มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรป เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี 2593 ควบคู่กับการสร้างระบบการแข่งขันที่เป็นธรรมแก่ประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรป รวมถึงเพื่อลดการย้ายฐานการผลิตจากสหภาพยุโรปสู่ประเทศที่มีกฎระเบียบที่เข้มงวดน้อยกว่า
มาตรการนี้เป็นการบังคับให้ผู้นำเข้าสินค้าจะต้องซื้อเอกสารรับรองการจ่ายค่าธรรมเนียมคาร์บอน (CBAM Certificates) ตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แฝงอยู่ในสินค้า (Embedded Emissions) ซึ่งในระยะแรกจะบังคับใช้กับกลุ่มสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนสูง 6 กลุ่มสินค้า ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย อะลูมิเนียม และเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี (ไฮโดรเจน)

รายงานจาก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุในปี 2568 การส่งออกสินค้าไทยไปสหภาพยุโรปมีมูลค่ารวม 26,449 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 9.3% จากปีก่อนหน้า ซึ่งมีสัดส่วนคิดเป็น 7.8% ของการส่งออกรวม โดยการส่งออกสินค้าภายใต้มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนทั้ง 6 รายการไปยังสหภาพยุโรป มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 417 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 5.2% ของการส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวไปทั่วโลก (ขยายตัว 20.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน) และการส่งออกสินค้าทั้ง 6 รายการรวมกันมีสัดส่วนประมาณ 1.6% ของการส่งออกสินค้าทุกรายการไปยังสหภาพยุโรป ขณะที่คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.1% ของการส่งออกสินค้าไทยไปทั่วโลก
สินค้าส่งออกได้รับผลกระทบสูง
กลุ่มสินค้าส่งออกที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มสินค้าส่งออกส่าคัญที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสูง ได้แก่
- กลุ่มเหล็กและเหล็กกล้า มีมูลค่าการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปรวม 351 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 7.2% ของการส่งออกเหล็กและเหล็กกล้าทั้งหมด (ขยายตัว 25.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) โดยตลาดส่งออกสำคัญภายในสหภาพยุโรป 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) เยอรมนี (2) เบลเยียม (3) อิตาลี (4) เนเธอร์แลนด์ และ (5) โปแลนด์ ตามลำดับ
- กลุ่มอะลูมิเนียม มีมูลค่าการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปรวม 67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 2.4% ของการส่งออกอะลูมิเนียมของไทย ทั้งหมด (ลดลง 0.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) โดยตลาดส่งออกสำคัญในสหภาพยุโรป 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) ฝรั่งเศส (2) เยอรมนี (3) สาธารณรัฐเช็ก (4) โปแลนด์ และ (5) อิตาลี ตามลำดับ

2. กลุ่มสินค้าส่งออกอีก 4 รายการที่เหลือที่มีแนวโน้มยังไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากไทยมีสัดส่วนการส่งออกค่อนข้างน้อยมาก ได้แก่
- กลุ่มปุ๋ย มีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปคิดเป็น 0.001% ของการส่งออกสินค้าในกลุ่มปุ๋ยทั้งหมด (ขยายตัว 867.5% เมื่อเทียบกับปี 2567 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่ค่อนข้างต่ำในปีก่อนหน้า)
- กลุ่มซีเมนต์ มีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปคิดเป็น 0.0002% ของการส่งออกสินค้าในกลุ่มซีเมนต์ทั้งหมด (ขยายตัว 20.4%)
- กลุ่มเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี มีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปคิดเป็น 0.0001% ของการส่งออกเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมีทั้งหมด (ลดลง 82.9%)
- กลุ่มไฟฟ้า ไม่มีการส่งออกไปยังสหภาพยุโรป
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตลาดส่งออกสินค้ากลุ่มเหล็กและเหล็กกล้าของไทยทั่วโลก พบ 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) สหรัฐฯ (2) ญี่ปุ่น (3) สหภาพยุโรป (4) มาเลเซีย และ (5) อินเดีย ตามลำดับ ส่วนตลาดส่งออกสำคัญของสินค้าในกลุ่มอะลูมิเนียม 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) สหรัฐฯ (2) ญี่ปุ่น (3) อินเดีย (4) จีน และ(5) เวียดนาม ตามลำดับ ขณะที่สหภาพยุโรป เป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 8 ของไทย โดยมีสัดส่วนการส่งออกในสินค้ากลุ่มดังกล่าวอยู่ที่ 2.4%ของการส่งออกไทย
ขณะเดียวกัน สินค้าทั้ง 2 กลุ่ม ยังถูกสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย เรียกเก็บภาษีนำเข้าแบบเฉพาะเจาะจงรายสินค้า (Sectoral Tariffs) ในอัตรา 50% ถือเป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการผลิตและส่งออกสินค้าไทยในกลุ่มเหล็กและเหล็กกล้า และกลุ่มอะลูมิเนียม

ผู้ประกอบการภาระเพิ่มขึ้น
การเพิ่มขึ้นของต้นทุนผู้ประกอบการส่งออกไทยไปสหภาพยุโรป โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเหล็กและเหล็กกล้า และกลุ่มอะลูมิเนียม สภาพัฒน์ ประเมินว่าอาจทำให้ผู้ประกอบการต้องรับภาระเพิ่มขึ้นในการซื้อเอกสารรับรองการจ่ายค่าธรรมเนียมคาร์บอน (CBAM Certificates) ค่าธรรมเนียมในการตรวจสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการจัดทำรายงานข้อมูลปริมาณการปล่อยคาร์บอนแฝง
ขณะเดียวกันยังมีค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับปรุง กระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรป ครอบคลุมถึงการใช้พลังงานสีเขียว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ( SMEs)

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการส่งออกสามารถปรับตัวได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดและยังคงรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรปเพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัว ควบคู่ ไปกับการสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับอุตสาหกรรมไทยไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตสีเขียว (Green Industry) ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในอนาคต
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
มาตรการ CBAM เริ่มบังคับใช้ ส่งออกรายเล็กกระทบหนัก
ภาครัฐเดินหน้าศึกษา กักเก็บก๊าซคาร์บอน “อ่าวไทยตอนบน”
เศรษฐกิจสหรัฐ-ภูมิรัฐศาสตร์โลก ยังป่วนโลก ขณะไทยได้อานิสงส์เลือกตั้ง




