เตียงนอนที่มีโครงเหล็กครอบขังผู้สูงอายุ ลวดหนามหีบเพลงล้อมรอบอาคาร และห้องลูกกรงเหล็กที่ล็อคจากภายนอกของ โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี เป็นภาพที่ถูกเปิดเผยออกมาหลังการเข้าตรวจสอบจากกองบังคับการปราบปรามและกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569
ขณะที่คำอธิบายจากเจ้าของสถานดูแลหรือ ป้าแมว ที่อ้างว่า “ขังไว้เพื่อป้องกันตกเตียง ลื่นล้ม ทำร้ายตัวเอง และญาติก็รับรู้ ดูแลตามมาตรฐาน”
แต่สังคมก็ตั้งคำถามทันทีเมื่อได้เห็นภาพความใจร้าย ทารุณกรรม และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเถื่อนที่ไม่ไร้มาตรฐานเหล่านี้ ซึ่งหากมองข้ามดราม่าไปสู่ภาพใหญ่เชิงระบบ จะพบคำถามว่า“ทำไมศูนย์ดูแลที่มีสภาพไม่ต่างจากคุก จึงมีผู้สูงอายุและผู้ป่วยจิตเวชแออัดอยู่ถึง 129 ชีวิต ทั้งที่ใบอนุญาตเดิมให้ไว้เพียง 50 เตียง? และทำไมญาติจำนวนมากจึงยอมจ่ายเงินเดือนละ 20,000–30,000 บาท เพื่อส่งคนที่พวกเขารักมาอยู่ในสถานที่เช่นนี้”
สิ่งนี้อาจสะท้อนความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของระบบดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Long Term Care) และช่องว่างขนาดใหญ่ในระบบกำกับดูแลสถานดูแลเอกชนของประเทศไทย
ส่องเนอร์สซิ่งโฮมไทย “ถูกต้องกี่แห่ง เถื่อนกี่แห่ง”?
พระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กำหนดให้สถานดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง (Nursing Home) ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการ
จากข้อมูลสถิติของ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ณ ปัจจุบัน พบว่ามีสถานดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงที่ขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายเพียงประมาณ 800 – 1,200 แห่ง
ทว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจและประมาณการภาพรวมธุรกิจดูแลผู้สูงอายุโดย สมาคมการค้าและการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย (SHSA) ร่วมกับ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ที่ระบุว่าทั่วประเทศมีศูนย์ดูแลทั้งในรูปแบบบริษัท ร้านค้า และบ้านพักรับดูแลเปิดดำเนินการจริงสูงถึง 3,000 – 4,000 แห่ง
ตัวเลขส่วนต่างนี้สะท้อนว่า มีสถานดูแลผู้สูงอายุนอกระบบหรือ “ศูนย์ที่ไม่ได้รับใบอนุญาต” แฝงตัวอยู่มากถึง 2,000 – 2,800 แห่ง หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงเกินกว่า 60–70% ของตลาดทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านโครงสร้างอาคาร สุขอนามัย หรือสัดส่วนบุคลากรตามที่ พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 กำหนดไว้ได้
ทำไม “ศูนย์เถื่อน” ถึงระบาด กลายร่างจาก “ศูนย์ถูกกฎหมาย” ไปเป็น “ศูนย์ผิดกฎหมาย”?
กรณีโสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม ชี้ให้เห็นมิติที่ซับซ้อน โดยศูนย์นี้ไม่ได้เริ่มจากศูนย์เถื่อนแต่แรก หากแต่ได้รับใบอนุญาตถูกต้อง (50 เตียง บนพื้นที่ 1,600 ตร.ม.) แต่ทำการ “แอบต่อเติมและขยายขนาด” เป็น 129 เตียง (พื้นที่ 4,641 ตร.ม.) โดยไม่แจ้งขออนุญาต
นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรม สบส. ได้เปิดเผยผลการเข้าตรวจสอบสถานที่จริง ซึ่งพบข้อเท็จจริงฉาวสะท้อนจุดอ่อนวิกฤต 2 ประการ
- ช่องว่างในการติดตามหลังได้รับใบอนุญาตแม้กรม สบส. จะมีระบบตรวจประเมินก่อนอนุญาต และติดตามประเมินภายหลัง แต่ในความเป็นจริง กำลังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอในการลงพื้นที่ตรวจสถานที่จริงอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้ผู้ประกอบการลักลอบขยายเตียงเกินจาก 50 เป็น 129 เตียง ดัดแปลงอาคาร ขึงลวดหนามหีบเพลง และใส่กรงเหล็กล็อคกุญแจจากภายนอกได้นานนับปีโดยที่หน่วยงานรัฐไม่ทราบเรื่อง จนกระทั่ง พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สั่งการให้กรม สบส. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบหลังมีผู้ร้องเรียนผ่านสื่อ
- การรับผู้ป่วยข้ามประเภทกฎหมายแบ่งแยกประเภทสถานประกอบการชัดเจน แต่ศูนย์ท่าม่วงกลับรับ ผู้ป่วยได้รับยาจิตเวช และ ผู้ป่วยหลังบำบัดยาเสพติด เข้ามาปะปนกับผู้สูงอายุติดเตียงทั่วไป โดยเมื่อตรวจเวชระเบียนกลับไม่พบใบรับรองคำวินิจฉัยจากแพทย์ ซึ่งถือเป็นการดำเนินการผิดเงื่อนไขใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 อย่างร้ายแรง โดย สมศักดิ์ กรีชัย รองอธิบดีกรม สบส. ย้ำว่า สบส. มีมาตรการคุมเข้มทั้งด้านสถานที่ ความปลอดภัย และสุขอนามัยอาหารและน้ำ เมื่อพบการตกมาตรฐานหลายด้านจึงต้องรวบรวมข้อมูลเสนอพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
โครงสร้างค่าใช้จ่าย บีบคั้นให้ครอบครัวไร้ทางเลือก
ปัญหาเนอร์สซิ่งโฮมไร้มาตรฐานไม่สามารถแยกออกจากเรื่อง “เศรษฐศาสตร์ทางการแพทย์” ได้ เมื่อพิจารณาอัตราค่าบริการของสถานดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทย ซึ่งจำแนกตามระดับสถานดูแลและมาตรฐานการให้บริการ
- ระดับที่ 1 เกรดพรีเมียม / โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ (ค่าบริการ 50,000 – 120,000+ บาท/เดือน)
- สิ่งที่รวมในราคา: ห้องพักเดี่ยวหรู, พยาบาลดูแลตลอด 24 ชั่วโมง, กายภาพบำบัด, อาหารเฉพาะโรค, กิจกรรมฟื้นฟูสุขภาพ
- สิ่งที่ไม่รวมในราคา: ยาเฉพาะทาง, เวชภัณฑ์ขั้นสูง, ค่าพบแพทย์
- กลุ่มเป้าหมาย: ครอบครัวระดับบน (Upper Class) หรือผู้ที่มีประกันสุขภาพครอบคลุม
- ระดับที่ 2 เกรดมาตรฐานกลาง – ได้รับอนุญาตถูกต้อง (ค่าบริการ 25,000 – 45,000 บาท/เดือน)
- สิ่งที่รวมในราคา: อาหาร 3 มื้อ, การดูแลสุขอนามัยประจำวัน, ผู้ช่วยเหลือดูแล (NA/CG) ภายใต้การควบคุมของพยาบาล
- สิ่งที่ไม่รวมในราคา: ผ้าอ้อม/แพมเพิร์ส, ยาประจำตัว, ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล, ค่าเวชภัณฑ์พิเศษ
- กลุ่มเป้าหมาย: ครอบครัวชนชั้นกลางระดับบน
- ระดับที่ 3 เกรดประหยัด / ศูนย์ขนาดเล็ก-นอกระบบ (ค่าบริการ 12,000 – 22,000 บาท/เดือน)
- (หมายเหตุ: กรณีศูนย์โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ราว 20,000–30,000 บาท/เดือน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการดูแลและประเภทห้องพัก)
- สิ่งที่รวมในราคา: อาหาร 3 มื้อ, การดูแลพื้นฐาน, ที่พัก (มักเป็นห้องรวม Mixed-bed หรือห้องคู่)
- สิ่งที่ไม่รวมในราคา: ยาเฉพาะโรค, ค่าพบแพทย์, รถพยาบาล, ค่าเดินทาง, ผ้าอ้อม และเวชภัณฑ์เฉพาะทาง
- กลุ่มเป้าหมาย: ชนชั้นกลางระดับล่างถึงปานกลาง
- ระดับที่ 4 สถานดูแลของภาครัฐ – พม. หรือ ท้องถิ่น (ค่าบริการ ฟรี หรือ 3,000 – 8,000 บาท/เดือน ตามการประเมินรายได้)
- สิ่งที่รวมในราคา: ที่พักและการดูแลพื้นฐาน
- ข้อจำกัด: มีคิวรอคอย ยาวนานหลายปี และจำกัดเฉพาะผู้สูงอายุยากไร้หรือไร้ที่พึ่งพิงเป็นหลัก
กับดักทางการเงินของครอบครัวชนชั้นกลางไทย
โครงสร้างรายได้ของคนไทย ค่าแรงขั้นต่ำหรือรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนไทยอยู่ที่ประมาณ 25,000–35,000 บาทต่อเดือน หากครอบครัวหนึ่งมีผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง (ติดบ้าน/ติดเตียง) หรือมีอาการทางจิตเวชร่วมด้วย การส่งเข้าศูนย์เกรดมาตรฐานที่ถูกต้องตามกฎหมาย (ราคา 30,000–45,000 บาท/เดือน) เป็นเรื่องเกินเพดานความสามารถทางการเงิน
ในทางกลับกัน การให้สมาชิกในครอบครัวลาออกจากงานมาดูแลเอง ก็หมายถึงการสูญเสียรายได้หลักของบ้าน หรือหากยังต้องทำงานก็อาจจำเป็นต้องปล่อยให้ผู้สูงอายุอยู่ตามลำพัง ซึ่งนำไปสู่ปัญหาผู้สูงอายุโดดเดี่ยวและความเสี่ยงต่อคุณภาพชีวิต
ศูนย์ดูแลอย่างโสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม จึงตั้งอยู่ในช่วงราคา 20,000–30,000 บาทซึ่งเป็นเหมาะสำหรับชนชั้นกลางที่แบกรับค่าใช้จ่ายระดับพรีเมียมไม่ไหว แต่นำมาซึ่งการตัดลดต้นทุนอย่างโหดเหี้ยมของผู้ประกอบการ เพื่อคงผลกำไรไว้
- ตัดลดจำนวนพยาบาลวิชาชีพต่อหัวผู้ป่วย
- แทนที่ระบบเซนเซอร์เตียงหรือการจัดคนเฝ้าด้วย “กรงเหล็กและเชือกผูก” เพื่อลดภาระงานของเจ้าหน้าที่
- ประหยัดค่าสุขาภิบาล ละเลยระบบบำบัดน้ำเสีย และห้องน้ำที่ไม่ปลอดภัย
- ขยายเตียงจาก 50 เป็น 129 เตียงในพื้นที่จำกัด เพื่อเพิ่มรายได้โดยไม่เพิ่มคุณภาพบริการ
ข้อเสนอจาก เอกภพ สิทธิวรรณธนะ รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข (สส.พรรคประชาชน) ระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องสถานดูแลไม่ได้มาตรฐาน แต่คือระบบที่ยังผลักภาระไปให้ครอบครัว
วิกฤตนี้ชี้ให้เห็น ข้อเสนอเชิงปฏิรูป 4 ประการ ที่ เอกภพ สส.พรรคประชาชน ได้สะท้อนไว้เพื่อแก้วิกฤตโครงสร้างระบบ Long-Term Care (LTC) ของไทย
ประเด็นที่ 1 การสร้างระบบการเงินและกองทุน Long-Term Care (LTC)
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ ตั้งคำถามสำคัญว่า ถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยจะมีหลักประกันการดูแลระยะยาวสำหรับผู้มีภาวะพึ่งพิง โดยยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่กำหนดให้คนทำงานร่วมจ่ายสมทบเข้าระบบประกันกับรัฐ เพื่อให้รัฐมีงบประมาณจัดบริการดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการ
สำหรับประเทศไทย เอกภพ มองว่าแม้ปัจจุบันจะมีกองทุน Long-term Care ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่รัฐเป็นผู้จ่ายทั้งหมด แต่ขนาดกองทุนยังเล็กเกินไป ทำได้เพียงบริการจำกัด เช่น การเยี่ยมบ้าน ไม่สามารถครอบคลุมการดูแลภาวะพึ่งพิงได้เต็มรูปแบบ จึงต้องพิจารณาแหล่งงบประมาณใหม่ๆ เข้ามาเสริม
ประเด็นที่ 2 การขับเคลื่อนแผนผู้สูงอายุแห่งชาติและหา “เจ้าภาพ” ที่ชัดเจน
เอกภพ ชี้ว่า แม้ไทยจะมีแผนผู้สูงอายุแห่งชาติอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้ถูกขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ เนื่องจากหน่วยงานหลักอย่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีภารกิจมหาศาลขณะที่กำลังคนมีจำกัด จึงจำเป็นต้องมีเจ้าภาพระดับนโยบายที่ชัดเจนเพื่อวางแผนและแก้ไขปัญหาล่วงหน้า
ประเด็นที่ 3 การเพิ่มบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
เอกภพ เสนอให้ท้องถิ่นเข้ามามีบทบาททั้งจัดบริการเองหรือจัดซื้อบริการดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่ เช่นเดียวกับที่กรุงเทพมหานครเริ่มดำเนินการ โดยท้องถิ่นต้องได้รับการสนับสนุนทั้งงบประมาณและการลงทุน เพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับครอบครัวเพียงอย่างเดียว ดังเช่นกรณี อปท. ในพื้นที่อำเภอท่าม่วงที่ควรก้าวเข้ามาช่วยจัดบริการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง
ประเด็นที่ 4 การปรับปรุงกฎหมายและการสร้าง “มาตรฐานขั้นบันได”
เอกภพ ตั้งข้อสังเกตเรื่องกฎหมายว่า ท้องถิ่นควรสามารถจัดเก็บค่าบริการหรือใช้ระบบร่วมจ่าย (Co-payment) ได้หรือไม่ภายใต้เงื่อนไขที่คำนึงถึงความสามารถในการจ่ายของครอบครัว
นอกจากนี้ เอกภพ ยังเสนอแนวคิดเรื่อง “มาตรฐานขั้นบันได” (Tiered Standards) ที่น่าสนใจยิ่ง โดยมองว่าปัจจุบันรัฐกำหนดมาตรฐานสถานดูแลไว้สูงเกินไปจนขาดบริการระดับกลางรองรับ หากผู้ประกอบการรายใดไม่ผ่านเกณฑ์ก็จะถูกตัดออกจากระบบทันที เกิดคำถามว่าเมื่อศูนย์เหล่านั้นปิดตัวลง ผู้สูงอายุจะถูกส่งต่อไปที่ใดในเมื่อสถานดูแลของรัฐมีไม่เพียงพอ ดังนั้น รัฐจึงควรออกแบบมาตรฐานหลายระดับที่มีเกณฑ์ขั้นต่ำชัดเจน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการชุมชนหรือท้องถิ่นพัฒนาคุณภาพขึ้นมาได้ตามลำดับ
สถานชีวาภิบาลและการบริหารกองทุน LTC ข้อเสนอจาก กมธ.สาธารณสุข
ในส่วนของทางเลือกอย่าง สถานชีวาภิบาล เช่น การนำวัดหรือสถานที่ชุมชนมาปรับใช้ เอกภพ สิทธิวรรณธนะ มองว่ายังไม่สามารถเป็นคำตอบทั้งหมดได้ เพราะหัวใจสำคัญคือ “ใครจะเป็นคนดูแล และใครจะเป็นคนจ่ายเงิน?” หากพึ่งพาเพียงจิตอาสาโดยไม่มีระบบงบประมาณและบุคลากรสนับสนุนต่อเนื่อง ในที่สุดอาสาสมัครก็จะลาออกและสถานดูแลต้องปิดตัวลง
เอกภพ เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวที่มีภาวะพึ่งพิง อยู่ระหว่างจัดทำรายงานเพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยเตรียมเสนอแนวทางจัดตั้งกองทุนหลักประกัน Long-term Care Insurance ซึ่งในระยะเริ่มต้นอาจใชั้งบประมาณหลักล้านบาทในช่วง 2 ปีแรก และหากขยายเต็มระบบอาจต้องใช้วงเงินระดับ “แสนล้านบาท” เพื่อให้สามารถจัดบริการดูแลได้หลายวันต่อสัปดาห์ รวมถึงพัฒนาระบบ Day Care ในระดับท้องถิ่น
สำหรับโครงสร้างอภิบาลกองทุน LTC เอกภพ เสนอ 3 ทางเลือกในอนาคต
- บริหารภายใต้ สปสช. ตามเดิม แต่จัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลกองทุน LTC ขึ้นมาโดยเฉพาะ
- แยกกองทุน LTC ออกมาเป็นองค์กรอิสระ
- เชื่อมโยงบริหารจัดการร่วมกับระบบประกันสังคม
เอกภพ สรุปว่า จากสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ทางเลือกที่ประหยัดและเป็นไปได้ที่สุดในระยะแรก คือการให้กองทุนอยู่ภายใต้ สปสช. ไปก่อน แล้วจึงตั้งกลไกกำกับแยกออกมา เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่ชัดเจนและยั่งยืน
การปฏิรูประบบดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่เพียงแค่การไล่จับหรือเพิ่มจำนวนสถานดูแล แต่ต้องออกแบบระบบการเงิน การจัดบริการ บุคลากร บทบาทท้องถิ่น การกำกับสถานประกอบการ และการแบ่งภาระระหว่างรัฐกับครอบครัวให้สมดุล
หากรัฐบาลยังไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเถื่อนแห่งใหม่ก็จะทยอยผุดขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อรองรับความสิ้นหวังของครอบครัวไทยที่ไม่เหลือทางเลือกอื่นอีกต่อไป.
บทความที่เกี่ยวข้อง:




