วงจรแบบเดิม ๆ ในกระทรวงสาธารณสุขกำลังกลับมาอีกครั้ง หลังมีประเด็นการกลับมาของ “การเมือง” ในกระทรวง โดยมีข้อสังเกตจากเพจ “ชมรม Strong ต่อต้านการทุจริตประเทศไทย“ เปิดประเด็น เรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างหุ่นยนต์จัดยามูลค่าตั้งแต่ 10 ถึง 60 ล้านบาท ในโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป เช่น
- รพ.พระนารายณ์ จ.ลพบุรี 15 ล้านบาท
- รพ.ชัยนาทนเรนทร 60 ล้านบาท
- รพ.น่าน 10 ล้านบาท
- รพ.ปัว 10 ล้านบาท
- รพ.พระนครศรีอยุธยา 30 ล้านบาท
เนื่องจากมี “สายตรง” จากกระทรวงสาธารณสุขโทรศัพท์ไปชี้นำสเปก (TOR) ให้โรงพยาบาล โดยมีการเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณอย่างมีข้อสงสัย เช่น กรณี รพ.แม่สอด ที่ถูกอ้างว่าสเปกเดิม 30 ล้านบาท ขยับขึ้นเป็น 60 ล้านบาท โดยคุณลักษณะไม่ต่างจากเดิมมากนัก และการเสนอตัวของเอกชน ที่อ้างว่าจะมีงบประมาณจากผู้บริหารระดับสูงจัดสรรลงมาให้ ทั้งที่โรงพยาบาลยังไม่ได้ทำคำของบประมาณเพื่อจัดซื้อ
เพจยังยกกรณี โรงพยาบาลแม่สอด จ.ตาก ซึ่งเป็นโรงพยาบาลทั่วไปขนาด 365 เตียง โดยอ้างว่าเดิมโรงพยาบาลเตรียมงบประมาณไว้ประมาณ 30 ล้านบาท แต่ภายหลังมีการใช้คุณลักษณะเฉพาะ หรือ TOR ที่อ้างว่าเป็นสเปกจากผู้บริหารกระทรวง ทำให้กรอบงบประมาณเพิ่มเป็นประมาณ 60 ล้านบาท ทั้งที่รายละเอียดคุณลักษณะมีความใกล้เคียงกับ TOR ในวงเงิน 30 ล้านบาท พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เงื่อนไขดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการแต่งตั้งหรือโยกย้ายผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์
ด้าน นพ.อัครพงศ์ จุธากรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชัยนาทนเรนทร ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 รพ.ที่มีรายชื่อ จะออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “ไม่มีสายตรงสั่งการ“ และโรงพยาบาลมีแผนพัฒนาระบบนี้เองตั้งแต่ต้นปีเพื่อแก้ปัญหาคอขวดด้านการจัดยา โดยเลือกใช้วิธี “เช่า/ผ่อนชำระ” เพื่อไม่ให้เป็นภาระเงินก้อน และส่วนตัวก็ไม่ได้คิดจะโยกย้ายไปไหน แต่คำถามที่ตามมาคือ แล้วกรณีของโรงพยาบาลแห่งอื่น ๆ ที่ปรากฏในรายชื่อ มีกระบวนการจัดทำ TOR ที่เป็นอิสระและเปิดกว้างให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมจริงหรือไม่?
เปิดรูปแบบการทุจริตยา-เวชภัณฑ์
การทุจริตเกี่ยวกับยาและเวชภัณฑ์ในวงการสาธารณสุขมักจะเกิดขึ้นเป็นระยะ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างยาและเวชภัณฑ์ โดยในที่ผ่านมาที่ มีลักษณะที่ตรวจพบและเกิดคดีขึ้นในอดีต ดังนี้
-
คดีทุจริตจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ ปี 2541 นับเป็นคดีประวัติศาสตร์เชิงนโยบายและการจัดซื้อจัดจ้าง มูลค่าความเสียหายกว่า 1,400 ล้านบาท โดยรูปแบบคือมีการยกเลิกราคากลางยาเดิม ทำให้โรงพยาบาลชุมชนต้องจัดซื้อยาในราคาแพงกว่าปกติ 50-300% และมีการระบุช่องทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเฉพาะเจาะจง ซึ่งคดีนี้นำไปสู่การตัดสินจำคุกอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในเวลานั้น
-
ขบวนการเบิกยาและป่วยทิพย์ โดยการเวียนเทียนยา กรณีนี้เกิดจากการใช้สิทธิ์สวัสดิการข้าราชการหรือระบบหลักประกันสุขภาพ โดยผู้ป่วยสมคบคิดกับขบวนการตระเวนรับยาเกินความจำเป็น หรือใช้ชื่อผู้อื่นเบิกยาเพื่อนำยาไปขายต่อในตลาดมืด
-
ค่าคอมมิชชันและการส่งเสริมการขาย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วไป โดยบริษัทผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายยาเสนอผลประโยชน์ทับซ้อนแก่แพทย์หรือผู้มีอำนาจสั่งซื้อยาในโรงพยาบาล เพื่อแลกกับการสั่งซื้อยานอกบัญชียาหลักหรือยานำเข้าที่มีราคาสูง
ร่องรอย “การเมืองล้วงลูก”?
ด้าน พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ออกมาสยบข่าวลือโดยระบุว่า การเชื่อมโยงเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างเข้ากับการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับ สสจ. หรือ ผอ.รพ. นั้น “เป็นการพูดที่เกินเลยไป“ พร้อมยืนยันว่าไม่มีเรื่องเด็กฝาก การซื้อขายตำแหน่ง หรือการล้วงลูกทางการเมือง
ทว่า เสียงสะท้อนจากกระแสข่าววงใน และเพจที่ติดตามความเคลื่อนไหวในกระทรวงฯ กลับฉายภาพตรงกันข้าม เพราะหากมองเชิงโครงสร้าง ตำแหน่ง นพ.สสจ. และ ผอ.รพศ./รพท. เป็นแม่ทัพด่านหน้าที่เดิมเป็นอำนาจการพิจารณาของปลัดกระทรวงฯ เพื่อเลือก “คนเก่ง-คนดี” เข้ามาทำงาน แต่กลับมีกระแสข่าวเรื่อง “ตัวกลาง” ที่อ้างฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงโผรายชื่อ
ประกอบกับข้อสงสัยที่ว่าการล็อกสเปกโครงการงบประมาณสูง (เช่น Robot จัดยา) อาจกลายเป็น “เงื่อนไข” ในการแลกเปลี่ยนเก้าอี้บริหาร ทำให้กระบวนการสรรหาที่ควรจะเสร็จสิ้นภายใน 1-2 วันหลังสัมภาษณ์ เกิดภาวะ ดึงมือปลัด จนไม่สามารถลงนามประกาศผลได้
กระทรวงหมอ “เปิดเผย-โปร่งใส”แค่ไหน
ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ชิ้นหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของ “ระบบตรวจสอบและธรรมาภิบาล” ในหน่วยงานที่มีงบประมาณมหาศาล และกระทบต่อชีวิตของประชาชนโดยตรง
หากปล่อยให้เรื่องนี้จบลงเพียงแค่คำปฏิเสธของฝ่ายการเมืองและความเห็นของ ผอ.โรงพยาบาลเพียงแห่งเดียว ความคลางแคลงใจของสังคมและบุคลากรทางการแพทย์ก็จะไม่หมดไป สิ่งที่หน่วยงานตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช. และ สตง. รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุขเองต้องรีบดำเนินการ คือ
- เปิดเผยรายละเอียด TOR ของโรงพยาบาลทุกแห่งที่ถูกระบุชื่อ เพื่อพิสูจน์ว่าไม่มีการเขียนสเปกเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชนรายใดรายหนึ่ง
- ดูว่ามีความพยายามยัดเยียดงบประมาณลงไปในพื้นที่โดยที่โรงพยาบาลไม่ได้ร้องขอจริงหรือไม่
- ประกาศผลการคัดเลือกผู้บริหารระดับสูงตามเกณฑ์ความรู้ความสามารถ โดยปราศจากการแทรกแซงจากโผการเมือง
ความท้าทายสำคัญหลังจากนี้คือ รัฐมนตรีและผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขจะกล้าเปิด ก่อนที่ปัญหานี้จะถูกนำไปขยายผลเป็น “ศึกซักฟอก” ในสภา ซึ่งอาจพังทลายความน่าเชื่อถือของกระทรวงหมอลงอย่างสิ้นเชิง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




