโครงการ
โดยในเบื้องต้นเห็นควรให้ รฟม. ให้ความสำคัญกับการพิจารณากำหนดสมมติฐานด้านรายรับของโครงการ รวมถึงเทคนิคต่าง ๆ ของระบบให้สอดคล้องกับกรอบหลักเกณฑ์และมาตรฐานที่คณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วมกำหนด
ขณะที่สำนักงบประมาณเห็นควรให้ กระทรวงคมนาคมจัดทำกฎหมาย ประกาศระเบียบ หรือข้อบังคับที่จำเป็นในการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ตามความในพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568
5 โจทย์ใหญ่ก่อนเริ่มใช้จริง
ก่อนที่ประชาชนจะได้ใช้ตั๋วร่วม 17-45 บาทจริง รัฐยังต้องดำเนินการหลายเรื่อง ได้แก่
- จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH)
- ออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม
- เจรจากับเอกชนผู้รับสัมปทานทุกสาย
- จัดทำกฎหมายและระเบียบรองรับระบบตั๋วร่วม
- เตรียมการรับโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีทอง
กล่าวโดยสรุป นโยบายรถไฟฟ้า 17-45 บาท เป็นความพยายามครั้งใหม่ของรัฐบาลในการลดภาระค่าเดินทางของคนเมือง โดยเปลี่ยนจากแนวคิด “20 บาทตลอดสาย” มาเป็นระบบ “ตั๋วร่วม” ที่เก็บค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว และจำกัดค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว
หากทุกขั้นตอนเป็นไปตามแผน ประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะเริ่มใช้ระบบใหม่นี้ได้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 70 เป็นต้นไป แต่ความสำเร็จของโครงการยังขึ้นอยู่กับการจัดหาแหล่งงบประมาณ การเจรจากับเอกชน และการปรับโครงสร้างรถไฟฟ้าทั้งระบบให้เดินหน้าได้จริง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




