เมื่อเทียบกับสมรสเท่าเทียม ที่เป็นนโยบายหาเสียงปี 66 และเกือบเป็นฉันทามติของทุกพรรค นอกจากนี้ยังมีนโยบายขยายสิทธิลาคลอด รวมถึงสิทธิลาเพื่อเลี้ยงลูกของแรงงานชาย ซึ่งสามารถผลักดันสำเร็จตามที่ได้หาเสียงไว้
เนื่องจากในช่วงเวลาเลือกตั้ง 69 ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน สแกมเมอร์ ทุนเทา อาชญากรรมข้ามชาติเป็นประเด็นร้อน ที่รัฐบาลต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน
พรรคการเมืองที่จะเข้าไปสู่ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติหลังเลือกตั้ง 8 กพ. 69 จึงต้องแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายแก้ไขปัญหานี้ ให้เป็นที่ไว้วางใจได้
อย่างไรก็ตาม ยังพอได้เห็นวิสัยทัศน์การผลักดัน นโยบายด้านสิทธิทางเพศและความหลากหลายบ้าง ของแต่ละพรรคการเมืองตามเวทีดีเบทต่าง ๆ เช่น เวทีดีเบต Ladies in Politics: พลังสู่การเปลี่ยนแปลง วันที่ 8 ม.ค. 69 และ เวทีดีเบท PRIDE VOTE : Vote Me If You Can เมื่อ 14 ม.ค. 69
เพื่อสร้างความเท่าเทียมหลังสมรสเท่าเทียม
แม้สมรสเท่าเทียมจะบังคับใช้มา 1 ปี แต่ LGBTQIAN+ยังเผชิญความไม่เท่าเทียมจากการที่กฎหมายหลายฉบับไม่ได้ปรับแก้ตามสมรสเท่าเทียม ทำให้สิทธิในการสร้างครอบครัว อันเป็นหัวใจหลักของสมรสเท่าเทียมยังไม่สัมฤทธิ์ผล
ทางด้าน พรรคไทยสร้างไทย นำโดย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และเบสท์ วงศ์ไพโรจน์กุล ผู้สมัคร สส. กล่าวถึงสถานการณ์นี้บนเวทีดีเบท PRIDE VOTE ว่า หากได้เป็นรัฐบาลจะเร่งแก้กฎหมายต่าง ๆ ภายใน 180 วัน ที่ยังไม่ได้แก้ไขตามสมรสเท่าเทียม เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิสร้างครอบครัวได้สมบูรณ์ เช่นสิทธิในการรับรองบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยี กฎหมายสัญชาติ
สำหรับ พรรคประชาชน ณัฐยา บุญภักดี ผู้สมัคร สส. กล่าวว่าจะต่อยอดจากผลงานที่ผ่านมา ในฐานะที่เป็นพรรคการเมืองที่ริเริ่มเสนอร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม ด้วยการเร่งแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง 50 ฉบับ เช่น ประมวลรัษฎากร และ พ.ร.บ. สัญชาติที่ยังคงมีปัญหาความลักลั่นไม่เท่าเทียมกันเรื่องสิทธิทั้งผู้หญิง ผู้ชาย เพื่อให้คู่สมรสไม่ว่าเพศใด ได้อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน
รวมทั้งจะแก้กฎหมายคุ้มครองบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยี เพื่อให้คู่สมรส LGBTQIAN+ สามารถเข้าถึงสิทธิในการมีลูกด้วยเทคโนโลยี เนื่องจากรัฐจะต้องจัดหาบริการเพื่อการมีบุตรให้กับทุกกลุ่มอัตลักษณ์ ตามสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์
ทางด้าน วีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าสิทธิความหลากหลายทางเพศคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และพร้อมที่จะปกป้องการเข้าถึงสิทธิที่เท่าเทียมกัน ด้วยการออกออก Super Act เพื่อแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วยกฎหมายใหม่เพียงฉบับเดียวเพื่อความรวดเร็ว ในการสร้างครอบครัวหลังสมรสเท่าเทียม เช่นแก้กฎหมายอุ้มบุญ เพื่อสิทธิสร้างครอบครัวทุกอัตลักษณ์
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสมรสเท่าเทียมว่า ภูมิใจที่สมรสเท่าเทียมผ่านได้ในสมัยที่ได้เป็นรัฐบาล ถือว่าสมรสเท่าเทียมเป็นเพียงบันไดขั้นแรก ขั้นต่อไปคือการแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องมากกว่า 50 ฉบับ โดยเฉพาะแก้กฎหมายการอุ้มบุญ เพื่อโอบรับครอบครัวที่หลากหลายเพื่อความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว
และพร้อมที่จะขับเคลื่อนความเท่าเทียมในการสร้างครอบครัวต่อด้วย การให้ใช้คำว่า “บุพการี” แทนคำว่าบิดา-มารดา ในกฎหมายและเอกสารราชการต่าง ๆ
ปฏิรูปการศึกษากับความหลากหลายทางเพศ
ทุกพรรคการเมืองต่างเสนอนโยบายปฏิรูปการศึกษาอยู่แล้ว ซึ่งนโยบายนี้ได้ถูกนำมาเชื่อมโยงกับสิทธิความหลายทางเพศด้วย ที่ทั้งพรรคไทยสร้างไทย ประชาชน ประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย (เรียงลำดับตามตัวอักษร) บนเวทีดีเบท PRIDE VOTE ต่างเสนอนโยบายเหมือนกันคือ ปลดล็อกเสรีภาพทรงผม-เครื่องแบบนักเรียนนักศึกษา ด้วยการออกระเบียบไม่ให้อำนาจผู้บริหารสถานศึกษากำหนดเครื่องแต่งกายตามเพศกำเนิด และให้สิทธิผู้เรียนสามารถเลือกสวมเครื่องแต่งกาย และทรงผมได้ตามสิทธิเนื้อตัวร่างกาย
พร้อมกันนั้นแต่ละพรรคยังมุ่งสร้างการยอมรับความหลากหลายทางเพศในสถานศึกษา ด้วยการบรรจุหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในตัวตนของตนเอง การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การยอมรับความหลากหลาย ซึ่งรวมถึงเพศสภาพ
มากไปกว่านั้นทาง ไทยสร้างไทย ได้แสดงวิสัยทัศน์ ว่าจะต้องบรรจุเนื้อหาว่าด้วยเพศศึกษากติกาใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับการยินยอมพร้อมใจ (Consent) การเคารพสิทธิเนื้อตัวร่างกาย ขณะที่ ประชาธิปัตย์ เสนอให้ ปรับปรุงหลักสูตรสุขศึกษาและประวัติศาสตร์ ที่ครอบคลุม LGBTQIAN+ และเป็นมิตรกับความหลากหลายทางเพศ
เพื่อให้สถานศึกษาเป็นมิตรกับผู้เรียนเพศหลากหลาย ประชาธิปัตย์ เสนอให้มีหลักสูตรฝึกหัดอบรมเจ้าหน้าที่ที่เข้าอกเข้าใจความหลากหลายทางเพศ เพื่อลดอคติทางเพศ ซึ่งจะสอดคล้องกับครอบครัว LGBTQIAN+ ที่ส่งลูกมาเรียนหนังสือ
เช่นเดียวกับ ประชาชน ที่เพิ่มกลไกการมีส่วนร่วมของนักเรียนนักศึกษา ในการกำหนดระเบียบในสถานศึกษาต่าง ๆ เพิ่มช่องทางร้องเรียนของผู้เรียน และมีระบบดูแลสุขภาพใจ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุ้มครองสิทธินักเรียนนักศึกษา LGBTQIAN+ ด้วย
เพื่อไทย ก็เช่นกัน ที่แสดงวิสัยทัศน์ให้สถานศึกษาเป็นสถานที่โอบรับความหลากหลาย เป็นพื้นที่ปลอดภัย ด้วยการจัดระเบียบและหลักสูตรให้ปลอดจากการรังแกกลั่นแกล้ง โดยถอดเเบบเรียนจากอเมริกา ที่เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและให้เข้าใจความหลากหลายต่าง ๆ รวมถึงทางเพศ ซึ่งหากพรรคได้เป็นรัฐบาลจะใช้นำร่องกับโรงเรียนในสังกัดของรัฐบาล
สาธารณสุขเพื่อสุขภาวะ LGBTQIAN+
สำหรับบริการสาธารณสุข หลายพรรคมีนโยบายเช่น
ไทยสร้างไทย เสนอสวัสดิการข้ามเพศ เช่น ฮอร์โมนเพื่อยืนยันเพศสภาพบรรจุอยู่ในประกันสุขภาพ พร้อมมีวันลาเพื่อการยืนยันทางเพศ เพื่อไม่ให้แรงงานเสียสิทธิหรือขาดรายได้เมื่อไปพบแพทย์
ประชาชน ที่มีนโยบายปฏิรูปบริการสุขภาพ ซึ่งในมิติ LGBTQIAN+ พรรคเสนอการยกระดับบริการสุขภาพเพื่อยืนยันเพศให้ครบวงจรทั้งสุขภาพกาย-ใจ และทั้งกระบวนการ ทั้งก่อน-ระหว่าง-หลัง
เพื่อไทย มีนโยบายศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) เพื่อพัฒนาประเทศสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านบริการสุขภาพและการแพทย์ระดับโลก ซึ่ง 1 ในนั้นคือการบริการข้ามเพศ ที่การแพทย์ไทยมีศักยภาพอย่างมาก โดย ภูร์ผา ไทยแท้ ผู้สมัคร สส. เสนอแนวคิด “ทำบนคอให้ไปเกาหลี ทำคอลงไปให้มาประเทศไทย” พร้อมสนับสนุนลดการตีตราทางการแพทย์ เพิ่มการบริการที่เป็นมิตรเข้าอกเข้าใจ ด้วยการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศ
เจตจำนงเสรีและสิทธิเลือกคำนำหน้านามในเอกสารราชการ
ในฐานะที่จะเข้าไปเป็นฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารหลังเลือกตั้ง 69 แต่ละพรรคการเมืองได้ประชันนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิความหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรองรับอัตลักษณ์ทางเพศ สิทธิการเลือกใช้คำนำหน้านาม และสิทธิในการระบุเพศตามเจตจำนงของเจ้าตัว ที่ก้าวพ้นกรอบ 2 เพศ ชาย-หญิง ที่ถึงเเม้จะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่กลายเป็นประเด็นแหลมคมในสังคม
ในประเด็นคำนำหน้านามนี้ พรรคประชาชน ถือเป็นพรรคแรก ๆ ที่สร้างกระแสและออกตัวแรงเสนอนโยบายนี้โดยผู้สมัคร ส.ส. ในพรรค หากแต่เพราะปัญหาทางการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ในโลกออนไลน์ ทำให้นโยบายนี้ตกเป็นประเด็นถกเถียงอย่างรุนแรง
แต่ถึงกระนั้นพรรคยังคงยืนยันถึงเจตจำนงเสรี ให้ประชาชนมีสิทธิที่จะเลือกคำนำหน้านามและการระบุเพศตนเองในเอกสารราชการ เสนอนโยบายทั้งบนเวปไซต์ทางการของพรรคและเวทีดีเบท
และเมื่อวันที่ 8 ม.ค. 69 บนเวทีดีเบต Ladies in Politics: พลังสู่การเปลี่ยนแปลง ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาชน พูดบนเวทีว่าเห็นด้วยการเปลี่ยนคำนำหน้านามตามความสมัครใจ และยืนยันว่าเป็นนโยบายพรรค ขณะเดียวกันก็รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างและข้อถกเถียง เช่น ความกังวลใจของบุคลากรทางการแพทย์ ในการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน
ทางด้าน ไทยสร้างไทย ยืนยันว่าพร้อมที่จะผลักดัน กฎหมายที่ขจัดการเลือกปฏิบัติและคุ้มครองผู้ถูกเลือกปฏิบัติ รวมทั้งเสนอ พ.ร.บ. รับรองอัตลักษณ์ทางเพศของบุคคล เพื่อสิทธิในการเลือกคำนำหน้านามตามเจตจำนงของประชาชน
โดยหลักของพรรคคือการแก้ระเบียบว่าด้วย บัตรประชาชน เอกสารราชการ และหนังสือเดือนทาง เพื่อจะได้ไม่ต้องมีการใช้คำนำหน้านาม ในหนังสือเดินทางสามารถเลือกระบุได้ว่าจะใช้ F, M และ X แต่การเข้าถึงข้อมูลทางเพศกำเนิดยังคงสามารถกระทำได้โดยบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งนี้เพื่อการบริการสาธารณสุข โดยจะยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวของปัจเจกบุคคล
เช่นเดียวกับ พรรคประชาธิปัตย์ ที่วีร์ ศรีวราธนบูลย์ ผู้สมัคร สส. ยืนยันบนเวทีดีเบตว่า สนับสนุนเอกสารราชการที่เป็นกลางทางเพศ เจ้าของเอกสารสามารถเลือกระบุได้ตามเพศที่เลือก ไม่ใช่เพศตามกำเนิด หรือจะไม่ระบุเพศก็ได้ โดยมีช่องที่ไม่ระบุเพศให้ด้วย ทั้งนี้เพื่อยืนยันการมีอยู่ของ non-binary
โดยพรรคพร้อมผลักดันแก้กฎหมายให้ทะเบียนราษฎรและเอกสารราชการต่างๆ ที่เป็นกลางทางเพศ เปลี่ยนคำว่า “บิดา-มารดา” เป็น “บุพการี” ให้ประชาชนได้พกทั้ง Chosen ID และ Medical ID ในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลและการรักษาพยาบาล
สำหรับพรรคเพื่อไทย ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ กล่าวบนเวทีดีเบต Ladies in Politics: พลังสู่การเปลี่ยนแปลง เมื่อ 8 ม.ค. 69 ว่ายังไม่สามารถฟันธงว่าเห็นด้วยหรือไม่ แต่เห็นด้วยกับการเปิดพื้นที่ถกเถียงหารือร่วมกัน เพื่อตอบสนองกับคนทุกกลุ่ม และเพื่อความรอบคอบรัดกุม เช่นบริการเชิงสุขภาพทั้งในภาวะฉุกเฉินและทั่วไป ไปจนถึงแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำการแข่งขันกีฬา การใช้หนังสือเดินทาง การเดินทางไปประเทศที่ไม่กฎหมายนี้
การสนับสนุนเศรษฐกิจและศักยภาพธุรกิจ LGBTQIAN+
ในมิติเศรษฐกิจ ความหลากหลายทางเพศยังถูกจัดวางในฐานะต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ จากรายงานเศรษฐกิจสีชมพูประเทศไทย 2568 : จากการเคลื่อนไหวสู่ตลาด (Thailand Pink Economy Report 2025 : Fron Movement to Market) ของ Canvas Ventures International ระบุว่า การยอมรับความหลากหลายทางเพศของไทยที่สูงขึ้นก่อให้เกิด “ตลาดสีชมพู” ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากถึง 356.32 แสนล้านบาท
ในปี 2568 กฎหมายสมรสเท่าเทียมทำให้ GDP ต่อหัวของประเทศเพิ่มขึ้นราว 68,800 บาท โดยมีศักยภาพเพิ่ม GDP ให้กับประเทศได้ราว 0.3 % หรือราว 1.1 แสนล้านบาท ส่งผลต่อการท่องเที่ยวที่สามารถสร้างรายได้เฉลี่ยราว 51.6 หมื่นล้านบาทต่อปีและสร้างแรงจูงใจให้ตลาดทางการเงินและประกันภัย มีมูลค่าถึง 636.4 – 2,541 ล้านบาท ที่มีรายได้มั่นคงและมีความเสี่ยงต่ำ
แต่ละพรรคจึงมีนโยบายสนับสนุนความหลากหลายทางเพศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ เช่น พรรคไทยสร้างไทย ได้กล่าวว่า ให้ความสำคัญกับ rainbow economy และสนับสนุนประเทศไทยได้จัด World Prideและจะทำให้ประเทศไทยเป็น Wedding paradise สำหรับทุก ๆ คนทั่วโลก เพื่อให้เดินทางมาจดทะเบียนสมรส
ด้วยการแก้กฎหมายต่างๆ เพื่อเปิดกว้างต่อการใช้ชีวิตของ LGBTQIAN+ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และลดปัญหาอุปสรรคในการเดินทางเข้าประเทศ เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติเข้ามาประเทศมากขึ้น และยกระดับแผนดำเนินงานให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัด World Pride 2030 ให้เป็นวาระแห่งชาติ
พร้อมกันนั้นไทยสร้างไทยจะก่อตั้งกองทุน “สร้างไทย” ที่จะสนับสนุน LGBTQIAN+ เข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ไปพร้อมกับสนับสนุนการส่งออก series Y ทั่วโลก
สำหรับ พรรคประชาชน ยืนยันว่าการจัดงาน World Pride จะต้องไม่ผูกขาดอยู่ที่กรุงเทพเท่านั้น แต่ต้องกระจายให้ทุกจังหวัดทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม นอกจากนี้ในการพัฒนาเศรษฐกิจนั้น ต้องเน้นไปยังการสร้างโอกาสเพื่อพัฒนาศักยภาพ ด้วยกฎหมาย ด้วยโครงสร้างขั้นพื้นฐาน เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจ ด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิต อยู่บนฐานของสิทธิมนุษยชน เช่น ผลักดันกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล
พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าจะพัฒนา Pink Economy และ Series Y ด้วยเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ คือกองทุนส่งเสริมการผลิตseries Y พร้อมกับสนับสนุนให้ประเทศไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride 2030 ด้วยกระบวนการต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิต เช่น ผลักดันแก้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 15 ที่ระบุเพียงเพศหญิงกับชายเท่านั้น โดยเพิ่มความหลากหลายทางเพศเข้าไปด้วยเพื่อขจัดการเลือกปฎิบัติในการจ้างงาน อีกทั้งจะผลักดันให้ sex worker และ sex creator ไม่ผิดกฎหมาย
ทางด้าน พรรคเพื่อไทย ยืนยันถึงเรื่องแก้ไขปัญหาปากท้องและลดความเหลื่อมล้ำว่าเป็น DNA ของพรรค โดยจะเชื่อมโยงกับมิติ LGBTQIAN+ ว่าจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่ทำให้พี่น้อง LGBTQIAN+ เสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ให้เกิด “ความเท่าเทียมที่กินได้”
พรรคมองว่า ความหลากหลายทางเพศคือขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจใหม่ ที่จะเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นเม็ดเงิน ด้วยนโยบาย แก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมในการจ้างงาน ด้วยการแก้กฎหมายให้มีสิทธิลาเพื่อยืนยันเพศสภาพ เพื่อให้ผู้ที่อยู่ในกระบวนการข้ามเพศไปพบแพทย์ได้โดยไม่ต้องใช้วันลากิจหรือลาป่วย
พร้อมกันนั้นพรรคจะสนับสนุน การท่องเที่ยว แบบ rainbow tourism เพื่อกระจายรายได้ในจังหวัดต่าง ๆ โดยเฉพาะสนับสนุนเทศกาลงานรื่นเริง การจัดงานแต่งสมรสเท่าเทียมทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยว และสร้างความพร้อมให้ไทยเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 เพื่อการตุ้นการบริโภคในระดับฐานราก
เพื่อไทยยังกล่าวอีกว่า จะผลักดัน series Y โดย สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (THACCA) ให้มียุทธศาสตร์ และรูปธรรมมากขึ้น
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- 1 ปี สมรสเท่าเทียม แต่คู่สมรส LGBTQIAN+ ยังได้สิทธิสวัสดิการไม่เท่าเทียม
- กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ ทำไมยังไม่เกิด?
- สปสช. เตรียมพร้อม ฮอร์โมนเพื่อยืนยันเพศสภาพ




