แม้ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ใกล้จะครบวาระการทำงาน 4 ปีในวันที่ 21 พ.ค.69 ยังไม่ให้คะแนนตัวเองในการทำงานกระทั่งคบวาระ แต่ ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้คะแนนจากประเมินผลงาน 4 ปี ให้ “6 เต็ม 10” เพราะยังมีหลายงานยังไม่บรรลุเป้าหมาย และยังต้องทำงานต่อไป
ทวิดา บอกกับ“Policy Watch ThaiPBS” ถึงวันแรกของการทำงานกับ “ชัชชาติ “ผู้ว่า กทม. กระทั่ง 4 ปีของการทำงาน เห็นปัญหาซับซ้อนของเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ แต่ด้วยจุดเริ่มต้นของการบริหารเมืองไม่ใช่การตั้งนโยบายจากโต๊ะทำงาน แต่เกิดจาก “การเดินลงพื้นที่จริง” เพื่อมองเห็นปัญหาในระดับชุมชนหรือ “เส้นเลือดฝอย” ของเมือง ก่อนพัฒนาเป็นนโยบายและระบบบริหารจัดการที่อาศัยข้อมูลเป็นแกนกลาง
แต่หากให้ประเมินผลงานการทำงานตลอด 4 ปี รองผู้ว่าฯ เปิดเผยว่า ในช่วง 3 ปีแรก ผู้ว่าฯ ได้ให้คะแนนทีมบริหารเพียง 5 คะแนนจาก 10 เนื่องจากผลงานหลายด้านยังไม่ปรากฏชัด แต่ในปีที่ 4 เริ่มเห็นผลลัพธ์เชิงรูปธรรมมากขึ้น จึงประเมินตนเองว่า “น่าจะได้ราว 6 คะแนน”
เธอมองว่างานบางด้าน โดยเฉพาะด้านสุขภาพและสวัสดิการสังคม เป็นงานเชิงระบบที่ประชาชนอาจไม่เห็นผลทันที จึงไม่ควรเร่งเคลมความสำเร็จจนกว่าจะมีผลลัพธ์ชัดเจนในระยะยาว แต่ 4 ปีของการทำงานเริ่มเห็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาหลายด้านที่ชัดเจนมากขึ้น
ย้อนวันแรก : เห็นเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วย “ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่”
รองผู้ว่าฯ ทวิดา เล่าว่า อาจจะด้วยคุณูปการที่ผู้ว่าชัชชาติ ตั้งใจจะเข้ามาทำงานกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่สำรวจปัญหาทั่วกรุงเทพฯ เป็นเวลานานเกือบ 2-3 ปี ก่อนที่จะรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ทำให้เห็นภาพชัดว่า เมืองหลวงมี “ความซับซ้อนสูงมาก” ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
“ก่อนจะเลือกตั้งผู้ว่ากทม.เป็นช่วงโควิดจึงเห็นปัญหาจำนวนมาก และหลายมุมตั้งแต่คนไปแออัดอยู่ มีคนที่หาเช้ากินค่ำ รายได้น้อย และคนเหล่านี้ไม่ค่อยมีใครฟังเสียงเขาเลย”
เธอชี้ว่า จากวันนั้นของผู้ว่าชัชชาติ และการลงพื้นที่ในชุมชนที่ขึ้นทะเบียนกับ กทม. กว่า 2,000 ชุมชน ก็พบความท้าทายหลายมิติ ตั้งแต่
- ชุมชนแออัด
- ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง
- คนรายได้น้อยหาเช้ากินค่ำ
- ปัญหายาเสพติด
- ขยะ น้ำเสีย ยุงลาย
- เด็กหลุดจากระบบการศึกษา
“กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่หันขวาเจอตึกสูงทันสมัย แต่หันซ้ายกลับเป็นชุมชนแออัด ปัญหามีซอกมีมุมเยอะมาก” รองผู้ว่าฯ กล่าว พร้อมย้ำว่า นี่คือเหตุผลที่ต้องออกแบบนโยบายจากปัญหาเล็กๆ ก่อน ไม่ใช่แก้เฉพาะปัญหาใหญ่ที่มองเห็นง่าย จึงกลายเป็น”นโยบายแบบเส้นเลือดฝอย” ที่เริ่มแก้ปัญหาเล็กน้อยๆของคนเล็กๆน้อยที่มองเห็นยากก่อน

จากปัญหาสู่ 244 นโยบาย: ไม่ใช่เพิ่มตัวเลข แต่ทำงานต่อเนื่อง
หนึ่งในคำวิจารณ์ที่ถูกพูดถึงคือ “นโยบายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” ซึ่ง รองผู้ว่าฯ อธิบายว่า ถึงที่มาที่นโยบายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆว่า
“คุณสมบัติพิเศษของอาจารย์ชัชชาติ ที่มักจะบอกทีมงานตลอดคือ เวลาทำงานเอ๊ะให้มันบ่อยๆหน่อย เวลาเห็นอะไรให้เอ๊ะ เช่น ในช่วงโควิดที่คนเข้าไปอยู่ศูนย์การค้าไม่ได้ ก็เอ๊ะ พื้นที่สาธารณะมันไปไหนหมด ทำไมคนต้องไปอยู่ตามศูนย์การค้า ”
ตัวเลขนโยบายเพิ่มขึ้น จึงมาจากการเห็นปัญหาระหว่างทาง และการเอ๊ะ ของผู้ว่าชัชชาติ และทีมงาน แต่ไม่ได้หมายความว่างานไม่เสร็จ แต่เป็นการ “รันตัวเลขต่อเนื่อง” เพื่อแสดงว่างานใดเสร็จ งานใดอยู่ระหว่างดำเนินการ
- ตอนหาเสียง: 214 นโยบาย
- ผ่าน 3 เดือน: 217 นโยบาย
- ปี 2567: 226 นโยบาย
- ปี 2568: 238 นโยบาย
- ปีปัจจุบัน: 244 นโยบาย
เธอระบุว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของนโยบายได้ดำเนินการแล้วเสร็จ ขณะที่บางส่วนยังต้องเดินหน้าต่อ และมีบางเรื่องที่ยอมรับว่า “ทำไม่ได้” ตามข้อจำกัดของโครงสร้างเมือง
พื้นที่สีเขียว–ต้นไม้: นโยบายที่ตอบหลายปัญหาในครั้งเดียว
หนึ่งในนโยบายสำคัญที่เกิดจากการเอ๊ะ และการตั้งคำถามของทีมงาน คือ “ปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น”
“ เพราะพื้นที่สีเขียวหายไปไหนหมด เมืองมีฝุ่น ซึ่งในช่วงโควิด 19 ก็มีปัญหามากเพราะว่าโควิดก็เล่นงานปอดเรา ฝุ่น PM 2.5 ก็เล่นงานปอด”
ขณะที่มีข้อถกเถียงมากมายว่า เมืองมันห่อฝุ่น เพราะฉะนั้นความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ และตรรกะมันก็บอกว่าสิ่งเหล่านี้มีปัญหา เราต้องมาคิดว่าทำอย่างไรให้พื้นที่สีเขียวจะมากขึ้น”
การเพิ่มพื้นที่สีเขียวจึงเป็นที่มาของนโยบายปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น ซึ่งปัจจุบันเพิ่มเป็นกว่า 2.2 ล้านต้น และตั้งเป้าสูงขึ้นถึง 3 ล้านต้น รองผู้ว่าฯ อธิบายว่า การเพิ่มต้นไม้ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่ช่วยตอบโจทย์เมืองหลายด้านพร้อมกัน ได้แก่
- ลดอุณหภูมิเมือง
- ดักจับฝุ่น PM2.5
- เพิ่มออกซิเจน
- ชะลอน้ำฝน
- สนับสนุนเป้าหมายคาร์บอนเครดิตของเมืองระดับโลก
“นโยบายต้นไม้ไม่ใช่แค่ปลูกให้สวย แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเมืองสุขภาวะและเมืองสากลในอนาคต” เธอกล่าว
เมืองข้อมูล: หัวใจสำคัญของการดูแลคนทุกกลุ่ม
ด้วยปัญหาเมืองขนาดใหญ่อย่างกรุงเทพฯที่มีความทับซ้อน ทำให้ 2 ปีแรกที่อาจารย์ชัชชาติ พยายามแก้ปัญหาให้คนตัวเล็กก่อน เส้นเลือดฝอยของ กทม. พบว่ามีข้อมูลเมืองมหาศาลมาก
เพราะว่าไม่ได้มองเฉพาะคนกลุ่มใหญ่ๆที่มองเห็นได้ แต่เป็นเรื่องคนตัวเล็กที่มีอยู่เต็มสังคมไปหมด บ้านมรั้ว มีนิติบุคคล อาคารสูง ศูนย์การค้า โรงเรียนมหาวิยาลัย ดังนั้น ปัญหาเมืองเหล่านั้นจะขับเคลื่อนและแก้ปัญหาไม่ได้เลยถ้าไม่จัดระบบข้อมูลที่ดีเพียงพอ
รองผู้ว่าฯ เน้นย้ำว่า การดูแลเมืองที่มีประชากรหลากหลาย ไม่สามารถใช้ความจำหรือระบบราชการแบบเดิมได้ แต่ต้องใช้ “City Data” หรือข้อมูลเมืองเชิงพื้นที่เป็นแกนกลาง
เพราะประชาชนแต่ละกลุ่มไม่ได้อยู่ในระบบเดียวกัน บางคนทำงานคนละเขต แต่กลับไปพักอาศัยอีกเขตหนึ่ง ดังนั้นข้อมูลต้องเชื่อมโยงกันทั้งหมด เพื่อให้หน่วยงานรัฐไม่ทำงานแบบ “ไซโล” หรือแยกส่วน
เธอยอมรับว่า ในช่วงแรกของการทำงาน กทม.ก็ทำงานเป็น ไซโล แต่การปรับโครงสร้างราชการกว่า 80,000 คนให้ทำงานร่วมกันไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่สามารถเปลี่ยนได้ภายใน 2-3 ปี จึงเลือกใช้ “ข้อมูล” เป็นตัวกลางเชื่อมระบบงานให้เร็วขึ้นก่อน
“ฟองดูว์” เชื่อมความสัมพันธ์เมืองกับประชาชน
หนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ข้อมูลในการบริหารเมืองคือ “ฟองดูว์” ซึ่งผู้ว่าชัชชาติ ประกาศในวันที่ เริ่มทำงานให้ 50 เขตต้องใช้ฟองดูว์ในการรับเรื่องราวร้องทุกข์และปัญหาของคนกทม.
เธอ ย้ำว่า แอพพลิเคชั่น“ฟองดูว์” เป็นนวัตกรรมของสวทช.ไม่ได้เป็นนวัตกรรมของ กทม แต่สิ่งที่เป็นนวัตกรรมของ กทม.คือการนำเอาฟองดูว์มาสร้างกระบวนงานระบบราชการใหม่ ทำบริการใหม่ ตัดขั้นตอนบังคับบัญชาแบบราชการ
รองผู้ว่าฯ กล่าวถึงแพลตฟอร์มรายงานปัญหาเมืองที่ประชาชนใช้แจ้งเหตุได้ตลอดเวลา ว่า เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการบริหารเมืองสมัยใหม่
ระบบนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนรายงานปัญหาได้โดยตรง ไม่ต้องรู้จักผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่เขต และมีมาตรฐานตอบรับภายใน 24 ชั่วโมง ส่งผลให้
- ลดขั้นตอนราชการ
- ลดภาระงานซ้ำซ้อน
- เห็นปัญหาพร้อมพิกัดจริง
- แก้ปัญหาได้เร็วขึ้น
ปัจจุบันกว่า 60% ของการแจ้งปัญหาเกิดขึ้น “นอกเวลาราชการ” สะท้อนว่า ระบบตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองที่พบปัญหาในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เฉพาะเวลาทำการ
“ฟองดูว์ ทำให้งานเขต ประหยัดเวลาเข้าถึงปัญหาได้เร็วขึ้น ที่สำคัญ คนดูฟองดูว์คือประชาชน ที่สามารถติดตามการแก้ปะญหาของพวกเขาหรือไม่ หากไม่แก้ปัญหาพวกเขาจะติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะฉะนั้น ระบบฟองดูว์ ส่งเสริมประชาธิปไตยมาก”
“การที่คุณไม่รู้จักรองผู้ว่าฯ ไม่รู้จักผอ.เขตแต่แจ้งปัญหาหน้าบ้านได้เลย อันนี้คือการที่ทุกคนได้เท่ากัน และทำให้ประชาชนกลายเป็น Active Citizen คือเจ้าของเมืองที่มีส่วนร่วมกำกับการทำงานของรัฐ” เธอกล่าว
ถนน ฟุตบาท และขยะ: เมืองดีขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัด
ในด้านกายภาพเมือง รองผู้ว่าฯ ยอมรับว่า ยังมีบางพื้นที่ที่ปัญหาขยะตกค้างหรือการจัดเก็บล่าช้าเกิดขึ้นจริง แต่ภาพรวมถนนและฟุตบาทดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างพื้นฐานฟุตบาทให้แข็งแรงและปลอดภัยกว่าเดิม
เธอระบุว่า แม้อาจมีความรู้สึกลำเอียงของ “คนทำงาน” ที่เห็นพัฒนาการชัดเจน แต่ก็ยืนยันว่า โครงสร้างฟุตบาทใหม่มีการเสริมเหล็กรองรับ ทำให้มีความแข็งแรงมากขึ้น
จราจร: ใช้ AI บริหารสัญญาณไฟ หวังลดการติดแบบไร้เหตุผล
รองผู้ว่าฯ กล่าวถึงการใช้ระบบ Adaptive Traffic Control System ซึ่งนำ AI มาวิเคราะห์ปริมาณรถและปรับจังหวะไฟจราจรแบบเรียลไทม์
แม้ยังไม่สามารถทำให้รถติดหายไปทั้งหมด แต่เป้าหมายคือทำให้การจราจร “ไหลลื่นขึ้น” และลดปัญหาการติดขัดโดยไม่จำเป็น ซึ่งขณะนี้กำลังขยายไปยังหลายแยกในอนาคต
น้ำท่วม: จากวิกฤตท่วมข้ามคืน สู่ระบายน้ำใน 30 นาที
ส่วนปัญหาน้ำท่วม ซึ่งถือเป็นปัญหาท้าทายของ กทม. ในฐานะผู้ดูแลด้านภัยพิบัติ รองผู้ว่าฯ ยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดคือ “น้ำท่วม” โดยเปรียบเทียบเหตุการณ์ฝนตกหนักในปี 2565 กับปี 2568
ปี 2565 ฝนตกหนักกว่า 160 มม. ทำให้น้ำท่วมขังหลายชั่วโมงและแห้งจริงข้ามวัน
แต่ในปี 2568 ฝนตกกว่า 130 มม. ในพื้นที่หลักสี่ น้ำท่วมเพียงระดับตาตุ่มและแห้งภายในประมาณ 30 นาที
“อันนี้คือประสบการณ์ตรง บ้านอยู่หลักสี่ ที่ผ่านมาเวลาน้ำท่วมใช้เวลานานมากกว่าจะสามารถระบายได้ แต่ปัจจุบันมีระบายเร็วขึ้นจริง”
เธออธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่า
- การลอกท่อระบายน้ำมีประสิทธิภาพขึ้น
- ระบบคลองและบึงรับน้ำทำงานดีขึ้น
- การบริหารข้อมูลและเซนเซอร์ช่วยติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์
อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่ายังมีบางพื้นที่ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด เนื่องจากข้อจำกัดด้านโครงสร้างกายภาพเมือง
สวน 15 นาทีเพิ่มขึ้น : ทุกคนเข้าถึงพื้นที่สาธารณะได้
อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ “สวน 15 นาที” ซึ่งออกแบบจากพฤติกรรมคนเมือง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ที่สามารถเดินได้ประมาณ 500-800 เมตรจากบ้าน.ใช้เวลาไม่เกิน15 น่ที
แนวคิดนี้มุ่งเพิ่มพื้นที่สาธารณะขนาดเล็กในทุกเขต เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงพื้นที่พักผ่อน ออกกำลังกาย และทำกิจกรรมได้โดยไม่ต้องพึ่งศูนย์การค้า
เธอบอกว่า หลังดำเนินนโยบายมา 4 ปี ประชาชนเริ่มเห็นสวนและต้นไม้ในเมืองเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
4 ปี กทม.: เมืองที่เปลี่ยนด้วย “ข้อมูล–พื้นที่สีเขียว–การมีส่วนร่วม”
เมื่อประเมินภาพรวม 4 ปี รองผู้ว่าฯ ทวิดา ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพฯ ไม่ได้เกิดจากนโยบายใดนโยบายหนึ่ง แต่เกิดจากการเชื่อมโยง 3 แกนสำคัญ ได้แก่
- การเห็นปัญหาเส้นเลือดฝอยในชุมชน
- การใช้ข้อมูลเมืองเชิงพื้นที่เป็นฐาน
- การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบและเสนอปัญหา
เธอทิ้งท้ายว่า แม้ยังมีปัญหาที่ต้องแก้ต่อ ทั้งเรื่องจราจร น้ำท่วม และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเมือง แต่ “ทิศทางการเปลี่ยนแปลง” ของกรุงเทพฯ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา สามารถมองเห็นได้จริงทั้งในระดับสายตาและระดับระบบบริหารเมือง
“ถามว่าเปลี่ยนแปลงแรงไหม ก็ต้องบอกว่าเห็นแล้ว และสิ่งสำคัญที่สุดคือเมืองที่ดีต้องดูแลคนทุกกลุ่ม ซึ่งทำได้ก็เพราะเรามีข้อมูลและประชาชนร่วมเป็นเจ้าของเมือง” รองผู้ว่าฯ กล่าว
“ข้อมูล–กำลังคน–กฎหมาย” 3 โจทย์ใหญ่บริหารเมือง
รศ.ทวิดา บอกว่า โจทย์สำคัญของการบริหารเมืองในระยะต่อไป ว่า “ข้อมูล กฎหมาย และอัตรากำลัง” เป็น 3 กลไกหลักที่ต้องเร่งพัฒนา เพื่อให้การตอบสนองเหตุฉุกเฉิน การดูแลกลุ่มเปราะบาง และการบริหารทรัพยากรเมืองมีความแม่นยำและตรงจุดมากขึ้น
ความท้าทายสำคัญของกรุงเทพฯ คือการเข้าถึงข้อมูลจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่เมืองยังมีอำนาจกำกับจำกัด โดยเฉพาะข้อมูลประชากรในคอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร และชุมชนเมือง ซึ่งจำเป็นต่อการประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพและภัยพิบัติ
เธออธิบายว่า โครงการตรวจสุขภาพประชาชนกว่า 1 ล้านคนที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงการให้บริการเชิงสุขภาพ แต่ยังเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่สะท้อนคุณภาพชีวิตของประชากรแต่ละกลุ่ม เช่น ความต้องการด้านกายภาพของผู้พักอาศัยในอาคารสูง หรือความเสี่ยงโรคหัวใจในบางพื้นที่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้วางแผนโครงสร้างบริการ เช่น การตั้งศูนย์หัวใจหรือจัดรถโมบายทางการแพทย์ในพื้นที่ที่จำเป็น
นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังพยายามส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้ข้อมูลเชิงสมัครใจ เช่น การแจ้งข้อมูลสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) ภายในที่พักอาศัย หรือเงื่อนไขสุขภาพของสมาชิกในครัวเรือน เพื่อให้หน่วยงานฉุกเฉินสามารถเตรียมทรัพยากรและตอบสนองได้รวดเร็วขึ้น โดยยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวจะใช้เพื่อการบริหารเมืองเท่านั้น และต้องมีการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวอย่างเคร่งครัด
รองผู้ว่าฯ ชี้ว่า “ข้อมูลจากประชาชนโดยตรง จะช่วยให้ข้าราชการตัดสินใจใช้งบประมาณได้อย่างปลอดภัยและตรงจุดมากขึ้น เพราะมีเหตุผลเชิงประจักษ์รองรับ”

ดัน Command Center ใช้ข้อมูลจริง รับมือสาธารณภัย
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครเตรียมยกระดับศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ (Command Center) เพื่อใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ในการบริหารจัดการสาธารณภัย โดยตั้งเป้าให้ระบบสามารถมองเห็นทั้งทรัพยากร รถกู้ภัย เส้นทางเข้าถึงพื้นที่ รวมถึงข้อมูลประชาชนกลุ่มเปราะบางได้ชัดเจนขึ้น
ระบบดังกล่าวจะช่วยลดระยะเวลาเข้าถึงเหตุฉุกเฉิน และเพิ่มความแม่นยำในการจัดสรรทรัพยากร โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านกายภาพ เช่น ซอยแคบหรือชุมชนที่รถพยาบาลเข้าไม่ถึง
เธอย้ำว่า การมีข้อมูลที่ครบถ้วนจะช่วยให้การวางแผนบริการฉุกเฉิน เช่น รถโมบายการแพทย์ หรือการกระจายอุปกรณ์ช่วยชีวิต ทำได้ตรงกับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่มากขึ้น
ชี้ “กฎหมาย” ยังเป็นข้อจำกัด ต้องอุดช่องว่างอำนาจท้องถิ่น
อีกประเด็นสำคัญคือข้อจำกัดด้านกฎหมาย ซึ่งจากบทเรียนการผลักดันนโยบายเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) และเขตควบคุมมลพิษ ทำให้พบว่ากฎหมายหลายฉบับยังมีช่องว่างหรือทับซ้อนกัน
รศ.ทวิดา ระบุว่า กรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างรวบรวมและวิเคราะห์กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการภัยพิบัติ เพื่อเสนอปรับปรุงข้อบัญญัติท้องถิ่นให้สามารถใช้อำนาจได้คล่องตัวขึ้น พร้อมย้ำว่าผู้อำนวยการเขตควรเข้าใจอำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่ให้มากขึ้น เพื่อใช้เครื่องมือทางกฎหมายแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เสนอปรับ “งบฉุกเฉิน” ให้ซ่อมบำรุงทรัพยากรได้ทันที
รองผู้ว่าฯ ยังเสนอให้ปรับแนวคิดงบฉุกเฉินของเมือง จากเดิมที่เน้นช่วยเหลือประชาชนหลังเกิดเหตุ ไปสู่การใช้เพื่อซ่อมบำรุงทรัพยากรฉุกเฉินได้ทันที โดยไม่ต้องรอรอบปีงบประมาณหรือของบกลาง ซึ่งมักทำให้การแก้ปัญหาล่าช้า
“ระบบสาธารณภัยต้องซ่อมเช้า ใช้เย็นได้เลย ไม่ใช่รอขั้นตอนงบประมาณจนสถานการณ์ผ่านไปแล้ว” เธอกล่าว
“อัตรากำลัง” ยังตึง แม้ใช้เทคโนโลยี-โทรเวชกรรม
ปัญหากำลังคน ยังเป็นปัญหาหนึ่งโดยเฉพาะในเรื่องของการดูแลสุขภาพ แม้กรุงเทพมหานครจะพยายามใช้เทคโนโลยี เช่น ระบบโทรเวชกรรม (Telemedicine) และการสื่อสารผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อช่วยลดภาระงานบุคลากร แต่การใช้งานจริงยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด โดยประเมินว่าเทคโนโลยีช่วยแบ่งเบาภาระได้เพียงราว 10–20% เท่านั้น
ด้วยโครงสร้างเมืองที่มีโรงพยาบาลเกือบ 50 แห่ง แต่กรุงเทพมหานครกำกับดูแลโดยตรงเพียงแค่15 แห่ง ขณะที่ต้องดูแลประชาชนสิทธิหลักประกันสุขภาพและข้าราชการรวมกว่า 70% ของประชากร ทำให้ภาระงานบุคลากรยังสูงมาก
รองผู้ว่าฯ ชี้ว่า การกำหนดกรอบอัตรากำลังและสวัสดิการควรยืดหยุ่นขึ้น เพื่อให้เมืองสามารถจัดคนให้เหมาะสมกับภารกิจได้ โดยเฉพาะงานสาธารณภัยที่ยังต้องใช้แรงงานมนุษย์สูง แม้ในอนาคตจะมีนวัตกรรมหรือหุ่นยนต์เข้ามาช่วยก็ตาม
ดึง “ทหารเกณฑ์” เสริมกำลังสาธารณภัย-ฝึก EMT ทีมกู้ชีพ
การแก้ปัญหาขาดแคลนกำลังคน กรุงเทพมหานครได้ริเริ่มนำทหารเกณฑ์ที่มีสมรรถนะทางร่างกายสูงเข้ามาฝึกทักษะสาธารณภัย เพื่อเสริมทีมดับเพลิงและกู้ชีพ โดยเน้นการฝึกอบรมด้านการแพทย์ฉุกเฉิน (EMT) อย่างเป็นระบบ
แนวทางดังกล่าวช่วยลดระยะเวลาการฝึกขั้นพื้นฐาน และเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานจริง โดยผู้ผ่านการฝึกสามารถปฏิบัติหน้าที่ทั้งดับเพลิงและช่วยชีวิตในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันที
“มอเตอร์แลน” ทางออกพื้นที่ซอยแคบ ส่ง EMT ถึงจุดเกิดเหตุภายใน 8 นาที
รองผู้ว่าฯ ยังกล่าวถึงการพัฒนาระบบ “มอเตอร์แลน” หรือหน่วยกู้ชีพฉุกเฉินด้วยรถจักรยานยนต์ เพื่อเข้าถึงพื้นที่ซอยแคบหรือชุมชนแออัดที่รถพยาบาลเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะกว่า 10% ของชุมชนในกรุงเทพฯ ที่ใช้รถจักรยานยนต์เป็นช่องทางหลักในการเข้าถึง
ระบบดังกล่าวทำให้ทีม EMT สามารถเข้าถึงจุดเกิดเหตุภายในเฉลี่ย 7–8 นาที ก่อนที่รถพยาบาลจะตามมาสมทบในช่วงนาทีที่ 16–17 ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างมีนัยสำคัญ
แม้ระบบสาธารณภัยของกรุงเทพฯ จะผ่านการประเมินมาตรฐานทีมช่วยเหลือระดับสากลขององค์การสหประชาชาติแล้ว แต่รองผู้ว่าฯ ยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดด้านสวัสดิการและความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่ เช่น เบี้ยเสี่ยงภัย ที่พักอาศัย และภาระงานที่เพิ่มขึ้นจากการยกระดับบริการสาธารณะ
เธอระบุว่า การดูแลกำลังคนให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและเหนื่อยน้อยลง เป็นอีกภารกิจสำคัญในระยะต่อไป
เดินหน้าปรับระบบเมือง “แม่นยำขึ้น–เร็วขึ้น–ยืดหยุ่นขึ้น”
รศ.ทวิดา ย้ำว่า การบริหารมหานครในยุคความเสี่ยงซับซ้อน ต้องพึ่งพาข้อมูลจริง กฎหมายที่ยืดหยุ่น และกำลังคนที่เพียงพอควบคู่กับเทคโนโลยี โดยตั้งเป้าให้ระบบบัญชาการเหตุฉุกเฉิน การดูแลกลุ่มเปราะบาง และการรับมือภัยพิบัติของกรุงเทพฯ มีความแม่นยำและตอบสนองได้รวดเร็วยิ่งขึ้นในระยะต่อไป
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




