สถิติเด็กเล็กในโรงเรียนที่เพิ่มขึ้นในกรุงเทพมหานคร อาจจะสวนทางกับกระแสทั่วไปในสังคมที่เป็นอยู่จากสังคมสูงวัยและเด็กเกิดน้อย ทำให้เด็กเข้าโรงเรียนลดลง หรือโรงเรียนหลายพื้นที่ต้องปิดตัวลงไป แต่สำหรับในกรุงเทพมหานคร “เด็กในกรุงเทพฯ ไม่เคยลดลง”
ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวกับ Policy Watch ว่าตัวเลขของเด็กเล็กที่เพิ่มขึ้นในโรงเรียนก็มาจากการที่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ผลักดันนโยบายด้านการศึกษาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำให้เด็กเข้าระบบได้เร็วขึ้น หรือ ทำให้การเรียนการสอนดีขึ้น
นับแต่ กทม. อนุมัติข้อบัญญัติใหม่อนุญาติให้โรงเรียนอนุบาลสามารถรับเด็กได้ตั้งแต่อายุ 3 ขวบขึ้นไป จากแต่ก่อนรับต่ำสุดที่ 4 ขวบ ส่งผลให้มีจำนวนเด็กเล็กในโรงเรียนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และในปี 2569 กทม. คาดว่าจะขยายการรับเด็กอายุ 3 ขวบ ให้ได้ในทุก 429 โรงเรียนในสังกัด กทม. ที่มีอนุบาล และจะช่วยให้เพิ่มเด็กเข้าไปในระบบได้มากถึง 2 หมื่นกว่าคน

ภาพรวมเด็กเล็กใน กรุงเทพฯ
“ผมเชื่อว่า กทม. ยังไง โรงเรียนก็จะมีคน ตราบใดที่ยังเป็นเมืองเศรษฐกิจ” ศานนท์ กล่าว พร้อมอธิบายว่าจริงๆ แล้ว เด็กโรงเรียนสังกัด กทม. ไม่เคยลดลงเลย เมื่อกรุงเทพฯ มีงาน ก็จะดึงดูดคนเข้ามาทำงาน ซึ่งแรงงานส่วนใหญ่ไหลมาจากต่างจังหวัด พอย้ายเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ที่มีค่าครองชีพสูง โรงเรียนจึงเป็นที่พึ่ง
ในภาพรวมเด็กไทยเกิดน้อยลงอย่างชัดเจน ตอนนี้มีเด็กเกิดประมาณปีละ 4-5 หมื่นคนต่อปี ทำให้มีเด็กอายุระหว่าง 0-6 ขวบประมาณ 3 แสนคน ศานนท์ พูดอย่างหนักแน่นว่า “การที่เด็กเกิดน้อยลงมันมีเหตุผลของมัน” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าครองชีพที่สูง หรือ การที่ต้องดูแลลูกในสภาพแวดล้อมการเมืองที่ยาก ฉะนั้นแล้วสิ่งที่ภาครัฐหรือท้องถิ่นทำได้ คือ ทำอย่างไรให้การเลี้ยงลูกเล็กมีต้นทุนน้อยที่สุด
ปี 2567 มีเด็กเล็กเพียง 1 ใน 3 ที่อยู่ในระบบการศึกษา จึงเป็นที่มาของนโยบายของ กทม. ในปี 2568 ว่า ทำอย่างไรให้เด็กอยู่ในการศึกษามากขึ้น หรือทำอย่างไรให้เด็กเล็กเข้าระบบเร็วขึ้นนั้นเอง ศานนท์ ย้ำ ถ้าเด็กไม่ได้รับการดูแลที่มีคุณภาพ เราจะสูญเสียศักยภาพไปหมด โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีแรก
ในส่วนของศูนย์เด็กเล็ก ศานนท์ เล่าว่า ตอนนี้เริ่มเข้ามาทำหน้าที่นี้ มีศูนย์เด็กอยู่ที่ประมาณ 280 แห่ง แต่ปัจจุบันลดลงเหลือประมาณ 250 แห่ง เพราะว่าเด็กเกิดน้อยลง บางชุมชนเริ่มไม่มีศูนย์เด็กเล็กแล้ว แต่ปัญหาคือ มีเด็กที่อยู่ในช่วงวัยเตรียมอนุบาลและครอบครัวทำงานหาเช้ากินค่ำ บางคนทำงาน 6 วัน หรือบางคนไม่มีเวลาไปรับลูก เพราะฉะนั้นจริงๆ ต้องมีที่รับเลี้ยงและศูนย์เด็กเล็กทำหน้าที่นั้น
ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของ 2 นโยบายของ กทม. คือ ทำอย่างไรให้เด็กอยู่ในระบบได้ “เร็วขึ้น” และ ทำอย่างไรให้การเรียนหรือการเลี้ยงดู “ดีขึ้น”
ทำไมเด็กเล็กอยู่นอกระบบจำนวนมาก?
เมื่อพูดถึงว่าทำไมถึงมีเด็กเล็กอยู่นอกระบบเยอะ ศานนท์ อธิบาย ปัญหาแรก เพราะปฐมวัยไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ พอไม่ใช่ภาคบังคับจึงทำให้เด็กจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ สอง การส่งลูกเข้าศูนย์เด็กเล็กเป็นต้นทุนที่สูง ศูนย์เด็กเล็กเอกชนที่มีคุณภาพสูงก็มากับราคาที่แพง หรือศูนย์เด็กเล็กในชุมชนเองก็มีการเก็บค่าใช้จ่าย ฉะนั้นแล้วจึงคิดว่าโรงเรียนคือคำตอบ
ศานนท์ เล่าว่า โรงเรียนอนุบาลที่อยู่ในสังกัด กทม. คือสังกัดที่มีจำนวนเด็กปฐมวัยจำนวนเยอะที่สุด ดูแลเด็กประมาณ 50,000 คนจากทั้งหมด 200,000 คน เพราะโรงเรียนสังกัด กทม. เป็นที่เพิ่งและช่วยลดภาระผู้ปกครองได้ดี เนื่องจากฟรีค่าอาหาร มีบริการตรวจสุขภาพ และมีการสอนที่ครอบคลุมถึงพ่อแม่อีกด้วย ฉะนั้นแล้วถ้าเราทำโรงเรียนอนุบาลกทม. ได้ดี จะสามารถช่วยลดภาระผู้ปกครองได้
เด็กควรอยู่ในระบบ “เร็วขึ้น”
หนึ่งในนโยบายด้านการศึกษาของ กทม. คือ ทำยังไงให้เด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาได้เร็วขึ้น เพื่อแก้ปัญหาที่มีเด็กเล็กอยู่นอกระบบเยอะ กทม. ขยายอายุการรับเด็กเข้าโรงเรียนอนุบาล แต่ก่อนโรงเรียนอนุบาลจะเปิดรับตั้งแต่อนุบาล 2 หรืออายุ 4 ขวบขึ้นไป ตอนนี้โรงเรียนอนุบาลของ กทม. เปิดรับตั้งแต่อนุบาล 1 หรือเด็กที่มีอายุ 3 ขวบขึ้นไปแล้ว ส่งผลให้ปี 2569 มีเด็กเล็กเข้าสู่ระบบมากขึ้นและเข้าได้เร็วขึ้น
ส่วนตัวเลขของเด็กเล็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบ เหลือประมาณ 1 ใน 4 เท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้ว กลุ่มนี้เป็นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ขวบเสียส่วนใหญ่ เนื่องจากอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กฏหมายอนุญาติ ทั้งนี้ทั้งนั้น โรงเรียนก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของอายุและระยะทางที่ไกลอยู่ ศูนย์เด็กเล็กจึงเข้ามาช่วยแบกรับภาระตรงนี้ได้
ปัจจุบัน ศูนย์เด็กเล็กสามารถรับเด็กได้ตั้งแต่สองขวบขึ้นไปด้วยข้อกฎหมายที่กำหนดไว้ แต่ในความเป็นจริง การลาคลอดสามารถทำได้แค่ 4 เดือนจากกฎหมายใหม่ที่ออกมา ตรงนี้ทำให้เกิดช่องว่างอายุระหว่าง 0-2 ขวบ ในเรื่องภาระการเลี้ยงดู ศานนท์ มองว่า ศูนย์เด็กเล็กเป็นที่พึ่งตรงนี้ได้และตั้งใจจะขยายอายุ จึงเป็นที่มาของการขับเคลื่อนข้อบัญญัติใหม่ เพื่อแก้ไขตัวอายุให้สามารถขยายการรับเลี้ยงดูได้เร็วขึ้น ซึ่งตอนนี้ขั้นตอนอยู่ในสภาของ กทม. แล้ว
สรุปได้ว่า ตอนนี้เด็กเล็กอายุระหว่าง 2-3 ขวบ มีตัวเลือกเป็นศูนย์เด็กเล็กในการฝากเลี้ยงดู และหลังจากนั้นจะสามารถเลือกได้ว่าจะย้ายเข้าโรงเรียนอนุบาล หรือจะอยู่ศูนย์เด็กเล็กต่อเพราะศูนย์เด็กเล็กรับเด็กได้ถึงอายุ 6 ขวบ ส่วนโรงเรียนสังกัด กทม. จากแต่ก่อนที่รับเด็กที่อายุ 4 ขวบขึ้นไป ตอนนี้รับได้ตั้งแต่อายุ 3 ขวบแล้ว ทำให้ตอนนี้ช่องว่างคือช่วง 0-2 ปี ซึ่งทาง กทม. วางแผนว่าจะขยายไปที่ศูนย์เด็กเล็ก
การพยายามปรับเกณฑ์อายุซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ว่าเป็นโรงเรียนหรือศูนย์เด็กเล็ก เป็นเรื่องของการช่วยให้เด็กเข้าสู่ระบบได้ “เร็วขึ้น”
ศูนย์เด็กเล็ก กทม. จัดทำแผนการสอนกลาง
อย่างแรกต้องทำความเข้าใจว่า ศูนย์เด็กเล็กเป็นระบบกระจายอำนาจ วิธีการคือให้ชุมชนเป็นผู้ดูแล เพราะเชื่อว่าเวลามีชุมชนดูแลลูกหลานจะได้รับความอบอุ่น จึงไม่ได้มองว่าคนที่ดูแลต้องเป็นครู คนที่ทำงานในศูนย์เด็กเล็กก็เป็นอาสา อาจจะเป็นคนในชุมชน เช่น ยาย ไม่ใช่ครูที่เรียนจบเอกปฐมวัยมาโดยตรง ระบบศูนย์เด็กเล็กจะมองเรื่องของความสัมพันธ์ ความอบอุ่น เหมือนไปฝากบ้านตาบ้านยายมากกว่า ฉะนั้นรากของการออกแบบสองระบบจึงไม่เหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม ศานนท์ พบว่า ศูนย์เด็กเล็กใน กทม. มีมาตรฐานที่ไม่เท่ากัน บางศูนย์เด็กเล็กทำได้ดี แต่บางศูนย์เหมือนให้เด็กมานอนอย่างเดียว ฉะนั้นแล้วเขาขาดพื้นที่ที่มันเป็น knowledge หรือแผนการสอนให้เขาใช้ จริงๆ แล้ว มีมาตรฐานชาติที่มาจากกระทรวงอยู่ แต่ปัญหาคือ พวกนั้นมีความเป็นวิชาการมากเกินไป แต่คนพวกนี้คือ คุณป้า คุณยาย ไม่มีความถนัดในการอ่านวิชาการ จึงเป็นที่มาของการสร้างแผนการสอนกลาง
สิ่งที่ กทม. ทำคือให้ศูนย์ต่างๆ 12 ศูนย์ มารวมตัวกันทั้งที่เก่งหรือไม่เก่ง ให้เขียนแผนแบบบ้านๆ ให้ศูนย์เก่งมาสอนศูนย์เด็กเล็กๆ จนตอนนี้มีแผนการสอนกลางออกมาแล้ว มีความละเอียดและใช้ภาษาบ้านๆ และยังมีการจัดอบรมด้วย ตอนนี้มีประมาณ 10-20 แผนการสอน และมีแผนเฉพาะ เช่น อิสราม พุทธ หรือ Montessori ที่สามารถเลือกใช้ได้ ศานนท์ อธิบายว่า หัวใจของแผนการสอนคือสิ่งที่จะทำรายชั่วโมง เช่น วันนี้มาแล้วทำอะไร ชั่วโมงนี้เล่นอะไร สัปดาห์นี้จะใช้สื่ออะไร จัดห้องอย่างไร เด็กจะเรียนรู้อะไร
การสร้างแผนการสอนกลางขึ้นมาสำหรับศูนย์เด็กเล็กก็เพื่อตอบโจทย์ในเรื่องของนโยบาย การทำให้ “ดีขึ้น”
ศูนย์เด็กเล็กมีความจำเป็นไหม?
ทั้งนี้ทั้งนั้น ศานนท์ ไม่ปฏิเสธที่มีคนจำนวนหนึ่งที่มีแนวคิดว่าศูนย์เด็กเล็กมีมาตรฐานที่ต่ำ แต่ ศานนท์ มองว่า ศูนย์เด็กเล็กสำคัญ เพราะมันใกล้ที่สุด หัวใจของเด็กเล็กเป็นเรื่องของความรัก ความสัมพันธ์ มากกว่าความรู้เชิงโรงเรียนหรือครู ฉะนั้นแล้ว ถ้าคนที่ดูแลศูนย์เด็กเล็กมีเรื่องข้อมูลความรู้มาเสริม อาจจะเป็นการเติบโตที่ effective หรือเกิดผลมากกว่าก็ได้ เพราะบางทีคุณครูต้องดูแลเด็กจำนวนเยอะ ซึ่งมีโอกาสที่จะหลุด
นอกจากนี้ในอนาคตเด็กเติบโตไปเขาจะรู้สึกผูกพันกับชุมชน เป็นการส่งเสริมความเข้มแข็งให้ชุมชนในอนาคต เพราะฉะนั้นโจทย์คือ ทำยังไงให้คนดูแลมีความรู้ ซึ่งตอนนี้ก็มีแผนต้นแบบแล้ว และมีการอบรมณ์ทุกปี อีกหนึ่งกลไกที่ทำคือมีศูนย์ต้นแบบเพื่อให้มีการแข่งขัน ศานนท์ เล่าว่า ถ้ามีศูนย์ต้นแบบ หลายๆศูนย์ก็อยากจะพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น
ในฝั่งของ กทม. มีหน้าที่ช่วยเหลือเรื่องของงบประมาณ ปัจจุบัน กทม. ทำเรื่องเพิ่มงบประมาณอาหารและวัสดุแล้ว แต่ก่อนมีการให้งบประมาณค่าวัสดุแค่ 100 บาท ต่อหัว/ต่อปี ซึ่งน้อยมาก ซึ่งตอนนี้มีการเพิ่มขึ้นเป็น 600 บาท แล้ว ศานนท์ ชี้ สิ่งที่สำคัญสำหรับระบบกระจายอำนาจ คือการ balance หรือหาสมดุลระหว่างการควบคุมและการปล่อยให้มีการจัดการตัวเอง
โรงเรียนต้องเสริมด้านอารมณ์และจิตใจ
ถึงแม้ฝั่งโรงเรียนจะมีแผนการสอนที่พร้อมเพียงและได้มาตรฐานกว่า แต่โรงเรียนอนุบาลก็เจอความท้าทายอีกแบบ แนวทางที่ผ่านมาของโรงเรียนอนุบาลจะเน้นไปที่สอนให้เด็กอ่านเขียนได้ ซึ่งเรื่องนี้ยังคงเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ต้องมีการยกระดับในด้านอื่น เช่น เรื่องจิตใจ เรื่องอารมณ์ สังคม และกาย ศานนท์ มอง เด็กควรจะเติบโตและมีสมรรถนะครบสมวัย ไม่ใช่แค่อ่านและเขียนอย่างเดียว บางโรงเรียนเร่งให้เด็กเริ่มเขียนเร็วเกินปและการเร่งอาจจะไปลดทอนสิ่งอื่นๆ ที่เด็กควรได้รับ
ศานนท์ อธิบายว่า เด็กควรมี Executive Function หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า EF คือการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า และควรมีการเน้นเรื่องของ Self หรือการจัดการตัวเองได้มากขึ้น ซึ่งตรงนี้ต้องมีการเข้าไปเปลี่ยนแผนการสอนระดับนึง จากเดิมที่เร่ง ต้องทำให้สนุกขึ้นและเน้นเรื่องความเข้าใจ
ศานนท์ ยกตัวอย่างว่าเคยจัดอบรมณ์และให้ครูออกแบบการสอน ครูออกแบบวิธีการเล่นโดยการให้เล่นเก้าอี้ดนตรี แต่เก้าอี้ดนตรีเป็นการเล่นที่ประหลาด เป็นการสอนให้เด็กแข่งกัน แย่งกัน ต้องเห็นแก่ตัว ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่คุณภาพที่ดีที่เด็กเล็กจะมาแย่งแข่งขันในวัยนี้ ศานนท์ สะท้อน รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้อาจไม่ถูกสะท้อนออกมาหากไม่ได้จัดอบรมหรือชวนครูกลับมาคิด ฉะนั้นแล้วในส่วนของหลักสูตรและแผนการสอน มีความพยายามผลักดันการทำให้มีความเป็น Play-based มากขึ้น และให้มีสมรรถนะครบด้าน
นอกจากนี้มีการจัดอนุบาลต้นแบบ 7 ที่ ตามโซนต่างๆ ซึ่งเริ่มทำตั้งแต่เรื่องกายภาพ เช่น พื้นที่ต่างๆ ที่เด็กใช้ ห้องเรียนเด็กก็มีการเพิ่มห้องน้ำในตัวเพราะจริงๆ เด็กเล็กยังดูแลตัวเองไม่ได้ มีการทำห้องปลอดฝุ่น มีสื่อการเล่นที่เหมาะสมเพราะห้องเรียนสำหรับเด็กไม่จำเป็นต้องมีจอเยอะ และนี่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่จะทำให้หลักสูตรและแผนการเรียน “ดีขึ้น”
พ่อแม่ ผู้ปกครอง คือ ตัวแปรสำคัญ
อีกส่วนที่สำคัญของปฐมวัยคือผู้ปกครอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยพูดถึงกันเท่าไหร่ เด็กอยู่โรงเรียนครึ่งวัน และอีกครึ่งหนึ่งที่เด็กอยู่ด้วยคือพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง ศานนท์ ชี้ หากโรงเรียนมีการเปลี่ยนแปลง แต่กลับไปบ้านและมีวิถีเหมือนเดิม ให้ดูทีวี ให้กินมาม่า การพัฒนาก็ไม่เกิด
ตอนนี้มีโครงการชื่อ Triple-P หรือ Pre-school Parenting Program ให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วม ซึ่งโรงเรียนก็อาจจะบอกว่ามีการทำส่วนร่วมกับผู้ปกครองอยู่แล้ว แต่ โครงการนี้มีการออกแบบโครงการที่ให้ผู้ปกครองต้องมาโรงเรียน 4 สัปดาห์ โดยแต่ละครั้งจะห่างกันสองสัปดาห์ถึงหนึ่งเดือน แต่ละครั้งจะมีการบ้านกลับไปให้ทำ
ข้อดีคือ ผู้ปกครองจะได้เข้าใจทิศทางต่างๆ ของโรงเรียน เช่น ทำไมถึงอยากให้มาโรงเรียน 7 โมงเช้า ทำไมอยากให้มารับกลับบ้านภายในเวลากี่โมงเพื่อที่เมื่อเขากลับบ้านไปจะได้อ่านหนังสือนิทาน เป็นต้น
ศานนท์ ชี้ กระบวนการนี้ทำให้เกิดสองอย่าง หนึ่ง มาสร้างข้อตกลงด้วยกัน สอง เป็นการสอนจิตทวิทยาเชิงบวกให้ผู้ปกครอง อธิบายให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าเด็กสามารถซึมซับคำพูดต่างๆ ได้ ทุกคำพูดมีผลหมด และสอนให้ผู้ปกครองขอบคุณตัวเอง เป็นการสร้างความรู้สึกขอบคุณ (gratitude) ให้ตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญแต่ไม่คุ้นชินในบริบทสังคมไทย
การบ้านที่ให้ผู้ปกครองจะเป็น เช่น ให้กอดลูก แสดงความรัก หรือ อยู่กับลูกห้ามใช้จอ จริงๆ สิ่งเหล่านี้ฟังดูเป็นเรื่องพื้นฐานแต่เป็นรายละเอียดที่สำคัญมาก ศานนท์ ย้ำ “อนุบาลที่ดีต้องดึงพ่อแม่มามีส่วนร่วมให้มากที่สุด”
บุคลากรสำคัญที่ขาดแคลน ครูแนะแนว – นักจิตวิทยา
ในเรื่องของทรัพยากรและอนาคต ศานนท์ เล่าว่า แต่ก่อนครูที่ขาดมากที่สุดคือครูการศึกษาพิเศษ แต่ตอนนี้มีการเติมไปแล้ว 150 คน จึงช่วยได้เยอะ ตอนนี้ครูที่ขาดมากที่สุดคือครูแนะแนว ตัวเลขที่ขาดคือประมาณ 300 กว่าอัตราใน 400 กว่าโรงเรียน ซึ่งก็แปลได้ว่าแทบจะทุกโรงเรียนที่ไม่มีครูแนะแนว
ถึงจะมีครูที่เรียนจบเอกแนะแนวมาโดยตรง แต่ในความเป็นจริง เมื่อทรัพยากรครูด้านกลุ่มสาระอื่นๆ ขาด ครูแนะแนวที่เรียนจบวิชาโทกลุ่มสาระอื่นๆ ก็จะถูกดึงไป เพราะบริบทต่างๆ ที่เป็นอยู่ปัจจุบันทำให้ต้องจัดแจงทรัพยากรไปสนับสนุนกลุ่มสาระหลักอันดับแรก
นอกจากนี้ ศานนท์ ยังมองว่า ครูแนะแนวอย่างเดียวอาจจะไม่พอ ครูแนะแนวควรจะต้องเติมเรื่องของการดูแลจิตใจหรือจิตวิทยาด้วย เป็นการแนะแนวในแนวทางที่ลึกกว่าการพูดคุยแค่เรื่องของอาชีพ คิดว่าในโรงเรียนต้องทำอย่างนั้น
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




