ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมค่าบริการและการให้บริการให้เป็นมาตรฐาน และปรับลดค่าธรรมเนียมหลายรายการลง เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ใช้บริการทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจ SMEs ให้สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินได้ด้วยอัตราค่าบริการที่เหมาะสม เป็นธรรม และไม่เป็นภาระเกินสมควร
ทั้งนี้ ในวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา ธปท. ได้เริ่มปรับค่าธรรมเนียมก่อน 8 รายการ จากนั้นจะทยอยปรับตามหลักเกณณ์ดังกล่าวทั้งหมดให้ครบ 19 รายการ ไปจนถึงช่วงเดือน ต.ค. 2569 เพื่อให้ผู้ให้บริการมีระยะเวลาในการปรับระบบงาน
โดยค่าธรรมเนียม 8 รายการที่เริ่มปรับลดแล้วมีดังนี้
- ค่าขอรายการเดินบัญชีเงินฝาก (statement) สำหรับข้อมูลย้อนหลังไม่เกิน 12 เดือน จะเก็บเฉพาะแบบกระดาษไม่เกินครั้งละ 100 บาทต่อบัญชี
- ค่ารับรองฐานะทางการเงิน เก็บไม่เกินครั้งละ 100 บาทต่อชุด
- ค่ารักษาบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหว คิดค่าธรรมเนียมไม่เกิน 20 บาทต่อเดือน เฉพาะบัญชีที่มียอดคงเหลือไม่เกิน 2,000 บาท
- ค่าธรรมเนียมเบิกถอนเงินสดสำหรับบัตรเครดิต เก็บได้ไม่เกิน 2.5% ของยอดเบิกถอน
- การฝาก / ถอน / โอนเงิน ให้ยกเว้นค่าธรรมเนียม ยกเว้นฝากหรือถอนเงินสดข้ามเขตที่สาขา ให้เก็บได้ไม่เกิน 0.05% ของมูลต่าธุรกรรม
- การโอนเงินผ่านระบบบาทเนต ยกเว้นค่าธรรมเนียม
- การฝากเช็ค ยกเว้นค่าธรรมเนียม
- ค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน ที่ไม่รวมกรณีการทำธุรกรรมโดยใช้ธนบัตรสกุลเงินต่างประเทศ ให้เก็บได้ไม่เกิน 0.125% ของจำนวนเงินสำหรับทุกสกุลเงิน และห้ามเรียกเก็บกรณีโอนเงินระหว่างบัญชีภายในธนาคารเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม รายการค่าธรรมเนียมตามเกณฑ์ใหม่จะมีทั้งหมด 4 ประเภท รวม 19 รายการ ซึ่งจะทำให้การเรียกเก็บค่าบริการผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินพื้นฐานของสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเป็นมาตรฐานเดียวกัน มีความชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับต้นทุนการให้บริการ
สาเหตุที่ต้องออกหลักเกณฑ์ใหม่ควบคุมค่าบริการและการให้บริการนั้น ธปท. ระบุว่า เนื่องจากที่ผ่านมาพบการเรียกเก็บค่าบริการผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางรายการที่ยังไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เช่น บางรายการมีต้นทุนลดลงหรือไม่มีต้นทุนแล้วจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่ยังเก็บค่าบริการอยู่
นอกจากนี้ ค่าบริการบางรายการที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งเรียกเก็บยังแตกต่างกันมาก หรือค่าบริการบางรายการยังมีหลักการคิดที่สะท้อนต้นทุนได้ไม่ชัดเจน ดังนั้น ธปท. จึงเห็นควรกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าบริการดังกล่าวให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งปรับลดหลายรายการลงให้สะท้อนต้นทุนมากขึ้น โดยสรุปรายการค่าธรรมเนียมที่ปรับได้ดังนี้
1. ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝาก (Deposit-related) ได้แก่ ค่าขอรายการเดินบัญชีเงินฝาก (statement) ค่าขอหนังสือรับรองฐานะทางการเงิน และค่ารักษาบัญชีเงินฝากกรณีบัญชีเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหวและมียอดเงินฝากคงเหลือน้อยกว่าที่กำหนด (dormant account)
2. ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (Card-related) ได้แก่ ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับบัตรเอทีเอ็มพื้นฐานและบัตรเดบิตพื้นฐาน ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต
3. ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการชำระเงิน (Payment transaction-related) ได้แก่ ค่าบริการข้ามเขตและค่าคู่สายของบริการธุรกรรมการชำระเงิน เช่น การฝาก ถอน โอนเงินที่เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และที่สาขา การโอนเงินผ่านระบบบาทเนต การฝากเช็ค และการรับชำระหนี้ค่าสินค้าและบริการ ค่าบริการโอนเงินผ่านระบบ Bulk Payment แบบภายในวัน ค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน (commission in lieu of exchange) และค่าบริการโอนเงินผ่านระบบบาทเนตผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
4. ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ได้แก่ ค่าบริการการใช้สินเชื่อ (front-end fee) ค่าบริการขยายระยะเวลาการเบิกใช้วงเงินสินเชื่อที่มีกำหนดระยะเวลา ค่าบริการต่ออายุวงเงินสินเชื่อในรูปแบบวงเงินหมุนเวียน ค่าชำระสินเชื่อก่อนครบกำหนด (prepayment fee) กรณีสินเชื่อที่มีกำหนดระยะเวลา และค่าบริการกรณียกเลิกวงเงิน (cancellation fee)
ทั้งนี้ ผู้ให้บริการจะต้องไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายรายการอื่น ค่าบริการรายการใหม่ หรือปรับอัตราดอกเบี้ย เพื่อทดแทนค่าบริการที่ผู้ให้บริการเรียกเก็บได้ลดลงอันเนื่องมาจากหลักเกณฑ์ตามประกาศฉบับนี้ โดยไม่รวมถึงกรณีที่ผู้ให้บริการมีเหตุจำเป็น เช่น ต้นทุนการให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การสิ้นสุดระยะเวลาส่งเสริมการขาย หรือความเสี่ยงของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป
ในกรณีที่ผู้ให้บริการไม่สามารถดำเนินการได้ตามหลักเกณฑ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้ให้บริการต้องคืนเงินส่วนต่างที่เรียกเก็บเกินกว่าที่หลักเกณฑ์กำหนดให้แก่ลูกค้านับตั้งแต่วันที่หลักเกณฑ์มีผลใช้บังคับ รวมถึงต้องจัดทำแผนและกรอบระยะเวลาดำเนินการเพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด
ก่อนหน้านี้ วิทัย รัตนากร ผู้ว่า ธปท. ระบุว่า การปรับค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะไม่เป็นภาระอย่างมากให้กับธนาคารพาณิชย์ โดยคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกำไรธนาคารพาณิชย์ราว 1.5% – 2% ของกำไรทั้งระบบ (3,975 – 5,300 ล้านบาท) ซึ่งในปี 2568 ธนาคารพาณิชย์ในระบบของธปท. จำนวน 11 แห่ง มีกำไรสุทธิรวมกัน 2.65 แสนล้านบาท
ที่มา : ธปท. กำหนดมาตรฐานค่าบริการและปรับค่าธรรมเนียม เพื่อลดภาระประชาชน-SMEs กำชับแบงก์ห้ามเรียกเก็บเพิ่ม
เนื้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง:




