การขับเคลื่อนด้วย “ข้อมูล” เป็นเรื่อง “พูดง่าย ทำยาก” โดยเฉพาะการใช้ประโชน์จากข้อมูลมาใช้แก้ปัญหาในแต่ละวัน ซึ่งที่ผ่านมา กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีการพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อรับมือกับ “ภัยพิบัติ” หลากหลายรูปแบบที่คนกรุงต้องเผชิญในแต่ละปี ทั้งคลื่นความร้อนในเมือง ปัญหาน้ำท่วม และ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)
หลังจากเริ่มพัฒนาใช้ข้อมูลในการบริหารเมืองที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนที่สุดของประเทศ กทม.ก็เริ่มใช้ระบบข้อมูล เพื่อรับฤดูร้อนในปีนี้ โดยคาดว่าจะยาวนานถึงกลางพฤษภาคม ท่ามกลางอุณหภูมิสูงสุดที่อาจแตะ 42–43 องศาเซลเซียส
ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บอกว่า แนวโน้มสถานการณ์ความร้อนในกรุงเทพฯ ที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม โดยแบ่งมาตรการออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
- มาตรการที่ดำเนินการอยู่แล้ว เช่น การรณรงค์ลดการใช้เครื่องปรับอากาศในอาคาร การปรับรูปแบบการจัดงานในพื้นที่เปิดโล่ง และการส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะ เพื่อลดทั้งมลพิษและอุณหภูมิสะสมในเมือง ช่น ลดการใช้แอร์ ในอาคาร โดยทำให้อาคารเป็น Smart Building ไม่ต้องใส่สูทมาทำงาน ใส่เสื้อยืด เปิดแอร์ลดลง และพยายามลดการใช้รถส่วนตัวหันมาใช้ขนส่งสาธารณะ
- มาตรการเร่งด่วนเพิ่มเติม เช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ปลูกต้นไม้ และจัดจุดหลบร้อน (Cooling Spaces) เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง
นอกจากนี้เพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกต้นไม้ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้เมืองเย็นลง โดยขณะนี้ กทม.ปลูกต้นไม้ได้มากกว่า 2 ล้านต้น ตามนโนยบายปลูกต้นไม้ล้านต้นของ ผู้ว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
“แม้หลายคนอาจจะบอกว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่กทม.พยายามจะลดการเปิดแอร์และพยายามจัดงานในพื้นที่ไม่ใช้แอร์ เพื่อทำให้คนเห็นว่าเมืองสามารถทำหน้าที่ได้โดยไม่ต้องไปพึ่งกับการทำให้สภาพแวดล้อมแย่ลง”

เตรียมจุดหลบร้อน 190 จุดทั่วกรุง
อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่า มาตรการเชิงโครงสร้างอาจไม่ทันต่อความร้อนที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับเพื่อช่วยให้ประชาชนปรับตัวได้ควบคู่กันไป ทำให้ กทม.มีจุดหลบร้อน รับมือดัชนีความร้อน (Heat Index) 190 จุดทั่วกรุง ครอบคลุมตั้งแต่โรงเรียนนำร่อง 10 แห่ง สำนักงานเขต 50 เขต 50 ห้อง ศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง และศูนย์กีฬา 12 แห่ง
นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังวางแผนรับมือเชิงระบบใน 4 ด้าน ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาระบบเฝ้าระวังดัชนีความร้อน การดูแลกลุ่มเปราะบาง การปรับโครงสร้างพื้นฐานเมือง ไปจนถึงการสื่อสารในระดับชุมชน สู้ภัยความร้อนเมือง ดังนี้
- เตือนไว : พัฒนาระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยดัชนีความร้อน (Heat Index) โดยอาจจะใช้ Cell Broadcast เตือนระดับความร้อนเช่นเดียวกับฝุ่น PM2.5 และน้ำท่วม
- กลุ่มเสี่ยง เปราะบาง : มาตรการคุ้มครองสุขภาพประชาชนและกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ โดยขณะนี้มีชุดข้อมูล ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยในพื้นที่ชุมชนทำให้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินสามารถเข้าไปดูแลได้
- ทำเมืองให้เย็น : จัดการพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน ปลูกต้นไม้ เพื่อลดความร้อนสะสม
- สื่อสารกับประชาชน : เตรียมคู่มือประชาชนให้ข้อมูลความรู้และการมีส่วนร่วมกับคนในพื้นที่
ทั้งหมดก็เพื่อเตรียมการรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดสำหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยงและประชาชนทั่วไป ให้การปฏิบัติงานมีความชัดเจนสอดคล้องกับสถานการณ์ และสามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที

ทำคู่มือประชาชน รับมือภัยพิบัติ
ทวิดา บอกว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำ “คู่มือประชาชน” สำหรับการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินในเมือง โดยเน้นรูปแบบที่สั้น กระชับ เข้าใจง่าย ความยาวเพียง 1–2 หน้า พร้อมภาพประกอบและเช็กลิสต์ เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปใช้ได้จริงตามบริบทที่อยู่อาศัยของตนเอง
คู่มือดังกล่าวจะออกแบบแตกต่างกันตามลักษณะพื้นที่ เช่น หากอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรควรเตรียมตัวอย่างไร หากอยู่ในชุมชนแออัดที่มีประชากรหนาแน่นหรือมีผู้ป่วยติดเตียงจำนวนมาก ควรมีแผนอพยพหรือการดูแลอย่างไร รวมถึงกรณีผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดหรือคอนโดมิเนียมที่ต้องมีแนวทางปฏิบัติเฉพาะ เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่และการเคลื่อนย้าย
เธออธิบายว่า แนวคิดดังกล่าวเชื่อมโยงกับระบบแจ้งเตือนภัยของกรุงเทพมหานครที่ปัจจุบันสามารถคาดการณ์ฝนตกหนักล่วงหน้าได้ประมาณ 2–3 ชั่วโมง ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็น “หน้าต่างการเตรียมตัว” ที่สำคัญของประชาชน
อย่างไรก็ตาม จากการหารือกับสำนักระบายน้ำ พบว่าโดยเฉลี่ยเมื่อฝนตกต่อเนื่องราว 45 นาที จะเริ่มเกิดน้ำสะสม จึงจำเป็นต้องวางแผนรับมือหลายระดับ เพราะพฤติกรรมประชาชนจะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์จริง เช่น บางคนอาจรอดูสถานการณ์ก่อน บางคนอาจรีบนำรถออกจากพื้นที่เสี่ยง
“การสื่อสารต้องแบ่งเป็นหลายช่วง ไม่ใช่แจ้งล่วงหน้าอย่างเดียว เพราะพอเห็นฝนตกจริงและมีน้ำสะสม พฤติกรรมการตัดสินใจของประชาชนจะเปลี่ยนทันที ดังนั้นแผนแต่ละช่วงเวลาไม่เหมือนกัน” รองผู้ว่าฯ กล่าว
การวางแผนต้องตั้งอยู่บนสมมติฐาน“มองความเสี่ยงไว้ก่อน” เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ย่อมห่วงทรัพย์สินและมีแนวโน้มเคลื่อนย้ายรถหรือสิ่งของไปยังจุดที่คิดว่าปลอดภัย หากรัฐไม่คาดการณ์พฤติกรรมเหล่านี้ล่วงหน้า อาจทำให้เกิดจุดกระจุกตัวหรือปัญหาจราจรซ้ำเติมสถานการณ์ฉุกเฉินได้

ดัน Risk Map เครื่องมือหลักบริหารภัยพิบัติเมือง
แนวทางการจัดทำคู่มือประชาชนเชื่อมโยงกับการพัฒนา “RIS Map” หรือแผนที่ข้อมูลความเสี่ยงเมือง ซึ่งอยู่ในนโยบายสำคัญของผู้ว่าฯ กทม. โดยมีหลักวิชาการรองรับ คือการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็วในการตัดสินใจช่วงวิกฤต
ในสถานการณ์ภัยพิบัติหรือภาวะฉุกเฉิน เมืองจำเป็นต้องตัดสินใจให้ “แม่นยำและรวดเร็วพร้อมกัน” ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากอย่างยิ่ง การมีข้อมูลที่พร้อมใช้ เรียกหาได้ง่าย และมองเห็นได้ด้วยตา จึงเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะการมีแผนที่เมืองที่บูรณาการข้อมูลหลายมิติไว้ในระบบเดียว
“ตาต้องมองเห็นก่อน สมองถึงจะคิดต่อได้ แผนที่จึงสำคัญมาก เพราะทำให้เห็นความเสี่ยงและตัดสินใจได้เร็วขึ้น” เธอกล่าว
รองผู้ว่าฯ ย้อนเล่าว่า หลังเข้ารับตำแหน่งไม่นาน กรุงเทพมหานครต้องเผชิญวิกฤตหลายด้านพร้อมกัน ทั้งไฟไหม้ โควิด-19 น้ำท่วม และฝุ่น PM2.5 ทำให้ปีแรกของการทำงานต้องเร่งพัฒนาระบบข้อมูลเมืองและ RIS Map อย่างจริงจัง โดยเริ่มขอเปิดข้อมูลแผนที่จากสำนักผังเมืองในรูปแบบ Open Source เพื่อให้ทุกหน่วยงานและประชาชนสามารถเข้าถึงได้
จากนั้นได้ประสานหน่วยงานต่าง ๆ นำข้อมูลที่มีอยู่แล้วมาชำระและบูรณาการร่วมกัน ทั้งข้อมูลน้ำท่วม อัคคีภัย สถิติการเกิดเหตุ รวมถึงข้อมูลด้านสาธารณสุข เช่น พื้นที่การระบาดของโรค แม้ข้อมูลบางส่วนไม่สามารถเปิดเผยได้ตามข้อกำหนดคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) แต่สามารถใช้เพื่อการบริหารจัดการเชิงนโยบายได้
หลักการประเมินความเสี่ยงต้องประกอบด้วย 3 ส่วน คือ จุดที่ภัยเกิดขึ้น ความรุนแรงของภัย และพื้นที่ล่อแหลม รวมถึงตำแหน่งของกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อการจัดการภัยพิบัติในเมืองขนาดใหญ่

“อาสาสมัครเทคโนโลยี”คู่ อสม. เก็บข้อมูลชุมชน
ปัญหาสำคัญคือข้อมูลจำนวนมากในอดีตยังอยู่ในรูปเอกสารกระดาษ ทำให้ไม่สามารถนำมาใช้เชิงระบบได้ และหากจะจัดจ้างเก็บข้อมูลใหม่ทั้งหมดจะมีค่าใช้จ่ายสูง จึงเกิดแนวคิด “อาสาสมัครเทคโนโลยี” ให้คนรุ่นใหม่ในชุมชนมาช่วยเก็บข้อมูลเชิงสังคม
“อาสาสมัครเทคโนโลยีจะจับคู่กับอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ซึ่งมีความรู้พื้นที่และรู้จักกลุ่มเปราะบางเป็นอย่างดี การทำงานร่วมกันทำให้เกิดทั้งการถ่ายทอดทักษะดิจิทัลและการเข้าใจบริบทสุขภาพชุมชน ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างช่วงวัยในชุมชนอีกด้วย”
open data มากกว่า 1,200 ชุดบริหารเมือง
ผลจากการดำเนินงานทำให้ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีชุดข้อมูลเมืองเผยแพร่ในระบบ open data มากกว่า 1,200 ชุด ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ผ่านเว็บไซต์ data.bangkok.go.th โดยเป็นข้อมูลชุดเดียวกับที่ผู้บริหารเมืองใช้ในการตัดสินใจเชิงนโยบาย
อย่างไรก็ตาม รองผู้ว่าฯ ยอมรับว่า ความท้าทายสำคัญของระบบข้อมูลคือ “ความไม่สมบูรณ์และความล้าสมัย” เพราะข้อมูลบางประเภทเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น จำนวนผู้ป่วยติดเตียง โครงสร้างท่อระบายน้ำ หรืออุปกรณ์สาธารณภัย จึงต้องกำหนดรอบการอัปเดตที่เหมาะสม เช่น รายวัน รายเดือน หรือทุก 15 วัน ตามลักษณะข้อมูล
“ไม่มีทางที่ข้อมูลจะครบ 100% เพราะวันพรุ่งนี้อาจมีผู้ป่วยเพิ่ม หรือโครงสร้างพื้นฐานบางอย่างเปลี่ยนได้เสมอ สิ่งสำคัญคือทำให้ข้อมูลอัปเดตตามรอบเวลาที่เหมาะสม” เธอกล่าว
ข้อมูลเมืองช่วยสื่อสารเร็วขึ้น แต่ต้องบริหาร “ขยะข้อมูล”
การมีระบบข้อมูลทำให้การสื่อสารกับประชาชนในภาวะวิกฤตรวดเร็วขึ้น เช่น การใช้แผนที่ CCTV ระบบออนไลน์ และแพลตฟอร์มแจ้งเหตุ ช่วยให้เข้าถึงประชาชนและสื่อสารสถานการณ์ได้ทันเวลา อย่างไรก็ตาม หากละเลยการดูแลระบบ ข้อมูลจำนวนมากอาจกลายเป็น “ขยะข้อมูล” ที่ลดประสิทธิภาพการใช้งาน
นอกจากนี้ การใช้ข้อมูลเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น PM2.5 ยังพบข้อจำกัดด้านกฎหมายและกลไกการบริหาร เนื่องจากบางมาตรการต้องอาศัยอำนาจจากกฎหมายระดับชาติ ไม่สามารถดำเนินการได้โดยลำพังในระดับท้องถิ่น
ยกตัวอย่างการใช้พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งเปิดช่องให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสามารถเข้าพื้นที่ได้ หากคาดว่าจะเกิดอันตรายร้ายแรง โดยต้องอาศัยข้อมูลเซ็นเซอร์ฝุ่น เครือข่ายวิชาการ และข้อมูลสุขภาพประชาชนมายืนยันความเสี่ยง ก่อนกำหนดมาตรการ เช่น เขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone)
เธอสรุปว่า แม้ข้อมูลและเทคโนโลยีจะช่วยให้เมืองรับมือภัยพิบัติได้ดีขึ้น แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด เนื่องจากปัจจัยความเสี่ยงหลายอย่างอยู่นอกอำนาจของเมือง แต่การมีข้อมูลที่พร้อมใช้และเข้าใจง่าย จะช่วยให้การตัดสินใจของผู้บริหารและการเตรียมตัวของประชาชนสอดคล้องกันมากขึ้น
“อันนี้ เป็นหัวใจสำคัญของการบริหารเมืองในภาวะวิกฤต”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




