ปัจจุบันมี อบต. ทั้งหมด 4,994 แห่ง ซึ่งการเลือกตั้ง อบต. ที่จะถึงนี้มีความสำคัญต่อประชาชน จำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมจับตา ตรวจสอบ เพื่อความโปร่งใส และป้องกันทุจริตคอร์รัปชัน
ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมจึงได้ร่วมกันจัดเสวนาออนไลน์ “พลังชุมชน พลังพลเมือง VOTE ร่วมสร้างการเลือกตั้งท้องถิ่นโปร่งใส” ในวันที่ 23 ธ.ค. 68 เพื่อแลกเปลี่ยนและออกแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งท้องถิ่นรวมทั้งการตรวจสอบการทำงานขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
สภาองค์กรชุมชนกลไกสำคัญตรวจสอบการเลือกตั้งท้องถิ่น
สภาองค์กรชุมชน ถือว่าเป็นองค์กรที่มีความสำคัญอย่างมากในการตรวจสอบการเลือกตั้งท้องถิ่นและการทำงานของ อปท. เพราะมีบทบาทพัฒนาท้องถิ่น ส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็ง สามารถจัดการตนเองได้ ตาม พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551
รวมทั้งมีสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ที่มีหน้าที่ในการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งและพัฒนากิจการของสภาองค์กรชุมชนในแต่ละท้องถิ่น เพื่อเป็นเวทีกลางในการสร้างความร่วมมืองานพัฒนาด้านต่าง ๆ ของชุมชนในระดับตำบลและจังหวัด
สามารถ สุขบรรจง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กล่าวว่า การเลือกตั้งทั้ง 2 ระดับที่กำลังจะมาถึงนี้ ทั้งการเลือกตั้งท้องถิ่น 11 ม.ค. 69 และระดับประเทศ 8 ก.พ. 69 เครือข่ายองค์กรชุมชนได้เตรียมความพร้อมที่จะเข้าไปมีส่วนร่วม โดยมุ่งเน้นการใช้ “ต้นทุนทางสังคม” ที่มีเพื่อสร้างความโปร่งใส
โดยเริ่มจากการเปลี่ยนบทบาทประชาชนจาก “ผู้รับบริการจากภาครัฐ” เป็น “ผู้ตรวจสอบภาครัฐ” เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้งตั้งแต่ต้น ทำลายวงจรซื้อสิทธิขายเสียง ตรวจสอบการทำงานการจัดสรรทรัพยากรของหน่วยงานรัฐ
ด้วยการให้สมาชิกเครือข่ายภาคประชาชนและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ส่งคนลงพื้นที่ไปสังเกตการณ์ให้ครอบคลุม 400 เขตเลือกตั้ง เขตละอย่างน้อย 5 คน เพื่อให้เห็นว่าภาคประชาสังคมทำงานในขนาดระดับประเทศได้
นอกจากนี้ยังมีภาคีพันธมิตรที่ช่วยกันใช้นวัตกรรม ชุดความรู้และเครื่องมือดิจิทัลในการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชัน อย่าง แฮนด์ วิสาหกิจเพื่อสังคม ที่ให้บริการคำปรึกษา งานวิจัย บริหารโครงการ เพื่อต่อต้านคอร์รัปชันและสร้างธรรมาภิบาล รวมทั้ง WeVis องค์กรเทคโนโลยีภาคประชาชน ที่มุ่งเสริมพลังให้ประชาชนมีบทบาทในการเมืองผ่านเทคโนโลยีและข้อมูลเปิด
สามารถ สุขบรรจง เน้นย้ำว่า เครือข่ายภาคีภาคประชาชนมีความพร้อมในการทำหน้าที่ผู้ตรวจสอบและผู้สังเกตการณ์เพื่อสร้างความโปร่งใสในการเลือกตั้ง แทนการพึ่งพากลไกของรัฐ หรือ กกต. เพียงอย่างเดียว ด้วยความมั่นใจว่า หากท้องถิ่นโปร่งใส การจัดสรรงบประมาณจงลงสู่พื้นที่และประชาชนทุกกลุ่ม ไปจนถึงกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะ อบต. ถือว่าใกล้ชิดและสำคัญต่อชีวิตชาวบ้านที่สุด
เปลี่ยนประชาชนเป็นพลังพลเมือง ร่วมตรวจสอบเลือกตั้งท้องถิ่น
สิน สื่อสวน เสนอเป้าหมายและแนวทางเปลี่ยนประชาชนเป็นพลังพลเมือง เพื่อเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งที่จะมาถึง ว่า
“เป้าหมายสำคัญคือ ทำให้คนในชุมชนไม่ได้รอแค่ไปกากบาทเลือกตั้งในวันเดียวแล้วจบกัน แต่ต้องคอยติดตาม ตรวจสอบ และเสนอแนะแนวทางการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่จะมีการเลือกตั้ง อบต. ที่กำลังจะมาถึงนี้
ถ้าประชาชนยังวางเฉย หรือมองว่าการเลือกตั้งเป็นเรื่องของผลประโยชน์ชั่วครั้งชั่วคราว เราก็ได้การเมืองแบบเดิม ๆ กลับมา ดังนั้นต้องสร้างกลไกการเรียนรู้ในระดับพื้นที่ ให้เห็นว่าภาษีที่จ่ายไปเป็นงบประมาณของท้องถิ่น สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตได้จริง ๆ ถ้าเราได้คนที่สุจริตและมีความสามารถเข้าไปบริหาร”
นอกจากนี้ สิน สื่อสวน ยังได้เสนอการสร้าง “พื้นที่กลาง” หรือพื้นที่สาธารณะให้คนในชุมชนได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันว่า อยากเห็นตำบลหรือท้องถิ่นของตนเอง พัฒนาในรูปแบบใดในอีก 4 ปีข้างหน้า แล้วนำความต้องการเหล่านั้น มาเป็นข้อเสนอทางการเมือง หรือเป็นนโยบายภาคประชาชน ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งได้นำไปพิจารณา
“กลไกนี้คือการเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเฉย ๆ มาเป็นผู้กำหนดทิศทางพัฒนาครับ ต้นทุนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนที่มีอยู่ทั่วประเทศ จะเป็นกลไกที่สำคัญอย่างมากในการทำเรื่องนี้ให้เป็นจริงได้
และอีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการสร้างความกล้าหาญทางจริยธรรมให้กับพลเมือง การเปลี่ยนประชาชนเป็นพลเมืองไม่ได้หมายถึงแค่การให้ความรู้ทางกฎหมายเลือกตั้งเท่านั้น แต่คือการสร้างค่านิยมใหม่ที่ว่า การซื้อสิทธิขายเสียงคือการทำลายอนาคตของลูกหลานในระยะยาว เราต้องทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่า เขามีอำนาจในมือ และอำนาจนั้นมันศักดิ์สิทธิ์เกินกว่าจะแลกด้วยเงินเพียงไม่กี่ร้อยบาท”
ดังนั้น สถาบันสภาองค์กรชุมชนจะต้องทำหน้าที่ “เป็นหูเป็นตา” และเป็น “พี่เลี้ยง” ให้กับคนในชุมชน เป็นช่องทางที่ปลอดภัยรับแจ้งเบาะแสความผิดปกติ เพื่อให้การเลือกตั้งท้องถิ่นรอบนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเมืองไทยที่สุจริตและกินได้จริงในระดับรากหญ้า
สำหรับ สิน สื่อสวน แล้ว พลังพลเมืองไม่ใช่สิ่งที่สร้างได้ในวันเดียว แต่ต้องการการบ่มเพาะ การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง และติดอาวุธทางปัญญาและทางเทคโนโลยีให้แก่กัน ซึ่งก็คือการเข้าถึงข้อมูลเปิด (open data) การมีเครื่องมือในการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกคุกคามในพื้นที่จริง เพราะเทคโนโลยีช่วยสร้างระยะห่างและความปลอดภัยในการให้ข้อมูล
จากข้อมูลสู่เบาะแส แก้ปัญหาคอร์รัปชัน
ณัฐภัทร เนียวกุล แฮนด์ วิสาหกิจเพื่อสังคม เปิดเผยสถิติว่า ในแต่ละปี ภาครัฐมีประมาณ 3 ล้านโครงการ งบประมาณปีละ 1 ล้านล้านบาท มีโอกาสรั่วไหล 30 % โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างที่เกิดสุ่มเสี่ยงทุจริตคอร์รัปชันอย่างมาก ทั้งการฮั้วประมูล การจัดซื้อจัดจ้างขาประจำ การจัดซื้อจัดจ้างที่แพงเกินจริง สินค้าไม่ได้มาตรฐาน โครงการก่อสร้างที่สร้างแล้วใช้ไม่ได้จริง เพราะพังบ่อยมาก ไม่ได้คุณภาพ ผู้รับเหมาเทงาน ไม่สามารถส่งมอบงานได้ตามกำหนด
นอกจากนี้ คอร์รัปชันยังเป็นเรื่องของการใช้อำนาจ เช่นการใช้เงินผิดประเภท การใช้งบประมาณไปเที่ยวในนามสัมมนา การใช้อำนาจโดยมิชอบ การเรียกรับผลประโยชน์หรือสินบน การเบิกเงินเท็จ การใช้เส้นสาย เด็กฝาก และระบบอุปถัมภ์
ณัฐภัทร เนียวกุล ได้แบ่งการใช้ข้อมูลเพื่อจับพิรุธทุจริต ออกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่
- ตรวจสอบพฤติกรรมการเสนอราคา เช่น เสนอราคาใกล้-สูงกว่าราคากลาง การเสนอราคาเกาะกลุ่มเท่ากัน หรือเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางผิดปกติ มีมูลค่าสัญญาสูงกว่าราคาประมูลชนะ หรือมีผู้เสนอราคาน้อยกว่า 3 ราย ซึ่งไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด มีคู่เทียบมีกรรมการหรือที่อยู่เดียวกัน มีคู่เทียบเคยมีประวัติการเสนอราคาด้วยกันบ่อยครั้ง หรือผู้เข้าเสนอราคามีประวัติทิ้งงาน
- จับตาความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ เช่นราคากลาง สูง-ต่ำกว่างบประมาณ โครงการเฉพาะเจาะจงกับธุรกิจของเอกชนนั้น ๆ การจัดซื้อจัดจ้างท้ายปีงบประมาณ โครงการเฉพาะเจาะจงที่ส่อหั่นสัญญาแบ่งช่วง หรือหลีกเลี่ยงการประมูล
- ตรวจสอบความสัมพันธ์กับนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงที่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน การมีที่ตั้งนิติบุคคลตรงกับที่อยู่ของนักการเมือง/ข้าราชการที่ยื่นบัญชีฯ กรรมการนิติบุคคลเป็นหรือเคยเป็นนักการเมืองหรือข้าราชการที่ยื่นบัญชีฯ กรรมการนิติบุคคลเป็นเครือญาติกับนักการเมืองหรือข้าราชการที่ยื่นบัญชีฯ ประวัติการบริจาคเงินให้พรรคการเมือง ประวัติการถูกขึ้นบัญชีผู้ทิ้งงาน
การเปิดเผยข้อมูลจะช่วยให้เกิดการตรวจสอบและแจ้งเบาะแสได้ง่ายขึ้น โดย ณัฐภัทร เนียวกุล ยกตัวอย่าง “โครงการเสาไฟประติมากรรมกินรีฯ” ที่ อบต.ราชาเทวะ ปีงบประมาณ 2562-2564 พบการจัดซื้อเสาไฟ 6,000 ต้น งบประมาณ 645.65 ล้านบาท เฉลี่ยอยู่ที่ราคาประมาณ 90,000 บาทต่อ 1 ต้น และยังพบทุจริตมีเอกชนรายเดียวดำเนินการถึง 7 โครงการ
ACT Ai เครื่องมือตรวจสอบโครงการรัฐ และช่องทางแจ้งเบาะแสที่ปลอดภัย
แม้ว่าการเปิดเผยข้อมูลจะส่งผลให้รัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดึงข้อมูลไปตรวจได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แต่สำหรับการตรวจสอบ อบต. พบว่าปัญหาข้อมูลกระจัดกระจาย เพราะ อบต. มี 4,994 แห่ง แต่ละมีรูปแบบการนำเสนอข้อมูลผ่านเว็บไซต์ที่แตกต่างกันออกไป ไม่ได้มีมาตรฐานร่วมกัน ทำให้ไม่สามารถเห็นข้อมูลภาพรวมแบบเรียลไทม์ได้อย่างชัดเจน
อีกทั้งการเปิดเผยข้อมูล หรือ Open Data ก็ไม่ใช่นโยบายหลักที่ทำให้ท้องถิ่นนั้นได้คะแนนเสียงโดยตรง และประชาชนเองไม่ได้รู้สึกว่าได้รับผลกระทบโดยตรงด้วย
ดังนั้นการมีแพลต์ฟอร์มกลางเพื่อรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบ และสามารถส่งเสียงหรือแจ้งเบาะแสได้อย่างสบายใจและปลอดภัย จึงจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างการเมืองที่โปร่งใส
ณัฐภัทร เนียวกุล กล่าวถึงประโยชน์ของการมีเครื่องมือเข้าถึงข้อมูลและแจ้งเบาะแสอย่างปลอดภัยว่า ที่ผ่านมา คนจำนวนมากไม่รู้ว่า โครงการรัฐที่กำลังดำเนินการอยู่มีงบประมาณเท่าไรกัน รายละเอียดสัญญาจัดซื้อจัดจ้างเป็นอย่างไร วัสดุที่ใช้ในโครงการก่อสร้างคืออะไร ข้อมูลเหล่านี้มักถูกเก็บไว้ในที่ที่เข้าถึงยาก บางทีต้องไปขอดูที่สำนักงาน ซึ่งบางคนเขาก็ไม่สะดวกใจที่จะเดินเข้าไปขอดู
นอกจากนี้ เมื่อเกิดข้อสงสัยหรือเห็นพิรุธของโครงการรัฐ เช่น ถนนหน้าบ้านสร้างไม่ตรงปก หรือการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ชอบมาพากล หลายคนอยากแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ก็กังวลว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัย จะได้รับผลกระทบ เพราะในสังคมท้องถิ่น มีความใกล้ชิดกันมาก คนในชุมชนรู้จักกันหมด บางทีก็เป็นเครือญาติกัน ความกังวลตรงนี้เป็นกำแพงกั้นไม่ให้พลังพลเมืองมันทำงานได้อย่างเต็มที่
ด้วยเหตุนี้ HAND จึงได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย พัฒนาเครื่องมือที่ชื่อว่า “ACT Ai” ซึ่งเป็นระบบแจ้งเบาะแสที่จะช่วยทลายกำแพงเหล่านี้ โดยมีระบบที่ชื่อว่า “ระบบข้อมูลโครงการท้องถิ่น” ที่ดึงข้อมูลมาจากกรมบัญชีกลางมาสรุปให้ดูง่าย ๆ
ACT Ai เปิดข้อมูลให้เห็นว่า ในแต่ละตำบลมีโครงการอะไรที่กำลังดำเนินการอยู่บ้าง เป็นโครงการสร้างถนน ขุดลอกคลอง หรือจัดซื้อจัดจ้าง ใช้งบประมาณกี่บาท ใครเป็นคู่สัญญา และสถานะตอนนี้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว
เมื่อข้อมูลโครงการแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญมากคือการ “ตรวจสอบภาคสนาม” ว่าโครงการต่าง ๆ ได้ดำเนินการเป็นไปตามที่เขียนไว้ในสัญญาหรือไม่ ซึ่งระบบของ ACT Ai มีฟังก์ชัน “สมุดจดพลเมือง” ที่ผู้ไปตรวจสอบสามารถบันทึกความผิดปกติที่พบเจอได้ทันที ซึ่งเป็นช่องทางแจ้งเบาะแสลับ เพื่อความปลอดภัยของผู้แจ้งเบาะแส
ข้อมูลที่ถูกส่งมา จะไปปรากฏที่หน้าจอของทีมงานส่วนกลาง ที่ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานตรวจสอบอย่าง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) โดยตรง
ทาง ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. จะได้รับข้อมูลการแจ้งเบาะแส โดยไม่รู้ว่าใครเป็นคนแจ้ง วิธีนี้จะช่วยให้ประชาชนและสภาองค์กรชุมชนสามารถทำงานได้อย่างสบายใจ
“เพราะเราไม่ได้เป็นคนไปเปิดหน้าชกกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่โดยตรง แต่เราใช้อาวุธคือ “ข้อมูลความจริง” เป็นตัวสู้แทน”
นอกจากนี้ ณัฐภัทร เนียวกุล เน้นย้ำว่า
“เซิร์ฟเวอร์ที่เก็บข้อมูลการแจ้งเบาะแสของเรา ตั้งอยู่ในต่างประเทศและมีการเข้ารหัสที่ซับซ้อนมาก แม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลผู้แจ้งได้โดยตรง ข้อมูลจะถูกดึงออกมาเฉพาะเนื้อหาสาระของเรื่องที่ร้องเรียนเท่านั้น ดังนั้น ขอให้ทุกท่านมั่นใจครับว่า “คนแจ้งปลอดภัย คนโกงต้องเกรงใจ” นี่คือหลักการที่เรายึดถือมาโดยตลอด”
Corruption Watch “แชตฟ้องโกง ทันใจ” ช่องทางในการแจ้งเบาะแส
นอกจากนี้ ณัฐภัทร เนียวกุล ได้นำเสนอเครื่องมือสนับสนุนภาคประชาชนในการร่วมกันจับตา ส่งเบาะแสเหตุสงสัยทุจริตคอร์รัปชันในแต่ละพื้นที่ ทาง LINE Official Account “แชตฟ้องโกง ทันใจ” (@corruptionwatch) ที่มีกลไกรักษาความลับผู้แจ้ง ที่ผู้แจ้งสบายใจได้ เพราะมีระบบคัดกรองและส่งต่อให้หน่วยงานตรวจสอบ พร้อมขยายผลเชื่อมโยงหลายภาคส่วน และผู้แจ้งสามารถติดตามความคืบหน้าได้
Corruption Watch แชตฟ้องโกง ทันใจ ได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานจากหลากหลายองค์กร ได้แก่ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กองทุนรวมคนไทยใจดี กองทุนสื่อเพื่อความยุติธรรมในสังคม สำนักข่าวอิศรา HAND Social Enterprise และองค์กรอื่น ๆ ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันจากภาคประชาชน
รณรงค์เลือกตั้ง อบต. 69 ด้วยข้อมูลผู้สมัคร
สถิติผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นน้อยกว่าการเลือกตั้งทั่วไป (อ่านเพิ่มเติม เปิดสถิติเลือกตั้งท้องถิ่นไทย ทำไมน้อยกว่าระดับชาติ) ส่วนหนึ่งเพราะ กกต. อำนวยความสะดวกน้อยกว่า มีข้อกำหนดทางกฎหมายที่ทำให้เปิดเยข้อมูลยากกว่า รวมถึงสื่อมวลชนให้ความสำคัญน้อยกว่า จึงทำให้ประชาชนให้ความสำคัญน้อยไปด้วย
อย่างไรก็ตาม การมีชุดข้อมูลเปิดจะทำให้การเลือกตั้ง อบต. ปี 2569 ที่กำลังจะมาถึงนี้ เป็นการเลือกตั้งที่ประชาชนมีข้อมูลในการตัดสินใจมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และทำให้การเลือกตั้งท้องถิ่นได้รับความสนใจมากขึ้น
อาลาวีย์ วาแม WeVis กล่าวถึงการเตรียมพร้อมประชาชนสำหรับการเลือกตั้ง อบต. 69 ว่า WEVis ได้ทำชุดข้อมูลเปิดเผย “ประวัติและผลงานของผู้สมัคร” สร้างเป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลว่า ในอดีตผู้สมัครท่านนี้เคยทำงานทางการเมืองอะไรบ้าง มีประวัติการลงมติในสภาท้องถิ่นอย่างไร หรือมีประวัติการทำธุรกิจที่ทับซ้อนกับงบประมาณท้องถิ่นหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้ต้องถูกตีแผ่ออกมาเพื่อให้ประชาชนได้พิจารณาก่อนจะเข้าคูหา
แพลตฟอร์มนี้จะเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ต่างจากข้อมูลประวัติผู้สมัครจากแผ่นพับหรือป้ายหาเสียง ซึ่งมักบอกแต่สิ่งที่ผู้สมัครอยากบอกประชาชน และเป็นข้อมูลที่คัดเลือกมาแล้วโดยผู้สมัครเอง
นอกจากนี้ยังมีโครงการ “Data-Driven Campaigning” หรือการรณรงค์ด้วยข้อมูล โดย อาลาวีย์ วาแม กล่าวว่า
“โครงการนี้จะอาศัยความร่วมมือจากสภาองค์กรชุมชนในแต่ละตำบล ในการรวบรวมข้อมูลย้อนหลังดูว่าในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา อบต. ของท่านใช้งบประมาณไปกับอะไรมากที่สุด และสิ่งที่ใช้ไปนั้นมันตอบโจทย์ความเดือดร้อนของคนในพื้นที่จริง ๆ หรือเปล่า ข้อมูลตรงนี้จะเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดบทสนทนาที่สร้างสรรค์ในชุมชนครับ แทนที่จะคุยกันแค่ว่าใครจะได้เป็นนายก เราจะเปลี่ยนมาคุยกันว่านโยบายของใครที่จะตอบโจทย์ข้อมูลที่เรามีในมือมากกว่ากัน”
แก้ไขกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นเพื่อความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม
เนื่องจากกฎหมายการเลือกตั้งท้องถิ่นที่มีอยู่ มีช่องโหว่หลายจุดที่ทำให้การตรวจสอบทำได้ยาก หรือบางจุดก็จำกัดสิทธิของภาคประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลการนับคะแนน ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไขกฎหมาย เพื่อเอื้อให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเลือกตั้ง โดยไม่ต้องพึ่งพาแค่เจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น
อาลาวีย์ วาแม ตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นที่มีอยู่ยังไม่สามารถจัดการการเปิดเผยคะแนนแบบเรียลไทม์ได้ ยังไม่สามารถทำให้เห็นคะแนนรายหน่วยแบบสด ๆ ผ่านระบบดิจิทัลได้เหมือนการเลือกตั้งในหลายประเทศ ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้เกี่ยวกับความโปร่งใสโดยตรง ถ้าประชาชนเห็นการนับคะแนนพร้อม ๆ กันทั่วประเทศ ความพยายามที่จะแก้ไขตัวเลขภายหลัง จะทำได้ยากขึ้นมาก
ดังนั้นกฎหมายควรรับรองและอำนวยความสะดวกให้กลุ่มพลเมืองตื่นรู้ สามารถเข้าไปถ่ายภาพใบขีดคะแนน หรือบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ในหน่วยเลือกตั้งได้โดยไม่มีความผิด และสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาตรวจสอบเพื่อเทียบเคียงกับตัวเลขของ กกต. ได้ทันที
และปัจจุบันการเปิดเผยข้อมูลประวัติของผู้สมัคร ยังเป็นการแจกกระดาษหรือไฟล์ภาพ ดังนั้นควรมีการแก้กฎหมายที่ส่งเสริมให้เกิดการจัดทำฐานข้อมูลผู้สมัครแบบเปิด บังคับให้ กกต. หรือหน่วยงานที่จัดการเลือกตั้ง เปิดเผยข้อมูลประวัติของผู้สมัครในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์สามารถอ่านได้ (Machine Readable) เพื่อให้ภาคประชาสังคมสามารถนำข้อมูลไปต่อยอด ทำระบบเปรียบเทียบนโยบาย หรือตรวจสอบความโปร่งใสได้
นอกจากนี้กฎหมายปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับการร้องเรียนการทุจริต สร้างภาระให้คนร้องเรียนมากเกินไป เพราะต้องระบุชื่อจริง ต้องมีหลักฐานที่สมบูรณ์แบบครบถ้วน ซึ่งในทางปฏิบัติทำได้ยากมากสำหรับชาวบ้านธรรมดา ดังนั้นควรแก้ไขระบบการรับเรื่องที่ยืดหยุ่นขึ้น โดยใช้กลไกของสภาองค์กรชุมชน เป็นตัวกรองเบื้องต้นก่อนส่งต่อให้รัฐ
นอกจากนี้จะต้องแก้ไขกฎหมายให้รับรองสถานะของสภาองค์กรชุมชน ในฐานะ “ผู้สังเกตการณ์อิสระ” ที่มีอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลการเลือกตั้งได้มากกว่าประชาชนทั่วไป ซึ่งจะช่วยให้สภาองค์กรชุมชนสามารถสร้างความโปร่งใสให้กับการเลือกตั้งท้องถิ่นได้มากขึ้น เช่น การขอตรวจดูหีบบัตร หรือการขอสำเนาเอกสารการนับคะแนนที่หน้าหน่วยได้ทันที โดยไม่ต้องรอทำเรื่องขอนานเป็นสัปดาห์ สิ่งเหล่านี้คือหัวใจของการเลือกตั้งที่เปิดเผยและโปร่งใส
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- อบจ. ในกระแสการกระจายอำนาจ
- เลือกตั้ง อบต.69 กับการเมืองท้องถิ่นที่ไม่เหมือนเดิม
- ปฏิรูประบบราชการ ด้วยเทคโนโลยีและการกระจายอำนาจ




