พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 69 มีผลบังคับใช้วันที่ 24 ส.ค. 69 เพื่อนิรโทษกรรมคดีการเมืองช่วง 20 ปี ซึ่งจะส่งผลให้คดีนั้นยุติลง ไม่ต้องรับผิดบางกรณี และลบประวัติอาชญากรรม โดยไม่ถือว่าเคยกระทำผิดหรือต้องคำพิพากษามาก่อน
ผู้ที่มีแนวโน้มได้รับนิรโทษกรรมจากกฎหมายนี้ได้แก่ แกนนำ ผู้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง ผู้ที่แสดงออกทางการเมือง ในกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตั้งแต่ปี 2548 นปช. หรือกลุ่มคนเสื้อแดงช่วงปี 2552-53 กลุ่ม กปปส. ช่วงปี 2556-57 กลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหาร 57 และคำสั่ง คสช. ขบวนการเคลื่อนไหวรุ่นใหม่ช่วงปี 63-68 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยชี้ขาดของ “คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข”
องค์ประกอบ คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข
ตามกฎหมายเสริมสร้างสังคมสันติสุข มาตรา 4 และมาตรา 5 กำหนดให้มี “คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข” ซึ่ง ประกอบด้วย
- นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ
- ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นกรรมการ
- เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นกรรมการ
- ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 1 คนเป็นกรรมการ
- ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 1 คน เป็นกรรมการ
- ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย จำนวน 1 คน เป็นกรรมการ
- ผู้เชี่ยวชาญในองค์กรภาคประชาสังคมเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งและอำนวยความยุติธรรม
เป็นที่ประจักษ์ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอ จำนวน 1 คน เป็นกรรมการ - ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ
คณะกรรมการนี้มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดว่าบุคคลหรือการกระทำใดเข้าหลักเกณฑ์นิรโทษกรรมได้ตามกฎหมาย พร้อมทั้งออกระเบียบที่เกี่ยวข้อง รับเรื่องร้องขอ และจัดทำรายงานสรุปผลเสนอต่อรัฐสภา
คำวินิจฉัยของคณะกรรมการถือเป็นที่สุด และมีผลผูกพันหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง โดยกฎหมายกำหนดให้จัดประชุมครั้งแรกภายใน 30 วันนับแต่วันที่กฎหมายบังคับใช้ หรือภายในวันที่ 22 ก.ย. 69 และต้องดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน โดยขยายเวลาได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน
- อ่านเพิ่ม: พระราชบัญญัติเสริมสร้างสันติสุข 2569
ขั้นตอนต่อไปหลัง กฎหมายเสริมสังคมสันติสุข บังคับใช้
ทางด้าน ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข ได้กล่าวไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ว่าได้เตรียมทีมทนายความและตัวแทนจากทุกฝ่ายการเมือง
ทั้งฝั่งแกนนำและมวลชน เพื่อยื่นรายชื่อผู้ต้องคดีทางการเมืองเข้าสู่กระบวนการนิรโทษกรรม ซึ่งได้เตรียมการเจรจาพูดคุยตั้งแต่กฎหมายผ่านสภา และเข้าสู่ขั้นตอนทูลเกล้าฯ แล้ว
โดยตนได้ทำบัญชี รวบรวมรายชื่อบุคคลที่ถูกดำเนินคดีในกรอบระยะเวลา 20 ปีที่กฎหมายสร้างเสริมสันติสุขกำหนด ซึ่งพยายามที่จะไม่ให้มีคดีใด หรือบุคคลใดตกหล่น ซึ่งเชื่อว่าจะครอบคลุมผู้ต้องคดีไม่ต่ำกว่า 90% ในการยื่นรายชื่อต่อคณะกรรมการฯ รอบแรก
สำหรับความเคลื่อนไหวของกลุ่มอื่น ๆ ณัฐวุฒิ เปิดเผยว่า กลุ่มเยาวชนและมวลชนหลังรัฐประหาร 2557 คณะทนายสิทธิมนุษยชนได้ประชุมเตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว สำหรับกลุ่มพันธมิตรฯ และ กปปส. และแนวร่วม มีการรวบรวมข้อมูลพร้อมจะดำเนินการเช่นเดียวกัน
หลังจากนี้ จะมีการนัดหารือร่วมกันทั้ง 3 ฝ่าย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและตกลงแนวทางการทำงาน จากนั้นจะเข้าพบปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข
ณัฐวุฒิ คาดการณ์ว่า จะมีผู้ได้รับการนิรโทษกรรมทุกกลุ่มการเมืองไม่ต่ำกว่า 6,000 ราย เช่นแกนนำและแนวร่วมเสื้อแดงที่ยังถูกจำขัง เช่น นิสิต สินธุไพร, นพพร นามเชียงใต้ (เต้ มดแดง), ยศวริศ ชูกล่อม (เจ๋ง ดอกจิก) และ สุกเศก พลตื้อ จะได้รับอิสรภาพ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองไปต่างแดน ก็จะหมดพันธนาการ สามารถเดินทางกลับประเทศได้ตามประสงค์
พร้อมกันนี้ ณัฐวุฒิ ยังได้ประกาศถึง ขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่าง ๆ ที่เคยถูกดำเนินคดีจากมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ให้รีบติดต่อทนายความประจำคดีโดยด่วน เพื่อตรวจสอบว่ามีรายชื่อในบัญชีแล้วหรือไม่
คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข อีกองค์กรที่ต้องจับตา
อีกไม่กี่วันจะมีการเร่งดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยไม่เกินวันที่ 22 ก.ย. 69 ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่าจับตามองว่า กรรมการที่จะมาชี้ขาดร่วมกันว่าเหตุการณ์ใด บุคคลใด สมควรได้รับนิรโทษกรรมนั้น มีความยุติธรรมและชอบธรรมเพียงใด
ในมุมมองของ รศ.โคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะกรรมาธิการพิจารณากฎหมายนี้กล่าวว่า สำหรับกระบวนการคัดสรรคณะกรรมการเสริมสร้างสังคมสันติสุขควรทำอย่างไรให้เกิดความชอบธรรมนั้น ต้องอาศัยการปรึกษาหารือร่วมกันภายในรัฐสภาทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อคัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสม ปล่อยวาง และมีวิสัยทัศน์ก้าวข้ามความขัดแย้งเพื่อประโยชน์ระยะยาวของสังคม ขณะที่ประธานรัฐสภาและกระบวนการคัดเลือกต้องโปร่งใส ชัดเจน และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
หน้าที่ของคณะกรรมการไม่ใช่การตัดสินถูกผิดเหมือนกระบวนการศาล แต่เป็นการพิจารณาด้วยความกรุณา โดยยึดหลักการยกประโยชน์ให้ หากเข้าข่ายการต่อสู้ด้วยความสุจริตใจ ยกเว้นกรณีคดีร้ายแรงอย่างการซุ่มยิงหรือใช้ความรุนแรงที่มีหลักฐานชัดเจน พร้อมนำข้อมูลสถิติที่กรรมาธิการเคยศึกษาไว้มาประกอบการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อควบคุมการใช้ดุลยพินิจของคณะกรรมการ
สิ่งสำคัญที่สุดคือ การทำให้กระบวนการทั้งหมดมีความโปร่งใส เอกสารและการพิจารณาต้องเปิดเผยให้สาธารณชนเข้าถึงและสังเกตการณ์ได้เหมือนการประชุมสภา รวมถึงต้องมีกลไกตามกฎหมายที่เปิดช่องให้ประชาชนสามารถทักท้วงหรือขอให้รื้อถอนการพิจารณาได้ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ทุกฝ่ายยอมรับ โดยผู้มีบทบาทสำคัญอย่างประธานรัฐสภาและคณะกรรมการจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวข้ามความขัดแย้ง และมองผลประโยชน์ระยะยาวของการอยู่ร่วมกันในระบอบประชาธิปไตย
รศ.โคทม อารียา ย้ำถึงกระบวนการสร้างสันติในสังคมผ่าน การนิรโทษกรรมว่า ความปรองดองและการสร้างสันตินั้น เป็นกระบวนการที่ต้องค่อยเป็นค่อยไป
การนิรโทษกรรมไม่ได้ช่วยขจัดความขัดแย้งให้หมดไปในทันที แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อน คลายความกังวลใจ และปลดเปลื้องภาระทางคดีความรวมถึงการถูกอายัดทรัพย์สินของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา
ในส่วนของข้อถกเถียงเรื่องมาตรา 112 ซึ่งไม่ได้ถูกนับรวมในกฎหมายฉบับนี้ มีการวิเคราะห์ว่าเป็นประเด็นที่มีมุมมองแตกต่างกันสองขั้ว ฝ่ายหนึ่งมองว่าหากรวมมาตรานี้อาจกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งใหม่จากกลุ่มผู้มีความจงรักภักดี ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าควรได้รับการผ่อนปรนเพื่อคลี่คลายปัญหาอย่างแท้จริง
การนิรโทษกรรมไม่ได้หมายถึงการกวาดปัญหาซุกไว้ใต้พรมหรือลบล้างประวัติศาสตร์ แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้เกิดการหันหน้าเข้าหากันอีกครั้ง เพื่อลดแรงกดดันทางการเมืองไม่ให้ปะทุไปสู่ความรุนแรง
การเยียวยาต้องคู่กับนิโทษกรรม
นอกจากการค้นหาข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาเพื่อสร้างความยุติธรรมในการนิรโทษกรรมแล้ว รศ.โคทม ได้เพิ่มเติมอีกว่า ต้องควบคู่ไปกับการติดตามผลในอนาคตเพื่อพิจารณาการเยียวยาที่เหมาะสม เพื่อให้สังคมสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างสันติวิธี
เพราะการเยียวยาถือเป็นการช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมที่ไม่จำเป็นต้องผูกติดกับกฎหมายเสมอไป โดยสามารถใช้วิธีการติดตามผล (Follow-up) ภายหลังการนิรโทษกรรม และหากพบว่ามีกรณีที่สมควรได้รับการเยียวยาก็สามารถรวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอต่อภาครัฐให้ดำเนินการช่วยเหลือต่อไปได้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- ชนวนความขัดแย้ง จาก กม.สร้างเสริมสันติสุข
- จับตา “นิรโทษกรรม” ใน กมธ.กฎหมายสร้างเสริมสันติสุข
- สำรวจความต่าง 4 ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม




