ThaiPBS Logo

รัฐบาลก่อหนี้เพิ่ม 5.6 แสนล้านบาท ดันหนี้สาธารณะแตะ 61.29%

14 ก.พ. 256714:31 น.
รัฐบาลก่อหนี้เพิ่ม 5.6 แสนล้านบาท ดันหนี้สาธารณะแตะ 61.29%
  • แผนการก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาลเพิ่มขึ้น 5.6 แสนล้านบาท  ดันสัดส่วนหนี้สาธารณะแตะ 61.29%  ของจีดีพี (เพดานไม่เกิน 70%)
  • เพิ่มวงเงินกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณ เพื่อใช้ในงบปี 66 เนื่องจากความล่าช้าของงบปี 67
  • รัฐบาลมีการค้ำประกันเงินกู้ให้รัฐวิสาหกิจ พร้อมขยายวงเงินกู้ระยะสั้น และระยะยาว เพิ่มสภาพคล่องให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
รัฐบาลปรับปรุงแผนการก่อหนี้สาธารณะ เพิ่มขึ้นอีก 5.6 แสนล้านบาท ทำให้สัดส่วนหนี้สาธาณะของไทยจะอยู่ที่ 61.29% ของจีดีพี (GDP) โดยในแผนมีการเพิ่มวงเงินกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณ เป็นผลมาจากงบประมาณปี 67 ที่ล่าช้า ค้ำประกันเงินกู้ให้รัฐวิสาหกิจ รวมถึงขยายวงเงินกู้เสริมสภาพคล่อง กฟผ. และกองทุนน้ำมันฯ

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 13 ก.พ. 2567 ได้มีมติอนุมัติและรับทราบตามที่คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะเสนอ โดยปรับปรุงแผนการก่อหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ครั้งที่ 1 คือ

  • แผนการก่อหนี้ใหม่ เพิ่มขึ้น 560,276.10 ล้านบาท อยู่ที่ 754,710.63 ล้านบาท
  • แผนการบริหารหนี้เดิม เพิ่มขึ้น 387,758.52 ล้านบาท อยู่ที่ 2,008,893.74 ล้านบาท
  • แผนการชำระหนี้ เพิ่มขึ้น 9,075.07 ล้านบาท อยู่ที่ 399,613.70 ล้านบาาท

ทั้งนี้อนุมัติการบรรจุโครงการพัฒนา โครงการ และรายการเพิ่มเติมในการปรับปรุงแผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ครั้งที่ 1 จำนวน 56 โครงการ/รายการ รวมถึงอนุมัติให้การเคหะแห่งชาติ (กคช.) ซึ่งมีสัดส่วนความสามารถหารายได้เทียบกับภาระหนี้ของกิจการต่ำกว่า 1 เท่า สามารถกู้เงินและบริหารหนี้ภายใต้แผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567

ขณะเดียวกันรับทราบแผนความต้องการเงินกู้ระยะปานกลาง 5 ปี (2567-2571) และให้กระทรวงเจ้าสังกัดประสานงานกับรัฐวิสาหกิจที่เป็นหน่วยงานเจ้าของโครงการในกลุ่มโครงการที่ยังขาดความพร้อมในการดำเนินการ เพื่อเร่งรัดการดำเนินการและการลงทุนเพื่อเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ

นอกจากนี้ ครม.อนุมัติเงินกู้ของรัฐบาล เพื่อการก่อหนี้ใหม่ การกู้มา และการนำไปให้กู้ต่อการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และการค้ำประกันเงินกู้ให้กับรัฐวิสาหกิจ ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 มาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2541 และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนด

โดยให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะที่สอง พ.ศ. 2545 รวมทั้งขออนุมัติการกู้เงินของรัฐวิสาหกิจเพื่อลงทุนในโครงการพัฒนา และการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ภายใต้กรอบวงเงินของแผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ปรับปรุงครั้งที่ 1 และให้กระทรวงการคลัง เป็นผู้พิจารณากู้เงิน วิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่าง ๆ ของการกู้เงิน การค้ำประกันและการบริหารความเสี่ยงในแต่ละครั้งได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น ทั้งนี้ หากรัฐวิสาหกิจสามารถดำเนินการกู้เงินได้เองก็ให้สามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสมแ ละจำเป็นของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ

สำหรับรายละเอียดการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะฯ ของคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ

ปรับเพิ่มวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ซึ่งเป็นการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดงบดุลงบประมาณ ปีงบ 2566 ไปพลางก่อน จำนวน 424,000 ล้านบาท

ปรับเพิ่มวงเงินปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้รัฐบาล ที่ครบกำหนดในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568-2571 จำนวน 399,000 ล้านบาท

ปรับเพิ่มวงเงินกู้ระยะสั้น เพื่อเสริมสภาพคล่องในรูปแบบ Credit Line เพื่อต่ออายุเงินกู้ระยะสั้นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 30,000 ล้านบาท

ปรับเพิ่มวงเงินกู้ระยะยาว เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 20,000 ล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกสูงขึ้น และสิ้นสุดมาตรการปรับลดภาษีสรรพสามิตรน้ำมันดีเซล ส่งผลให้กองทุนต้องชดเชยมากขึ้น

นอกจากนี้ได้ปรับลดโครงการพัฒนา โครงการ และรายการเพิ่มเติมในการปรับปรุงแผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ตามแผนความต้องการเงินกู้ระยะปานกลาง 5 ปี (2567-2571) ลง 42 โครงการ

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ คาดการณ์ว่าระดับประมาณการหนี้สาธารณะคงค้างต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภายหลังการปรับปรุงแผนฯ จะอยู่ที่ร้อยละ 61.29 (กรอบไม่เกินร้อยละ 70) และมีรัฐวิสาหกิจ จำนวน 1 แห่ง ที่มี DSCR ต่ำกว่า 1 เท่า ที่ต้องเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี คือ การเคหะแห่งชาติซึ่งมี DSCR เท่ากับ 0.57 เท่า

 

 

นโยบายที่เกี่ยวข้อง

ลดค่าครองชีพ

“นโยบายเร่งด่วนถัดมา คือ การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน อันเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตและเศรษฐกิจ รัฐบาลจะสนับสนุนให้เกิดการบริหารจัดการราคาพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซหุงต้ม และค่าน้ำมันเชื้อเพลิงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในทันที" - คำแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา ในวันที่ 11 ก.ย. 2566

  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5

กระตุ้นการใช้จ่าย

การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มการใช้จ่ายเป็นนโยบายที่ได้รับความนิยมในช่วงไม่ 20 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย แม้ว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความสมเหตุสมผล ที่ผ่านมา รัฐบาลอาจกระตุ้นด้วยมาตรการ "ลดหย่อนภาษี" "แจกเงินเข้าบัญโดยตรง" หรือ ออกเงินให้บางส่วน เช่น "คนละครึ่ง"

  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5

นโยบายการคลัง (Fiscal Policy)

นโยบายการคลัง เป็นการดำเนินนโยบายของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นหรือชะลอการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยใช้เครื่องมือที่สำคัญของรัฐบาล คือ การใช้จ่ายของรัฐบาล (รายจ่าย) และการเก็บภาษี (รายได้) รวมถึงการก่อหนี้สาธารณะของรัฐบาล

  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5

ผู้เขียน: