กว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ทำหน้าที่เป็นกรอบสำคัญในการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพแพทย์ของไทย แต่โลกการแพทย์และสังคมในวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากวันที่กฎหมายฉบับนี้ถือกำเนิด จากยุคเวชระเบียนกระดาษสู่ระบบดิจิทัล จากการรักษาที่เกิดขึ้นเฉพาะในสถานพยาบาลสู่ Telemedicine และจากการตัดสินใจทางการแพทย์โดยบุคลากรสู่การเข้ามามีบทบาทของ Medical AI ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด และประชาชนมีความตื่นตัวต่อสิทธิผู้ป่วยและการคุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “กฎหมายเดิมยังใช้ได้หรือไม่” แต่คือ กติกากำกับวิชาชีพแพทย์ควรปรับตัวอย่างไร ให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง โดยยังรักษาสมดุลระหว่างความปลอดภัยของประชาชน สิทธิของผู้ป่วย และความเป็นอิสระทางวิชาชีพของแพทย์
ภายใต้บริบทดังกล่าว การเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรมจึงกำลังกลายเป็นหนึ่งในการปฏิรูประบบวิชาชีพแพทย์ครั้งสำคัญที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์กลางทางกฎหมาย และจะสิ้นสุดในวันที่ 2 กันยายน 2569 ได้เสนอการเปลี่ยนแปลงหลายประการที่อาจส่งผลต่อทั้งแพทย์ ผู้ป่วย และระบบสาธารณสุขในภาพรวม
หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามองและมีความอ่อนไหวมากที่สุด คือ การเปลี่ยนระบบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือ “ใบ ว.” จากใบอนุญาตที่มีผลตลอดชีวิต ไปสู่ระบบที่ต้องต่ออายุทุก 5 ปี ควบคู่กับหลักเกณฑ์ด้านการศึกษาต่อเนื่อง ซึ่งไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงในเชิงธุรการ แต่เป็นการตั้งคำถามครั้งใหญ่ว่า ในโลกการแพทย์ที่ความรู้และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “การเป็นแพทย์ที่มีใบอนุญาต” ควรหมายถึงอะไร และรัฐควรออกแบบระบบอย่างไรเพื่อให้ความรู้ ความสามารถ และมาตรฐานวิชาชีพของแพทย์ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงนั้น
ทำไมต้องแก้ พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525
พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 บังคับใช้มานานกว่า 44 ปี จากยุคสมัยที่เทคโนโลยีการแพทย์ยังอยู่ในระบบเวชชะบันทึกกระดาษ สู่การรักษายังไร้ซึ่งระบบแพทย์ทางไกล Telemedicine หรือปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ Medical AI และโครงสร้างระบบสาธารณสุขยังไม่เผชิญกับสภาวะสังคมสูงวัยขั้นสุดยอด เช่นในปัจจุบัน
ความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ก้าวกระโดด ประกอบกับบริบทสังคมที่ประชาชนตื่นตัวในสิทธิผู้ป่วยและการคุ้มครองผู้บริโภค ทำให้กฎหมายฉบับเดิมอาจไม่สามารถตอบสนองต่อการคุ้มครองความปลอดภัยของสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ ในขณะเดียวกัน ก็นำมาซึ่งกระแสการยกร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อปฏิรูประบบวิชาชีพเวชกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ฉบับนี้ อยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นผ่าน ผ่านเว็บไซต์กลางทางกฎหมาย จะสิ้นสุดลงในวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569 ซึ่งประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดสำหรับการแก้ พ.ร.บ.นี้คือ ปรับเปลี่ยนการให้ใบประกอบวิชาชีพแพทย์ หรือ ใบ ว. จากตลอดชีวิต เป็นระบบต่ออายุทุก 5 ปี พ่วงเกณฑ์การศึกษาต่อเนื่อง
เหตุผลที่ต้องยกร่าง พ.ร.บ.เวชกรรม ฉบับใหม่
จากการประชาพิจารณ์และเอกสารประกอบการรับฟังความคิดเห็น สภาพปัญหาหลักของ พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 พบ 5 ประเด็นสำคัญที่ต้องปรับปรุงแก้ไข
1. ใบอนุญาตตลอดชีพที่ไร้การผูกโยงการพัฒนาความรู้
ตามกฎหมายเดิม ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเมื่อได้มาแล้วจะมีผลใช้ได้ “ตลอดชีพ” โดยไม่มีเงื่อนไขในการประเมินซ้ำ ส่งผลให้ไม่มีกลไกทางกฎหมายในการบังคับหรือยึดโยงให้ผู้ประกอบวิชาชีพต้องเข้าร่วมการศึกษาต่อเนื่องทางแพทย์ (Continuing Medical Education: CME) อย่างเป็นระบบ แพทย์ที่จบการศึกษาเมื่อ 30-40 ปีก่อนอาจไม่ได้ปรับปรุงองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้ยารุ่นใหม่ หรือมาตรฐานการรักษาที่เป็นสากล ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย (Patient Safety)
2. โครงสร้างและระบบบริหารขาดความยึดโยงและธรรมาภิบาล
องค์ประกอบของคณะกรรมการแพทยสภาเดิมมีความซับซ้อนและมีสัดส่วนที่ไม่ได้สะท้อนความต้องการของสมาชิกแพทย์ผู้อยู่ในภาคปฏิบัติอย่างแท้จริง รวมถึงโครงสร้างการบริหารที่ไม่มีการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของผู้นำองค์กรอย่างชัดเจน ทำให้ขาดการหมุนเวียนของบุคลากร และอาจนำไปสู่ปัญหาความต่อเนื่องและความเป็นธรรมในการบริหารจัดการองค์กรวิชาชีพ
3. กระบวนการทางจริยธรรมที่ล่าช้าและ “ช่องโหว่ลาออกหนีผิด”
กระบวนการสอบสวนข้อร้องเรียนทางจริยธรรมเดิมมีหลายขั้นตอน ซ้ำซ้อน และใช้เวลานานนับปี จุดสลบสำคัญคือ “ช่องว่างทางกฎหมาย” ที่เปิดโอกาสให้แพทย์ผู้ถูกกล่าวหา ยื่นใบลาออกจากสมาชิกภาพแพทยสภา หรือปล่อยให้ใบอนุญาตหมดสภาพ เพื่อให้แพทยสภา “สิ้นอำนาจในการพิจารณาทางจริยธรรม” ส่งผลให้ผู้เสียหายไม่ได้รับการเยียวยา และผู้กระทำผิดอาจไปแอบอ้างประกอบวิชาชีพในรูปแบบอื่นโดยไม่ได้รับโทษ
4. การขาดมาตรการป้องกันเชิงรุก (No Emergency Suspension Power)
ในกรณีที่เกิดเหตุสงสัยหรือมีพฤติการณ์ชัดเจนว่าแพทย์ท่านใดท่านหนึ่งมีอาการป่วยทางจิตอย่างแรง มีการติดสารเสพติด หรือมีพฤติกรรมเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตและร่างกายของผู้ป่วย แพทยสภาตามกฎหมายเดิม “ไม่มีอำนาจสั่งระงับการประกอบวิชาชีพเป็นการชั่วคราว” ในระหว่างรอผลการสอบสวน ทำได้เพียงรอให้กระบวนการสอบสวนทางจริยธรรมเสร็จสิ้น ซึ่งอาจสายเกินไปในการป้องกันความเสียหาย
5. อัตราโทษหมอเถื่อนและค่าธรรมเนียมที่ล้าสมัย
บทลงโทษสำหรับผู้แอบอ้างประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่มีใบอนุญาต (“หมอเถื่อน”) ตามกฎหมายเดิม มีอัตราโทษจำคุกและปรับที่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่สร้างแรงป้องปราม (Deterrence Effect) ต่อขบวนการเวชกรรมคลินิกปลอมหรือหมอกระเป๋า ขณะเดียวกัน อัตราค่าธรรมเนียมท้าย พ.ร.บ. ก็จัดเก็บในอัตราที่ต่ำเกินกว่าจะนำมารองรับการบริหารจัดการองค์กรในยุคดิจิทัล
เจาะลึกร่าง พ.ร.บ. ใหม่ 5 เสาหลักแห่งการปฏิรูป
ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ได้เสนอการแก้ไขใน 5 หมวดหมู่หลัก เพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมายและยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ ดังนี้
1. ด้านใบอนุญาตและการต่ออายุ (มาตรา 8, 13, 21, 30)
- ใบอนุญาตมีอายุ 5 ปี เปลี่ยนจากระบบตลอดชีพเป็นใบอนุญาตที่มีอายุ 5 ปีนับแต่วันที่ออก โดยการต่ออายุต้องเป็นไปตาม เกณฑ์การศึกษาต่อเนื่อง (CME)
- กรอบเวลาและผลของการไม่ต่ออายุ กำหนดให้ยื่นคำขอต่ออายุได้ภายใน 90 วันก่อนใบอนุญาตหมดอายุ หากพ้นกำหนด ใบอนุญาตจะ สิ้นสุดลงทันที และห้ามประกอบวิชาชีพจนกว่าจะดำเนินการต่ออายุเรียบร้อย การไม่ต่ออายุตามกำหนดยังส่งผลให้ สมาชิกภาพแพทยสภาสิ้นสุดลง อีกด้วย
- การออกข้อบังคับรองรับ ให้อำนาจแพทยสภาในการออกข้อบังคับกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียน การต่ออายุ และการเก็บหน่วยกิต CME
2. ด้านโครงสร้าง ธรรมาภิบาล และค่าธรรมเนียม (มาตรา 5, 14, 15, 18)
- ปรับลดและเพิ่มความยึดโยงของคณะกรรมการ (มาตรา 14) กำหนดให้มีคณะกรรมการแพทยสภาจำนวน 50 คน แบ่งเป็น
- กรรมการโดยตำแหน่ง 20 คน (เช่น ผู้บริหารจากกระทรวงสาธารณสุข คณบดีคณะแพทยศาสตร์)
- กรรมการจากการเลือกตั้งโดยสมาชิก 30 คน (เพื่อเพิ่มสัดส่วนตัวแทนที่มาจากเสียงของแพทย์ทั่วประเทศ)
- โครงสร้างผู้บริหารและวาระการดำรงตำแหน่ง (มาตรา 15, 18)
- ให้นายกแพทยสภาเป็นผู้เลือกเลขาธิการ เหรัญญิก และรองเลขาธิการ (ไม่เกิน 4 คน)
- กำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง คราวละ 4 ปี
- นายกแพทยสภา เลขาธิการ และเหรัญญิก ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน เพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจ
- ปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียม (มาตรา 5 และท้าย พ.ร.บ.)
- ค่าขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต: ฉบับละ 5,000 บาท
- ค่าต่ออายุใบอนุญาต: ฉบับละ 4,000 บาท (คิดเฉลี่ยปีละ 800 บาท)
3. ด้านการกำกับดูแลและการคุ้มครองความปลอดภัย (มาตรา 8(7), 11)
- อำนาจสั่งระงับการประกอบวิชาชีพเป็นการชั่วคราว (มาตรา 8(7)): เพิ่มอำนาจแพทยสภาในการสั่งระงับการประกอบวิชาชีพชั่วคราวทันที หากพบกรณีที่ผู้ประกอบวิชาชีพอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อประชาชน โดยไม่ต้องรอผลกระบวนการพิจารณาจริยธรรมเต็มรูปแบบ
- ยกระดับคุณสมบัติสมาชิก (มาตรา 11): เพิ่มเงื่อนไขว่าต้องผ่านการประเมินและรับรองความรู้ความสามารถ และ ต้องไม่อยู่ระหว่างถูกกล่าวหาหรือกล่าวโทษทางจริยธรรมที่ยังไม่ถึงที่สุด
4. ด้านกระบวนการพิจารณาจริยธรรม (มาตรา 11, 13, 32, 33, 36, 37, 39)
- ปรับเป็นระบบไต่สวน (Inquisitorial System) ปรับกระบวนการสอบสวนจากระบบกล่าวหาเดิมมาเป็นระบบไต่สวนโดยคณะอนุกรรมการสอบสวน เพื่อให้แสวงหาข้อเท็จจริงได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม
- อุดช่องโหว่ “ลาออกหนีผิด” กำหนดชัดเจนว่า ผู้อยู่ระหว่างถูกพิจารณาจริยธรรมไม่สามารถพ้นจากสมาชิกภาพโดยการลาออกได้ และหากใบอนุญาตสิ้นสุดลงหรือพ้นจากสมาชิกภาพด้วยเหตุอื่น ก็ ไม่ทำให้คณะกรรมการแพทยสภาสิ้นอำนาจในการพิจารณาและลงโทษ
- อายุความและการถอนเรื่อง กำหนดอายุความร้องเรียนภายใน 1 ปีนับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำผิด แต่ไม่เกิน 3 ปีนับแต่วันประพฤติผิด ส่วนการถอนเรื่องร้องเรียนจะทำได้ต่อเมื่อคณะกรรมการแพทยสภามีมติเห็นชอบเท่านั้น
- สถานโทษ 5 ระดับ (มาตรา 39)
- ยกข้อกล่าวหา
- ว่ากล่าวตักเตือน
- ภาคทัณฑ์
- พักใช้ใบอนุญาต (ไม่เกิน 2 ปี)
- เพิกถอนใบอนุญาต (กำหนดให้คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการเป็นที่สุดในชั้นปกครอง)
5. ด้านบทกำหนดโทษและบทเฉพาะกาล (มาตรา 26, 27, 43, ร่างมาตรา 23-26)
- เพิ่มโทษหมอเถื่อน (มาตรา 43) ผู้ที่ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (จากเดิมจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท)
- คุ้มครองคำเรียกชื่อตำแหน่ง (มาตรา 27) สงวนสิทธิ์การใช้คำว่า “แพทย์”, “นายแพทย์”, “แพทย์หญิง”, อักษรย่อ นพ./พญ. หรือวุฒิทางแพทยศาสตร์ ไว้เฉพาะผู้ที่ขึ้นทะเบียนกับแพทยสภาเท่านั้น
- บทเฉพาะกาลคุ้มครองแพทย์เดิม (ร่างมาตรา 26 – Grandfather Clause) กำหนดให้ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ออกตาม พ.ร.บ. ๒๕๒๕ ซึ่งยังมีผลใช้อยู่ก่อนวันที่กฎหมายใหม่บังคับใช้ ให้ยังคงใช้ได้ต่อไปตลอดไป (รักษาสิทธิใบอนุญาตตลอดชีพเดิม)
เปิด 2 แนวคิดปม “ใบอนุญาตตลอดชีพ”
นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา เปิดแนวคิดการจัดทำร่าง พ.ร.บ.แพทยสภาฉบับใหม่ โดยระบุว่า แพทยสภายึดแนวทางจากกฎหมายวิชาชีพที่ออกภายหลัง ได้แก่ พ.ร.บ.วิชาชีพเภสัชกรรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 และ พ.ร.บ.วิชาชีพทันตกรรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 ซึ่งเป็นการคงสิทธิของผู้ถือใบอนุญาตเดิม ขณะที่ผู้ได้รับใบอนุญาตภายหลังจากกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ จะเข้าสู่ระบบการต่ออายุใบอนุญาต เช่นเดียวกับหลักการของใบขับขี่
นพ.อิทธพร ระบุว่า ในอดีต พ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2540 เลือกนำผู้ถือใบอนุญาตเดิมเข้าสู่ระบบต่ออายุด้วย แต่กฎหมายวิชาชีพที่ออกภายหลังเปลี่ยนมาใช้แนวทางคงสิทธิเดิม ดังนั้น ร่าง พ.ร.บ.แพทยสภาฉบับใหม่จึงเสนอให้แพทย์ที่มีใบอนุญาตอยู่ก่อนกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ ยังคงใช้ใบอนุญาตเดิมต่อไป ส่วนแพทย์ที่ได้รับใบอนุญาตใหม่หลังจากนั้น จะเข้าสู่ระบบต่ออายุ
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ในระบบใบอนุญาตเดิมหรือระบบใหม่ จะต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานวิชาชีพเดียวกัน โดยแพทยสภาจะส่งเสริมให้แพทย์ทุกช่วงวัยพัฒนาความรู้และทักษะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แพทย์มีความรู้ทันสมัยและได้มาตรฐาน รวมถึงสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับประชาชน
ขณะที่ ทีมสมัชชาแพทย์ปฏิรูป ซึ่งนำเสนอโดย นพ.นราพงศ์ ธีรอัครวิภาส ผู้สมัครแพทยสภาทีมหมายเลข 9 แสดงจุดยืนชัดเจนว่า ต้องการ “รักษาใบอนุญาตตลอดชีพ” (Lifetime License) สำหรับแพทย์ทุกรุ่น โดยไม่เห็นด้วยกับการนำระบบต่ออายุใบอนุญาตมาใช้เป็นกลไกบังคับให้แพทย์พัฒนาความรู้
ทีมสมัชชาแพทย์ปฏิรูประบุว่า Lifetime License ไม่ได้หมายความว่าแพทย์ไม่ต้องพัฒนาความรู้ แต่เห็นว่าการทำให้แพทย์มีความรู้ทันสมัยสามารถใช้ระบบพัฒนาวิชาชีพที่เชื่อมโยงกับการทำงานจริง โดยเสนอ 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ Professional Portfolio ระบบบันทึกพัฒนาการและกิจกรรมทางวิชาชีพอย่างเป็นระบบ, Targeted CME หรือแนวคิด “ผิดตรงไหน แก้ตรงนั้น” เพื่อให้แพทย์ได้รับการพัฒนาความรู้ตรงกับประเด็นที่จำเป็น และ CME-Based Ethical Review ที่เชื่อมโยงกระบวนการพิจารณาด้านจริยธรรมเข้ากับการเรียนรู้และแก้ไขข้อบกพร่อง
ทีมปฏิรูปมองว่า การเรียนรู้ของแพทย์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากการนั่งฟังบรรยายหรือสะสมชั่วโมง CME แต่เกิดจากการทำงานจริง การดูแลผู้ป่วยเป็นทีม การเรียนรู้จากรุ่นพี่และระบบ Mentorship การประชุม Case Conference และ M&M Conference ตลอดจนการทบทวนข้อผิดพลาด ภาวะแทรกซ้อน และติดตามแนวทางการรักษาใหม่อย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น จุดต่างสำคัญของสองแนวคิดจึงอยู่ที่ “ระบบใบอนุญาต” โดยฝ่ายบริหารแพทยสภาเสนอแนวทางคงใบอนุญาตเดิมของแพทย์ที่มีอยู่ และให้ใบอนุญาตที่ออกใหม่เข้าสู่ระบบต่ออายุ ขณะที่ทีมสมัชชาแพทย์ปฏิรูปยืนยันให้แพทย์ทุกรุ่นถือ Lifetime License แต่ใช้ระบบพัฒนาวิชาชีพแบบมุ่งเป้าแทนการต่ออายุใบอนุญาต
| ประเด็น | ฝ่ายบริหารแพทยสภาปัจจุบัน
(นพ.อิทธพร บุญประครอง) |
ทีมสมัชชาแพทย์ปฏิรูป
(นพ.นราพงศ์ ธีรอัครวิภาส) |
| แนวคิด | Grandfather Clause Model | Lifetime License + Targeted CME |
| ใบอนุญาตเดิม | ตลอดชีพ | ตลอดชีพ |
| ใบอนุญาตใหม่ | ต่ออายุทุก 5 ปี | ตลอดชีพ |
| ระบบต่ออายุ | ใช้ระบบต่ออายุ 5 ปีสำหรับใบอนุญาตใหม่ | ไม่ใช้ระบบต่ออายุบังคับ แต่ใช้ Portfolio |
| การพัฒนาความรู้ | อ้างอิงโมเดลเภสัชกร/ทันตแพทย์ | เน้น “ผิดตรงไหน แก้ตรงนั้น” หรือ Targeted CME |
การแก้ไขพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 เป็นวิวัฒนาการทางกฎหมายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในโลกการแพทย์ยุคดิจิทัล สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับใหม่ในการยกระดับโทษหมอเถื่อน การปรับกระบวนการจริยธรรมเป็นระบบไต่สวน และการอุดช่องโหว่การลาออกหนีผิด ถือเป็นก้าวสำคัญในการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค
อย่างไรก็ดี ข้อถกเถียงในเรื่อง “ใบอนุญาต 5 ปี + CME” กับ “ใบอนุญาตตลอดชีพ + Targeted CME” สะท้อนถึงความห่วงใยของคนในวิชาชีพต่อภาระการทำงานและอนาคตของระบบสาธารณสุข ซึ่งจำเป็นต้องมีกฎหมายที่การันตีความปลอดภัยของผู้ป่วยได้ ขณะเดียวกันก็มีระบบการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่เอื้ออำนวย และไม่สร้างภาระซ้ำซ้อนแก่แพทย์ผู้ปฏิบัติงานด่านหน้าทั่วประเทศ.
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




