อีกด้านหนึ่ง สตง. กลับเป็นองค์กรอิสระที่ได้คะแนนประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ประจำปี 2568 สูงสุดด้วย 94.64 คะแนน เต็ม 100 จากการประเมินโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ขณะเดียวกันดัชนี้ชี้วัดความโปร่งใสไร้คอร์รัปชันของประเทศ ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จาก ดัชนีหลักนิติธรรม โดย The World Justice Project (WJP) ในปี 2568 ประเทศไทยได้คะแนน 0.50 คะแนน จากคะแนนเต็ม 1 คะแนน ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 0.55 คะแนน และถือว่าไทยรั้งท้ายเป็นอันดับที่ 77 จาก 143 ประเทศทั่วโลก
ในคะแนน 0.50 ของไทยนั้น คะแนนการตรวจสอบอำนาจรัฐจากฝ่ายที่ไม่ใช่รัฐ ได้เพียง 0.47 คะแนน การปราศจากคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่รัฐ ได้ 0.45 คะแนน ความโปร่งใสของภาครัฐที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมและเข้าถึงข้อมูล ได้ 0.48 คะแนน ประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายปราศจากอิทธิพลครอบงำ ได้ 0.45 คะแนน
จากประวัติคะแนนหลักนิติธรรมของไทยที่ผ่านมา เช่นในปี 58 ได้ 0.52 คะแนน ปี 59 ได้ 0.52 คะแนน ทว่านับตั้งแต่ปี 60 เป็นต้นมา คะแนนก็ลดลงเรื่อย ๆ มาถึงปัจจุบัน คะแนนต่ำสุดได้ 0.49 คะแนนในปี 2566
เช่นเดียวกับ ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ของไทยปี 2567 (ประกาศผลเมื่อกุมภาพันธ์ 68) อยู่อันดับ 107 ของ 180 ประเทศทั่วโลก ด้วยคะแนน 34 เต็ม 100 คะแนน ต่ำที่สุดในรอบ 12 ปี นับตั้งแต่ปี 60 ที่ได้ 37 คะแนน จากนั้นคะแนน CPI ก็ทรง ๆ ทรุด ๆ ลงมาเรื่อย ๆ
ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้รายงานสถิติปีงบประมาณ 2567 ว่ารับเรื่องร้องเรียนทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งหมด 11,662 เรื่อง มีเรื่องที่ ป.ป.ช. รับดำเนินการ 3,388 เรื่อง จำนวนเงินที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสูงถึง 11,834 ล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างมากที่สุด 8,602 ล้านบาท (ร้อยละ 72.69) รองลงมาเป็นการละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 2,189 ล้านบาท (ร้อยละ 18.50) และยักยอก/เบียดบังทรัพย์สินราชการ 358 ล้านบาท (ร้อยละ 3.03) สะท้อนถึงทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เมื่อเทียบจากปีงบประมาณ 2560 ป.ป.ช. รับเรื่อง 4,896 เรื่อง
และทั้งหมดนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 และแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ที่จัดทำโดยคณะกรรมการภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เริ่มวางกรอบและร่างแผนก่อนการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ซึ่ง เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา อธิบายว่า
“แผนยุทธศาสตร์ชาติได้ตั้งแผนแม่บทด้านต่าง ๆ ซึ่งได้ตั้งเรื่องการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในประเด็นที่ 21 วางเป้า CPI ให้ติดอันดับ 1 ใน 54 ของโลกและได้คะแนนไม่ต่ำ กว่า 50 คะแนน ซึ่งขณะนี้จาก รายงานผลการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ พบว่าเรายังห่างไกลกับเป้าหมาย ปี 2562 – 2567 เราได้คะแนนอยู่ที่เพียง 34-36 คะแนน อันดับโลกก็อยู่ที่ 101-110 เท่านั้น
และในแผนแม่บทย่อยของแผนยุทธศาสตร์ชาติ อย่างการดำเนินคดีทุจริตมีความรวดเร็ว เป็นธรรม โปรงใสและไม่เลือกปฏิบัติ หรือเรียกว่าประสิทธิภาพของการดำเนินคดีทุจริตที่จะมีผลทั้งในการแก้ปัญหาการทุจริตแล้ว ยังเป็นการป้องปรามการกระทำผิดด้วยนั้น
แต่ตามรายงานผลการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ชาติกลับพบว่าปี 62-63 นั้นเรียกว่าอยู่ในขั้นวิกฤตที่จะบรรลุเป้าหมาย มาดีขึ้นนิดเดียวในช่วงปี 64-67 แต่ก็ยังคงในภาวะเสี่ยงที่จะไม่บรรลุเป้าหมายอยู่ดี”
การวัด CPI นั้นมีหลายแหล่งข้อมูล โดยมีปัจจัยสำคัญคือการตรวจสอบถ่วงดุลของอำนาจฝ่ายต่าง ๆ ซึ่งปัจจัยนี้ เทวฤทธิ์ มณีฉาย ชี้ให้เห็นว่า เป็นปัญหาในรัฐธรรมนูญ 60 อย่างชัดเจน เนื่องจากกลไกทั้งทำหน้าที่ตรวจสอบและวินิจฉัยตัดสินทางการเมืองคือ องค์กรอิสระ ที่ยุคแรกเริ่มของรัฐธรรมนูญ 60 มาจากการให้ความเห็นชอบของ สว. ชุดแรก ที่การแต่งตั้งสัมพันธ์กับอำนาจเดิม เมื่อมี สว.ชุดที่ 2 ก็ยังเป็นกระบวนการเลือกกันเอง ที่ยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน สุดท้ายก็ได้ สว. ที่มีเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จ โดยที่ตัวรัฐธรรมนูญเองไม่มีกลไกปกป้องเสียงข้างใน
เมื่อตามรัฐธรรมนูญ สว. มีอำนาจให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระจึงกลายเป็นที่ครหาว่ามีแนวโน้มไปในทางกลุ่มหรือขั้วทางการเมืองใดการเมืองหนึ่งไปตามความเข้าใจของสาธารณชน
เทวฤทธิ์ ยังกล่าวอีกว่า กลไปในการกำกับและถอดถอนองค์กรอิสระเหล่านี้ที่เดิมในรัฐธรรมนูญ 40 และ 50 ประชาชนสามารถเข้าชื่อถอดถอนได้จาก 50,000 รายชื่อ ในปี 40 ลดเหลือ 20,000 รายชื่อในปี50 แต่รัฐธรรมนูญ 60 ไม่มี จึงเรียกได้ว่าทั้งที่มาและการตรวจสอบ ถอดถอนองค์กรเหล่านี้ นอกจาก ป.ป.ช. แล้ว องค์กรอิสระอื่นขาดการมีส่วนร่วมและยึดโยงกับประชาชนการตรวจสอบและแก้ปัญหาการทุจริตจึงถูกมองว่าจะเข้มข้นกับกลุ่มหนึ่ง เรียกว่าถ้ากลุ่มนี้ขึ้นเขียงเมื่อไหร่ ไม่รอดไปเกือบ 90% ขณะที่อีกฝั่งฝ่ายก็ให้ผลตรงกันข้าม เป็นต้น
รัฐธรรมนูญ 60 รัฐธรรมนูญปราบโกงที่ยังทำไม่ได้จริง
ย้อนกลับไป หลังรัฐประหาร 57 ประเทศไทยอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการที่มิอาจตรวจสอบ ตั้งคำถาม หรือต่อต้านได้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ได้แต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ขึ้นมาเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนรัฐธรรมนูญ 50 ที่ถูกฉีกไป เมื่อแล้วเสร็จเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ 60 กรธ. ที่ร่างขึ้นมาเองก็ได้ให้ฉายาว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” มีจุดแข็งขจัดทุจริตคอร์รัปชัน
ด้วยการเพิ่มอำนาจศาลและองค์กรอิสระในการกำกับดูแลรัฐบาล พร้อมกำหนดบทลงโทษที่เข้มข้นขึ้นกับผู้ทุจริตต่อหน้าที่และการเลือกตั้ง ตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต นอกจากนี้รัฐธรรมนูญ 60 ยังกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระออก “มาตรฐานจริยธรรม” 28 ข้อ บังคับใช้นักการเมือง ในกรณีที่วินิจฉัยว่ามีพฤติกรรมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธธรม จะต้องพ้นจากตำแหน่ง และถูกตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต
อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญปราบโกงฉบับนี้ กลับไม่สามารถดำเนินการได้ในหลายกรณี ทั้งนักการเมืองแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ
ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรณีเหล่านี้ เป็นผลพวงมาจากที่รัฐธรรมนูญทำให้กลไกพื้นฐานในการร่วมตรวจสอบและการสร้างความรับผิดรับชอบโดยประชาชนหายไป
กลไกตรวจสอบและความรับผิดรับชอบที่หายไปในรัฐธรรมนูญ 60
โดยหลักการพื้นฐานของคอร์รัปชันคือ เมื่อใดก็ตามมีการผูกขาดทางอำนาจและมีการใช้ดุลยพินิจส่วนตัวสูง แต่กลไกการรับผิดรับชอบยังคงอยู่ในระดับต่ำ การทุจจริตคอร์รัปชันหรือการใช้อำนาจหน้าที่หรือตำแหน่งสาธารณะหาประโยชน์ส่วนตัวก็ย่อมสามารถกระทำได้ง่าย ตั้งแต่การติดสินบน ยักยอกเงิน ไปจนถึงผูกขาดอำนาจรัฐเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม
ดังนั้นการขจัดทุจริตคอร์รัปชันจะทำได้ก็ด้วยการสร้างความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล สร้างการมีส่วนร่วมติดตามของประชาชนประชาสังคมมากขึ้น และการเพิ่มกลไกความรับผิดรับชอบของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ 60 ได้ตัดบทบัญญัติสิทธิในการเข้าชื่อยื่นถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. สว. กกต. ป.ป.ช. ประธานศาลฎีกา และประธานศาลรัฐธรรมนูญ
ต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับ 40 และ 50 ที่บัญญัติสิทธิประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จํานวนไม่น้อยกว่า 50,000 คน มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้วุฒิสภามีมติถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่งทางการเมือง
เท่ากับว่า ไม่เพียงสิทธิและอำนาจของประชาชนจะหายไปในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ส่วนสำคัญของกลไกการตรวจสอบภาครัฐและกระบวนการสร้างความรับผิดรับชอบที่เคยมี และเป็นหัวใจหลักของการขจัดคอร์รัปชันก็ยังหายไปด้วย
กลไกตามรัฐธรรมนูญได้ตัดขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งที่มาขององค์กรอิสระ แม้กระทั้งคนที่จะให้ความเห็นชอบคนที่จะดำรงตำแหน่งเหล่านั้นอย่าง สว. ก็ยังมีปัญหาในวิธีการได้มา การกำกับและถอดถอนโดยประชาชนนั้นก็ได้ถูกถอนถอดออกไปจากประชาชนแล้ว ผู้ที่คุมระบบนิเวศทางการเมืองนี้ได้ย่อมผูกขาดอำนาจได้
และเมื่อระบบนิเวศนี้ตัดประชาชนออกไป ทำให้ประชาชนไม่ใช่ส่วนสำคัญ แม้จะสำคัญช่วงเลือกตั้ง แต่หลังจากเลือกตั้ง การดำรงอยู่และการดำเนินนโยบาย ได้ตัดขาดจากประชาชนไป เมื่อไม่เชื่อมโยงกับประชาชนความรับผิดรับชอบต่อประชาชนก็ต่ำไปด้วยตามกลไกของรัฐธรรมนูญ เทวฤทธิ์กล่าว
อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เพิ่ม “มาตรฐานทางจริยธรรม” เพื่อสร้างความรับผิดรับชอบให้กับนักการเมือง ทว่ากลับเพิ่มดุลยพินิจให้กับองค์กรอิสระแทน เพราะ “มาตรฐานทางจริยธรรม” มีเนื้อหากว้างขวาง ไม่มีขอบเขตชัดเจนในการตีความ ทำให้การดำเนินการต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้พิจารณาและผู้รับฟ้องเช่น “ข้อ 12 ยึดมั่นหลักนิติธรรม และประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน” “ข้อ 21 ปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างเต็มกําลังความสามารถ” และ “ข้อ 23 ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความเต็มใจ”
ที่มาของ “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” ที่ถูกวิจารณ์
ในกระบวนการทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับ 60 นั้น ประเทศไทยตกอยู่ใต้อำนาจ คสช. ซึ่งเป็นบรรยากาศปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นและสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูล สื่อมวลชนถูกควบคุมการนำเสนอเนื้อหา
ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงร่างรัฐธรรมนูญได้ก่อนการลงประชามติ เพราะ กกต. จัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญเพียง 1,000,000 ฉบับ ส่งไปเฉพาะหน่วยงานราชการและสถานศึกษาเท่านั้น ไม่ได้ส่งไปยังครัวเรือนของผู้มีสิทธิลงคะแนนกว่า 50 ล้านคน
เท่าที่ประชาชนได้รับคือ จุลสารจาก กกต. สรุปสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ ที่เต็มไปด้วยโฆษณาชวนเชื่อ และนำเสนอข้อมูลไม่รอบด้าน
และด้วยอำนาจของ คสช. ที่ประกาศ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ( พ.ร.บ.ประชามติ) ในการควบคุมจัดการการทำประชามติ ได้ปิดกั้นกิจกรรมทางการเมืองของประชาชน ห้ามจัดเวทีเสวนาว่าด้วยประชามติ ประชาชนหลายคนถูกเจ้าหน้าที่รัฐข่มขู่และห้ามแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ส่งผลให้มีผู้ถูกดำเนินคดีจากการแสดงความคิดเห็นต่อการลงประชามติ กว่า 212 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้แจกใบปลิวและแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ และ เผยแพร่จดหมายวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ
มากไปกว่านั้น หลังจากผ่านประชามติ 7 ส.ค. 59 มาแล้ว ยังมีการแก้ไขเนื้อหารัฐธรรมนูญต่อไปอีก โดยไม่มีการนำร่างที่แก้ไขแล้วกลับมาถามความคิดเห็นประชาชนอีกรอบ
เทวฤทธิ์ กล่าวถึงที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับ 60 ว่า
เริ่มตั้งแต่การรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ 40 จนได้รัฐธรรมนูญ 50 ต่อมาก็ฉีกอีกแล้วได้รัฐธรรมนูญ 60 นี่ก็เป็นการโกงทางออกที่จะให้ประชาชนตัดสินตั้งแต่แรก กลับให้วิธีการรัฐประหารแล้วฉีกรัฐธรรมนูญเดิมเพื่อเลี่ยงความผิดของผู้รัฐประหาร จากนั้นก็ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และทำประชามติที่เหมือนเป็นพิธีกรรมให้ดูเหมือนมีความชอบธรรม แม้แต่การร่างมาแล้วเร็วเกินไปอย่างตอนร่างที่นำโดย อ.บวรศักดิ์ อุวรรโณ เสร็จเร็วไปคณะรัฐประหารตอนนั้นอยากอยู่ต่อร่างรัฐธรรมนูญเลยถูกล้มและร่างใหม่
เมื่อร่างใหม่จะทำประชามติ ซึ่งเราก็ไม่อาจเรียกบรรยากาศการทำประชามติภายใต้อำนาจคณะรัฐประหาร ท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่เสรีและเป็นธรรม การดำเนินคดีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ
แม้แต่คนที่ตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติเพื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบปัญหาและความไม่ชอบมาพากลก็ยังถูกดำเนินคดี การพูดเชิงข่มขู่ของผู้มีอำนาจว่าหากประชามติไม่ผ่าน ร่างรัฐธรรมนูญที่จะประกาศใช้อาจแย่กว่า คนก็อาจเลือกปีศาจที่เห็นตัวในขณะนั้นดีกว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ซ้อนเอาไว้หากประชามติไม่ผ่าน เปรียบเหมือนปีศาจที่เราไม่เห็นตัว อีกทั้งคนจำนวนไม่น้อยอยากให้มีรัฐธรรมนูญใหม่เสียทีขณะนั้น
แม้ไม่ได้ปราบปลื้มแต่ก็เพื่อให้มีการเลือกตั้งเป็นรัฐบาลใหม่เสียที อาจเรียกได้ว่าไปโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อไล่ คสช. ขณะนั้นก็ว่าได้ แม้ท้ายที่สุดระบอบ คสช. ก็แปรสภาพอยู่ในกลไกตามรัฐธรรมนูญหลาย ๆ ส่วนก็ตาม อาจเรียกได้ว่าคนโหวตรับก็มีด้วยหลายเหตุผล คนที่รณรงค์โหวตไม่รับก็ยากลำบากและถูกปิดกันดำเนินคดี
อีกทั้งรัฐธรรมนูญฉบับที่ประกาศใช้ ก็ไม่ตรงตามร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติอย่างน้อย 7 มาตรา เช่น มาตรา 5 มาตรา 12 มาตรา 15 มาตรา 16 มาตรา 17 มาตรา 19 และมาตรา 182 เป็นต้น”
เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หนทางแก้ไขคอร์รัปชัน
เพื่อขจัดคอร์รัปชัน สร้างกระบวนการกลไกยุติทุจริตด้วยกฎหมายขั้นพื้นฐานและเป็นรูปธรรมที่สุด ด้วยเหตุเครือข่ายภาคประชาชน-ประชาสังคมจำนวนมากจึงได้เคลื่อนไหว #8กุมภากาเห็นชอบ เพื่อเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น คืนสิทธิตรวจสอบการทำงานภาครัฐให้กับประชาชน สร้างกลไกความรับผิดรับชอบที่เป็นมาตรฐานแทนการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่ม
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- ข้อควรพิจารณาเกี่ยวกับประชามติ
- ประชามติรัฐธรรมนูญในโลกนี้ ต้องทำหลายครั้งหรือไม่?
- ประชามติชี้ชะตาประเทศไทย จะเปลี่ยนไปหรือเหมือนเดิม




