รัฐบาลเริ่มตระหนักและให้ความสำคัญกับการจัดการเงินผิดกฎหมาย หรือ “เงินเทา” มากขึ้น หลังประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากธุรกิจที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น พนันออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งจีนเทา และยาเสพติด โดยเงินที่ได้จากกิจกรรมเหล่านี้มักถูกโอนหมุนเวียนภายในประเทศ แปลงสภาพเป็นสินทรัพย์ หรือเรียกว่า “ฟอกเงิน” ก่อนถูกโอนออกไปต่างประเทศ ซึ่งไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม แต่ยังบ่อนทำลายความมั่นคงและภาพลักษณ์ของประเทศ
แต่ปัจจุบันระบบการเงินมีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น ในขณะที่การทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ก็ทำได้ง่ายและรวดเร็ว ส่งผลให้กลุ่มอาชญากรรมใช้ช่องโหว่ของระบบเคลื่อนย้ายและซุกซ้อนเงินผิดกฎหมาย
อ่านเพิ่มเติม: สแกมเมอร์: ภัยใหม่คุกคามระบบการเงินโลก “ไอเอ็มเอฟ-ธนาคารโลก” เตรียมถกรับมือ
ในการประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย (คณะอนุกรรมการฯ) เมื่อ 9 ม.ค. 68 ได้มีการติดตามความคืบหน้าโครงการ Data Bureau ซึ่งเป็นการยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินให้ครอบคลุมเงินสด เงินในระบบธนาคาร สินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ และเงินตราต่างประเทศ เพื่อปิดช่องว่างการฟอกเงิน การไหลเวียนของเงินผิดกฎหมาย และตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรานอกระบบที่ส่งผลต่อเสถียรภาพค่าเงินบาทและระบบเศรษฐกิจไทย
เนื่องจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนในปัจจุบันมีความซับซ้อนมีการทำธุรกรรมผ่านช่องทางใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น ทั้งผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ USDT (เหรียญดิจิทัลประเภท Stablecoin) ธุรกิจทองคำ ทั้งทองคำจริงและทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และการโอนเงินข้ามพรมแดนและบัญชีเงินบาทนอกประเทศ (NRBA) ประกอบกับระบบนิเวศทางการเงินของไทย ยังมีช่องว่าง มีการกำกับที่แยกส่วน และยังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลการทำธุรกรรมระหว่างกัน ทำให้การตรวจสอบที่มา วัตถุประสงค์ และทิศทางการไหลเข้าออกของเงินทุนตรวจสอบได้ยาก อีกทั้งการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ระบบเศรษฐกิจ และความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของประเทศ

ในช่วงที่ผ่านมาการดำเนินธุรกรรมทางการเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลและทองคำเป็นตัวกลางทางการเงินที่มีพฤติกรรมการซื้อ-ขายที่ผิดปกติ และสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงหรือกระทำความผิด โดยมูลค่าการซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบ Stablecoin สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (USD Tether: USDT) นับเป็นสัดส่วนมากถึง 52% ของมูลค่าการซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมด ประกอบกับสัดส่วนนักลงทุนต่างประเทศในศูนย์ซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีสัดส่วนประมาณ 39% สะท้อนถึงพฤติกรรมการซื้อ-ขาย USDT ของนักลงทุนในฐานะสินทรัพย์ที่นำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงิน Fiat Currency (เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย)
ขณะที่มูลค่าการดำเนินธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับทองคำ ทั้งในรูปแบบการนำเข้า-ส่งออกทองคำจริงและการซื้อ-ขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ (Online Gold) ที่เพิ่มสูงขึ้นมากโดยยังคงไม่มีหน่วยงานที่สามารถติดตามตรวจสอบและกำกับดูแลการดำเนินธุรกรรมได้โดยตรง ซึ่งอาจถูกนำไปใช้ในกระบวนการฟอกเงินได้
จากปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นดังกล่าว ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ จึงเสนอแนวคิด “Connect The Dots” เพื่อยกระดับการกำกับดูแลผ่าน 3 มิติหลัก คือ
- Profile –การยืนยันตัวตนและทำ Customer Profiling เพื่อดูความสอดคล้องของตัวตน
- Behavior – การติดตามพฤติกรรมการทำธุรกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อดูความสอดคล้องของพฤติกรรมเมื่อเทียบกับตัวตน
- Inflow / Outflow – การระบุแหล่งที่มาและปลายทางของเงินและสินทรัพย์
โดยมี Data Bureau เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินในระบบเศรษฐกิจ เช่น เงินโอนในบัญชีธนาคาร กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ ตลาดทุน และสินทรัพย์อื่น เป็นต้น

ทั้งนี้ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณามาตรการยกระดับกำกับดูแลและจัดเก็บรวบรวมข้อมูลธุรกรรมทางการเงินให้ครอบคลุมและครบถ้วนภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ เพื่อให้เป็นไปตาม “Connect The Dots” ดังนี้
1) สำนักงานป้องกันและปราบปราบการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) พิจารณาเพิ่มบทบาทในเชิงรุกในฐานะหน่วยงานหลักในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นผ่านทองคำจริง และ Online Gold ให้เข้มข้นขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลธุรกรรมทองคำจริง เช่น การปรับลดวงเงินการรายงานธุรกรรมทองคำของร้านค้าทองคำที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่แท้จริงของผู้ซื้อ-ขายทองคำ เป็นต้น
2) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาดำเนินการปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อให้ร้านค้าทองคำรายงานข้อมูลธุรกรรมซื้อ-ขายทองคำ เช่น ข้อมูลการซื้อ-ขายทองคำในลักษณะ Online Gold รายธุรกรรม รูปแบบการชำระเงิน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อนำไปใช้ประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้อง เช่น การกำหนดเงื่อนไขการดำเนินธุรกรรมซื้อ-ขายทองคำในลักษณะ Online Gold ในสกุลเงินบาท เป็นต้น
3) กระทรวงการคลังพิจารณากำหนดให้ผู้บริการซื้อขายทองคำในลักษณะ Online Gold นำส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อ-ขายทองคำเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มสินค้าบริการออนไลน์ ตลอดจนพิจารณาจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax: SBT) หรือภาษีประเภทอื่น ๆ จากผู้ซื้อ-ขายทองคำและร้านค้าทองคำที่ซื้อ-ขายทองคำมูลค่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้เกิดฐานข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมการซื้อขายทองคำอีกทางหนึ่ง
4) สำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) และสำนักงาน ปปง. จะร่วมพิจารณาผลักดันให้เกิดการนำหลักเกณฑ์การส่งต่อข้อมูลระหว่างผู้โอนและผู้รับโอน (Travel Rule) มาใช้ในการจัดเก็บและติดตามธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่โอนผ่านผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแล โดยสำนักงาน ก.ล.ต. จะร่วมกับสำนักงาน ปปง. ออกแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ในระหว่างที่สำนักงาน ปปง. เตรียมความพร้อมเพื่อออกกฎเกณฑ์ภายใต้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต่อไป
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลหวังให้มาตรการ “Connect The Dots” ไม่ใช่การเพิ่มภาระประชาชนหรือภาคธุรกิจสุจริตแต่เป็นการสร้างความโปร่งใส ความเป็นธรรม และเสถียรภาพของระบบการเงินไทย และเพื่อให้มีกลไกในการสกัดกั้นอาชญากรรมทางการเงินและเทคโนโลยีทุกรูปแบบ ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนานาชาติในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง
บทความที่เกี่ยวข้อง:




