ครบ 1 ปีที่เรามี “พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์” ภายหลังจากประกาศใช้เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2568 ถือเป็นกฎหมายสำคัญที่มาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ด้วยเป้าหมายคุ้มครองวิถีชีวิต ส่งเสริมศักยภาพ และสร้างความเสมอภาคบนความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์กว่า 60 กลุ่ม
แต่มาจนถึงวันนี้ กลับยังพบข้อจำกัดในทางปฏิบัติที่ทำให้สิทธิที่กฎหมายคุ้มครองไปไม่ถึงมือของพวกเขาอย่างแท้จริง Policy Watch – The Active ไทยพีบีเอส และภาคีเครือข่าย จึงร่วมกันเปิดพื้นที่สนทนาสาธารณะ ชวนตรวจการบ้านตลอด 1 ปี เพื่อทบทวนความก้าวหน้า ปลดล็อกข้อจำกัด และร่วมกันปักหมุดหมายก้าวต่อไปในการคุ้มครอง ส่งเสริมศักยภาพ ต่อยอดภูมิปัญญาและต้นทุนทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ให้เกิดขึ้นจริงใน “Policy Forum : ตรวจการบ้านครบ 1 ปี บังคับใช้ – ไปต่อ กฎหมายชาติพันธุ์”
7 สิทธิขั้นพื้นฐานที่กฎหมายคุ้มครอง
พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.2568 คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน 7 ประการ ครอบคลุมตั้งแต่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไปจนถึงการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ ได้แก่
- สิทธิในศักดิ์ศรี : ห้ามดูหมิ่น สร้างความเกลียดชัง หรือเลือกปฏิบัติ
- สิทธิในวัฒนธรรมและภาษา : สิทธิในการจัดการวัฒนธรรมตนเอง และห้ามบังคับให้ผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม
- สิทธิในการจัดการศึกษา : จัดการศึกษาด้วยภาษาของตน ร่วมกับรัฐในทุกรูปแบบทุกระดับ
- สิทธิในที่ดินและทรัพยากร : จัดการและใช้ประโยชน์ตามวิถี ห้ามบังคับให้พรากจากที่ดิน
- สิทธิดำเนินวิถีชีวิตและพัฒนาตนเอง : รักษาและสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมตามอัตลักษณ์เฉพาะของตน
- สิทธิในการมีส่วนร่วม : รับรู้ข่าวสร้างอย่างสะดวกเข้าใจง่ายและแสดงความเห็นในเรื่องกระทบต่อวิถีชีวิต
- สิทธิในการเข้าถึงบริการรัฐ : เข้าถึงสาธารณูปโภค สวัสดิการของรัฐที่มีคุณภาพอย่างเสมอภาค ทั่วถึง และเป็นธรรม
4 กลไกขับเคลื่อน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์
4 กลไกหลักในการขับเคลื่อนกฎหมายชาติพันธุ์ ประกอบด้วย “คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์” ที่ทำหน้าที่กำหนดทิศทางนโยบาย รับเรื่องร้องทุกข์ และประกาศพื้นที่คุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรม
“สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย” ซึ่งเปิดโอกาสให้แต่ละกลุ่มคัดเลือกตัวแทนกันเอง เข้ามาร่วมเป็นปากเสียงและนำเสนอวาระเดือดร้อนตรงเข้าสู่คณะกรรมการชุดใหญ่
ในขณะเดียวกัน งานด้านวิชาการก็มี “คณะอนุกรรมการจัดทำข้อมูลวิถีชิวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์” โดยมีศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (ศมส.) เป็นหลักในการจัดทำฐานข้อมูลกลางเพื่อรองรับการตัดสินใจเชิงนโยบาย
และสุดท้ายคือกลไกในระดับพื้นที่อย่าง “การกำหนดพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์” ที่จะเป็นข้อตกลงร่วมกัน เพื่อให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพิทักษ์และดูแลระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

กฎหมายติดล็อกที่ “ความเข้าใจ” และ “ทัศนคติ”
แม้กลไกตามกฎหมายชาติพันธุ์จะถูกวางไว้อย่างครอบคลุมเพียงใด แต่ในทางปฏิบัติกลับพบอุปสรรคในเรื่องของความเข้าใจและทัศนคติ
โดย นิตยา เอียการนา ผู้แทนสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ในฐานะกรรมาธิการที่มีส่วนผลักดันร่างกฎหมายทั้งในชั้นสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งใช้เวลาอยู่ในกระบวนการรัฐสภานานกว่า 14 เดือน เข้าใจดีถึงความคาดหวังของคนชาติพันธุ์ที่ต้องการเห็นกฎหมายเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่เผชิญอยู่ได้อย่างทันที
แต่ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา กลับยังมีข้อจำกัดหลายประการที่ทำให้กฎหมายชาติพันธุ์ยังตอบโจทย์ความคาดหวังนั้นได้ไม่ครบ
“นิตยา” ย้ำว่า โจทย์แรกหลังกฎหมายประกาศใช้คือ ทำให้คนชาติพันธุ์เข้าใจตัวกฎหมายก่อน เพราะถ้าไม่รู้จักและไม่สามารถนำไปใช้ได้ กฎหมายฉบับนี้ก็จะเป็นเพียงแค่ “กระดาษแผ่นหนึ่ง”
แต่ที่ต้องเข้าใจไม่ใช่แค่ฝั่งประชาชน หน่วยงานรัฐในพื้นที่เองก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งตลอด ปีที่ผ่านมา มีทั้งพื้นที่ที่เข้าใจและเริ่มนำกฎหมายไปใช้แล้ว กับพื้นที่ที่ยังไม่เข้าใจ โดยยังมีบางส่วนมองว่า “กฎหมายชาติพันธุ์ยังขัดแย้งกับกฎหมายหลักอื่น ๆ ของหน่วยงานพวกเขาอยู่”

นิตยา เอียการนา ผู้แทนสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม รศ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง กรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมฯ วุฒิสภา มองว่า นอกเหนือจากเรื่อง “ความเข้าใจแล้ว” อีกด้านหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าการที่หน่วยงานในพื้นที่จะปฏิบัติงานตามกฎหมายชาติพันธุ์หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับ “แนวคิด” และ “ทัศนคติ” ของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ด้วย
โดยเฉพาะแนวคิดดั้งเดิมของภาครัฐที่ยึดติดกับ “การอนุรักษ์แบบรวมศูนย์อำนาจ” ซึ่งเห็นได้ชัดจากกรณีศึกษาการลงพื้นที่จริง
- ชุมชนภูเหม็น จ.อุทัยธานี แม้จะมี MOU ให้ประกาศเขตพื้นที่พิเศษ แต่พอถูกจัดเป็น “พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม” ก็ถูกผลักให้ไปใช้สิทธิผ่าน คทช. (คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ) ซึ่งเป็นเพียงการอนุญาตชั่วคราว ไม่ใช่การคุ้มครองตามเจตนารมณ์มาตรา 9 ของกฎหมาย
- ดอยช้างป่าแป๋ ไร่หมุนเวียนที่พักการเพาะปลูกตามฤดูกาลถูกภาพถ่ายดาวเทียมตีความว่าเป็นการ “เปิดป่าใหม่” จนถูกปักป้ายยึด 2 แปลง
- ปางทอง จ.ตาก กรณีคล้ายกัน ซึ่งกรรมาธิการฯ ต้องเรียกหน่วยพิทักษ์ป่ามาเจรจาโดยตรงเพื่อชะลอการดำเนินการ
รศ.ประภาส มองว่า การปลดล็อกปัญหานี้ จำเป็นต้องมี “กลไกบังคับ” ให้หน่วยงานรัฐปรับเปลี่ยนการทำงานให้สอดรับกับกฎหมายชาติพันธุ์ พร้อมเสนอว่าการประกาศพื้นที่คุ้มครองตามมาตรา 37 ต้องมาจากกระบวนการปรึกษาหารืออย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้นหน่วยงานต่าง ๆ ก็จะคิดและทำแบบเดิม
“ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่รู้ หรือ ไม่รู้กฎหมาย แต่จำเป็นต้องมี ‘กลไกบังคับ’ ให้หน่วยงานรัฐปรับตัวตามกฎหมาย และดำเนินการได้ทันที… กฎหมายฉบับนี้หากไม่ให้เป็นกระดาษ จำเป็นต้องผ่านกระบวนการปรึกษาหารือ เปลี่ยนการอนุรักษ์ไม่ใช่แค่ การรวมศูนย์ฯ แต่ต้องนึกถึง ความหลากหลาย ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย”
รศ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง กรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมฯ วุฒิสภา

รศ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง กรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมฯ วุฒิสภา
ยกเลิกโฉนดชุมชน สะเทือนสิทธิที่ดินชาติพันธุ์
ช่องว่างในทางปฏิบัติไม่ได้หยุดอยู่แค่ความไม่เข้าใจหรือทัศนคติ แต่ยังลามไปถึงการตัดรอนสิทธิเดิมที่ชาวบ้านเคยมี ในขณะที่เกราะคุ้มครองตามกฎหมายใหม่ก็ยังไม่เกิดผลจริงในพื้นที่
สุริยันต์ ทองหนูเอียด ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ผู้ทำงานขับเคลื่อนสิทธิที่ดินทำกิน สะท้อนภาพจริงอันน่ากังวลว่า หลายชุมชนกำลังเผชิญการคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ หลังรัฐบาลประกาศ ยกเลิกระเบียบโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569
เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวบ้านต้องขาด “เกราะป้องกันสิทธิ” ในการบริหารจัดการที่ดินร่วมกัน และเกิดคำถามตามมาว่า เมื่อไม่มีโฉนดชุมชนเป็นฐานรับรองเดิมไว้แล้ว การประกาศ “พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์” ตามกฎหมายชาติพันธุ์จะเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร ในเมื่อปัจจุบันหน่วยงานรัฐในพื้นที่ก็ยังคงเลือกใช้กฎหมายเดิมของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงกฎหมายชาติพันธุ์
“แม้จะมีกฎหมายคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ปมที่แท้จริงยังอยู่ที่ ‘สิทธิในที่ดิน’ ซึ่งเป็นฐานของการดำรงชีวิตและวัฒนธรรม ยังไม่มีคำตอบชัดเจนจากภาครัฐ และยังคงเป็นข้อเรียกร้องที่ต้องติดตามกันต่อไป”
สุริยันต์ ทองหนูเอียด ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม

สุริยันต์ ทองหนูเอียด ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม
ร้องเรียนค้างอยู่กว่า 50 เรื่อง แก้ได้ 1-2 เรื่อง
“นับตั้งแต่มีการจัดตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในปี 2544 มีเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ค้างอยู่มากกว่า 50”
นี่เป็นตัวเลขที่ ปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) หยิบยกขึ้นมาสะท้อนให้เห็นปัญหา ผ่านเรื่องร้องเรียนของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ค้างอยู่ใน กสม. กว่า 50 เรื่อง ซึ่งในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาสามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จเพียง 1-2 เรื่องเท่านั้น เช่น กรณีอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไทย จ.ลำปาง ที่ กสม. มีมติให้ต้องประชุมกับทุกชุมชน ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล และทุกอำเภอ ก่อนประกาศเขตอุทยานใหม่ และบางเรื่องค้างสะสมนานกว่า 20 ปี
โดย 2 ประเด็นหลักที่ค้างสะสมมากที่สุดคือ
1.) สถานะและสัญชาติ : แม้ภาครัฐจะตั้งเป้าสะสางสัญชาติให้ได้ 480,000 คน แต่ผ่านไป 1 ปี กลับทำได้เพียง 100,000 กว่าคน ส่งผลให้ยังมีอีกกว่า 380,000 คนที่ยังต้องรอ
2.) ที่ดินทำกินและพื้นที่จิตวิญญาณ : ชุมชนกว่า 4,000 หมู่บ้านอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ แต่การสำรวจพื้นที่ใช้สอยและพื้นที่จิตวิญญาณยังไม่เสร็จ เช่น สุสานชาวเลเกาะอาดังยังไม่ถูกกันออกจากเขตอุทยาน หรือพื้นที่หาปลาหมุนเวียนของชาวเลเกาะหลีเป๊ะที่เคยมี 200 กว่าจุด เหลือเพียง 2-3 อ่าว จนทรัพยากรเสื่อมโทรม
เธอจึงเสนอให้ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรเร่งสแกนและปักหมุด “พื้นที่เสี่ยง” ที่กำลังเผชิญการคุกคามเชิงพัฒนา เช่น เกาะลันตาที่กำลังจะมีโครงการสร้างสะพาน เพื่อเข้าไปคุ้มครองสิทธิได้ทันท่วงที โดยไม่ต้องรอให้เก็บรวบรวมข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์ก่อน
“กฎหมายไม่ใช่ยาหม้อใหญ่ที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ แต่คนชาติพันธุ์สามารถใช้กฎหมายฉบับนี้เป็นหนึ่งในเครื่องมือเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและต่อสู้กับการถูกละเมิดสิทธิในด้านต่าง ๆ ได้”
ปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

ปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ศมส.พร้อมขับเคลื่อน 5 มิติส่งเสริมศักยภาพ
ในมุมของหน่วยงานขับเคลื่อนหลัก ผศ.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (ศมส.) เล่าถึงการทำงานในฝั่งปฏิบัติการว่า อุปสรรคสำคัญในด่านแรกคือ “งบประมาณ” เพราะหลังจากกฎหมายชาติพันธุ์ประกาศใช้ ศูนย์ฯ ได้ยื่นขอ “งบกลาง” ทันที แต่ก็เผชิญกับความล่าช้ากว่า 6 เดือนจากการช่วงเปลี่ยนรัฐบาล กว่าจะได้งบจริงก็ล่วงเข้าเดือนมิถุนายนแล้ว
แต่ในระหว่างที่รอ ศูนย์ฯ ได้รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำ “ศูนย์ข้อมูลชาติพันธุ์แห่งชาติ” เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลกลางสำหรับชุมชนชาติพันธุ์ทั่วประเทศ ที่ไม่เพียงช่วยยืนยันการมีอยู่ของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังช่วยให้ทุกหน่วยงานมีข้อมูลชุดเดียวกันในการกำหนดนโยบายและคุ้มครองสิทธิได้อย่างถูกต้อง
นอกจากนี้ในส่วนของกฎหมายลำดับรอง ศมส. ยังยกร่างเสร็จอีก 2 ฉบับ ได้แก่ หลักเกณฑ์การสรรหาคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคประชาสังคม และผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ และ หลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนและการเลือกกันเองของสมาชิกสภาชาติพันธุ์ เพื่อเสนอให้คณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาเห็นชอบและประกาศใช้ต่อไป ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับกระบวนการเลือกตั้งของสภาชาติพันธุ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตามงานของศมส.ไม่เพียงแต่ “คุ้มครอง” เท่านั้น ยังวางกรอบงาน “ส่งเสริม” 5 มิติ เพื่อยกระดับศักยภาพกลุ่มชาติพันธุ์ในก้าวต่อไป ได้แก่
- อธิปไตยทางข้อมูล: ส่งเสริมศักยภาพพี่น้องชาติพันธุ์ในการจัดทำและเป็นเจ้าของข้อมูลของตนเอง
- เศรษฐกิจและรายได้: พัฒนาผ่านโครงการผู้ประกอบการวัฒนธรรม ซึ่งแม้ปัจจุบันยังเป็นโครงการขนาดเล็กที่ขยายผลได้ทีละ 10–20 พื้นที่ แต่กำลังแสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นเพิ่มเติม
- ภาษาแม่และการศึกษาข้ามวัฒนธรรม: อยู่ระหว่างเจรจาความร่วมมือกับมูลนิธิรักษ์เด็ก (PCF)
- การจัดการทรัพยากร: สื่อสารสร้างความเข้าใจกับสังคมว่า กลุ่มชาติพันธุ์คือ “ผู้คุ้มครองปกป้องทรัพยากร” ไม่ใช่ผู้ทำลาย
- การสื่อสารเพื่อลดอคติในสังคม: เตรียมความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับไทยพีบีเอส (Thai PBS) เพื่อลดการเหมารวมและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน

ผศ.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
4 ข้อเสนอขับเคลื่อน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ ปีที่ 2
“กฎหมายนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการก้าวพ้นจากสิทธิการแสดงออกทางวัฒนธรรม ก้าวมาสู่การถามถึงเรื่องสิทธิอย่างแท้จริง”
แต่การจะทำให้สิทธิขั้นพื้นฐานทั้ง 7 ประการตาม พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมในก้าวต่อไป นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. จึงได้เสนอ 4 แนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนสู่ปีที่ 2 ได้แก่
- ผลักดันปัญหาชุมชนสู่กลไกระดับนโยบาย: สะท้อนปัญหาจริงจากพื้นที่ส่งตรงไปยังคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ให้มากที่สุด เพื่อให้ได้รับการแก้ปัญหาผ่านมติที่ประชุมอย่างเป็นทางการ
- สร้างพื้นที่รูปธรรมของกฎหมาย: เร่งสร้างตัวอย่าง “พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์” ให้สังคมเห็นภาพชัดเจนว่ากฎหมายทำงานได้จริง และป้องกันไม่ให้เกิดการตีความกฎหมายที่บิดเบือนไปจากเจตนารมณ์
- สื่อสารหลากมิติเพื่อลดอคติ: ผสมผสานการสื่อสารทั้งมิติวัฒนธรรม ความเป็นมนุษย์ และประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน เพื่อลดการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ในสังคม
- สร้างเอกภาพในการขับเคลื่อน: ใช้กลไกต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในการสร้างความเป็นเอกภาพ ป้องกันความขัดแย้งทางความคิด ไม่ให้ความเห็นต่างกลายเป็นอุปสรรคที่บั่นทอนพลังการต่อสู้เพื่อสิทธิ
“นพ.โกมาตร” ทิ้งท้ายว่า แม้ข้อเสนอทั้ง 4 เรื่องอาจยังไม่สำเร็จสมบูรณ์ภายในปีแรกของการบังคับใช้ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ แต่การเดินทางตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ถือเป็นการวางรากฐานที่มาถูกทาง และพร้อมที่จะขับเคลื่อนข้อเสนอเหล่านี้ให้เกิดผลจริงในอนาคต

นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท.
“Policy Forum : ตรวจการบ้านครบ 1 ปี บังคับใช้ – ไปต่อ กฎหมายชาติพันธุ์”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
-
วิถี-ภูมิปัญญา-กม.ชาติพันธุ์ เติมเต็มเป้าหมายพันธสัญญาสากล และการอยู่รอดในภาวะโลกเปลี่ยนแปลง
-
‘กม.ชาติพันธุ์’ เปิดทางจัดการร่วมชุมชน หนุนภูมิปัญญา สะท้อนโอกาสไทย เดินสู่กรอบพันธสัญญาสากล
-
ร่างกฎหมายคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ให้สิทธิที่ดินทำกิน-ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ




